เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 2 คราปักษาตัดสินใจ v.2

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 คราปักษาตัดสินใจ v.2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 816

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ส.ค. 2562 00:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 คราปักษาตัดสินใจ v.2
แบบอักษร

ตอนที่ 2 คราปักษาตัดสินใจ 

ดวงอาทิตย์ตกฉายแสงสีส้มกว้างไพรศาล เหนือสันเส้นภูเขาเรียงราย ณ สุดปลายขอบฟ้าอันไกลเกินกว่าจักเอื้อมถึง ในเมืองอันเงียบสงบ บนถนนดินแดงมีชาวเมืองเดินประปราย สาวน้อยปริศนาเดินเท้าโซเซคล้ายคนบาดเจ็บ เงาดำทมิฬทอดยาวจากปลายเท้าของเธอ เงาสีดำยืดยาวยิ่งขึ้นคราแสงตะวันเริ่มจางหายไปผืนพิภพ 

“เด็กนั้นน่าขนลุก ว่าไหม”ชายชราปรายตามองเมรัยด้วยแววตาหวาดกลัวพรั่นพรึง บางสิ่งที่มองด้วยตาเปล่ามิเห็น ทว่าเขาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ไล่ตาม ลายล้อมรอบตัวเด็กคนนั้น บรรยากาศอึมครึมราวคนตายแพร่เจือจาง กลิ่นดินสุสานเน่าเหม็น ไอมรณะฝังลึกในทุกย่างก้าวของเด็กคนนั้น ราวว่าเธอกำลังเดินแบกโรงศพนับพัน 

ภาพเรือนเกศายาวหยิกงอดั่งสัตว์ร้ายแกว่งสะบัดปรากฏสะท้อนในบานหน้าต่างบ้าน แววตาสองข้างปิดซ่อนใต้เส้นผมหนา ชั่วพริบตาที่เรือนผมปลิวเผยประตูแห่งหัวใจ แววตานั้นทำให้ผู้ใหญ่หวาดผวาประหนึ่งถูกนัยน์เนตรซาตานจับจ้องถึงก้นบึ้งวิญญาณ 

ทุกคนหลีกหนีห่างจากเด็กสาว ราวว่ากำลังหลีกทางให้ยมทูตเดินผ่าน 

ย่ำก้าวแห่งความเจ็บปวด สับสนแตกร้าวดั่งเศษกระจก เดินทางร่อนเร่จนหลงลืมกาลเวลา เมรัยเดินอย่างคนจนมิมีเงินเข้าไปในร้านเหล้าเพื่อจักสั่งมันบดกับนมสดทานประทังชีวิต เธอมีเงินติดตัวสิบห้าบาท ซึ่งมันคงพอซื้อนมสด ทว่าคงไม่ไหวถ้าทั้งซื้อสองอย่าง 

ในร้านมีเสียงผู้เฒ่าอายุเจ็ดสิบ คุณลุงขี้เมาหัวร่อดังสนั่นหู ความครื้นเครงและความสำราญในวงสุรา เมรัยตัวเตี้ยแขนก็สั้นมิแพ้กัน เธอวางเหรียญสิบกับเหรียญห้าให้เจ้าของร้านผู้มีนามว่า ซิง 

คุณลุงไว้เคราสีเทาอายุห้าสิบสอง มีแผลเป็นบนตาขวา เขาปรายตามองเศษเงิน 

“กลับไปดูดนมแม่ไปอีหนู” 

เขาปัดเศษเงินอันน้อยนิดตกกระเด็นเกลือกกลิ้งบนพื้นไม้พุๆเมรัยก้มศีรษะ เธอสะอึกด้วยความตกใจ เจ้าตัวก้มเก็บเหรียญและเดินออกนอกร้านโดยที่ยังไม่มีอาหารตกถึงท้อง ความอ้างว้างเดี่ยวดายลอยติดตามแผ่นหลังสั่นระริก ชายแขนเสื้อและชายกระโปรงลากยาวบนพื้น 

ห้าวันแล้วที่ต้องอดข้าว เมรัยหิวโซเหมือนหมาข้างถนน เธอถอนหายใจแผ่วเบาเยี่ยงเสียงสายลมฤดูใบไม้ร่วง อ่อนล้ายิ่งนัก พลางเดินกลับเข้าไปร้านอีกครั้ง 

แปะ 

“นมสดกับมันบดหนึ่งที่ค่ะ” 

“อีหนู คิดจะเอาเศษเหล็กนี่ซื้อของหรือ” 

“เศษเหล็กหรือ นี่คือเงินนะ เงินน่ะรู้จักหรือไม่” 

เธอพยายามตอบเสียงดังฟังชัด ทว่าเสียงที่เปล่งกลับแหบพร่าราวความแห้งแล้งของผืนทะเลทราย เธอปรับสีหน้าให้แจ่มใส 

เด็กสาวลากเก้าอี้ไม้และใช้มันต่างแท่นเพิ่มความสูง เมรัยพยายามต่อรองขอซื้ออาหารสักมื้อด้วยเงินพวกนี้มาตลอดหลายวัน แต่ไม่ว่าร้านขายหนังสือ ร้านรองเท้า หรือกระทั่งขอทาน ล้วนมิมีใครอยากแลกเปลี่ยนเงินพวกนี้ 

“คิดว่าข้าโง่หรือ ถึงแยกเงินกับเศษเหล็กมิออก”ซิงทำตาขวางมองเมรัยอย่างดุร้าย แววตาคุณลุงทำเมรัยใจแฟบ หดหัวอย่างหวาดหวั่น 

“ลุงไม่โง่เขลาหรอกค่ะ ลุงหล่อเหมือนเจ้าชาย ขอนมสดกับมันบดให้หนูหน่อยเถอะนะ หนูจากบ้านมาไกล ตอนนี้ไม่มีสิ่งของติดตัวสักชิ้น เมตตาหนูด้วย…นะ” 

สีหน้าอิดโรย ตาละห้อยเหมือนลูกแมวกำลังอ้อนวอนขอนมจากเจ้านาย เธอตื่นขึ้นมาในโลกที่ไม่รู้จัก บ้านไม่มีให้กลับ ชีวิตน้อยๆดวงนี้จะมีที่ไปหรือ ย่อมไม่มี 

“กินแล้วไสหัวไปซะ อย่าให้ข้าเห็นหน้าเจ้าอีก” 

ซิงหันหลังและก้มตัวหยิบถังนมใต้ลิ้นชัก คว้าแก้วใสมันเงาพลันเทน้ำนมสดให้เมรัยดื่มหนึ่งแก้ว แก้วใหญ่ๆที่พออุ่นท้องเธอได้สักสามชั่วโมง 

เมรัยฉีกยิ้มหน้าบาน ภายในดวงตากลมใสปรากฏริ้วคลื่นแพรวพราว งดงามดั่งมณีใต้สมุทร 

“ขอบคุณค่ะ พระคุณนี้หนูต้องตอบแทนในสักวันหนึ่งอย่างแน่นอน” 

อึก อึก อึก เสียงกระดกแก้วมิดังเทียบเท่าเสียงกระแทงแก้วเหล้าของบรรดานักสู้และพ่อค้าอาวุธ เสียงเพลงบรรเลงด้วยชายแก่ตาบอดฟังนุ่มนวลร่าเริง เขาสวมฮู้ดสีน้ำตาลและมีขนนกประดับติดหมวก ไฟเปลวเทียนส่องสว่างเปล่งประกายระยิบระยับ ส่องสะท้อนบนผิวแก้วใสวูบวาบ 

ขณะที่เมรัยพยายามดื่มนมอย่างช้าๆเพราะกลัวว่าหากดื่มให้หมดโดยเร็วแล้ว เธอจะรู้สึกไม่อิ่ม พยายามดื่มด่ำรสชาติหวานชื่นจนใจละลายด้วยความทะนุถนอมทุกหยดน้ำนม ราวว่ามันคือสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิต 

จานมันบดและเครื่องเขียงเลื่อนมาตรงหน้าสาวน้อยตัวกะเปี๊ยก เมรัยกระพริบตาปริบเงยหน้ามองคุณลุงที่ทำทีไม่สนใจเธอ ก้มหน้าก้มตาเช็ดถูทำความสะอาดแก้วไม้แก้วเงิน 

“ขอบคุณนะคะ..”เด็กสาวพึมพำเสียงแผ่ว วางแก้วนมและหยิบช้อนตักมันบดทานอย่างเงียบกริบ ระหว่างที่กำลังเคี้ยวมันเนื้อนุ่มในใจพลันรู้สึกอบอุ่นอย่างแปลกประหลาด 

คงเพราะเธอคิดไม่ถึงว่าเขาจักใจดีถึงเพียงนี้ 

เวลาล่วงเลยถึงยามวิกาล สาวน้อยกล่าวขอบคุณและเดินแบกท้องป่องกลับเมือง ถนนหนทางเปล่าเปลี่ยว กระนั้นยังมีแสงไฟส่องไสวตามหน้าต่างบนอาคารบ้านเรือน 

แสงดาวคือเพื่อนเธอ มิว่าผ่านไปกี่ร้อยกี่ล้านปี พวกมันยังส่องรัศมีเจิดจ้าบนท้องนภาราตรี แลขยันขันแข็งมิยอมร่วงโรยดับสลาย 

เมรัยอมยิ้มแหงนหน้ามองฟ้า สำหรับการมองมันนั้นคือสิ่งที่มีความหมายสำหรับเด็กตัวน้อยๆและคิดถึงบ้านเกิด 

บ้านเกิดที่ล่มสลาย 

ทุกสิ่งที่เมรัยเคยรู้จักดับสูญเพราะกาลเวลาเป็นคนทำลายล้าง กาลเวลาพัดยุคสมัยเก่าให้จมหายไปในหน้าประวัติศาสตร์และก่อให้เกิดยุคสมัยใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำลายเพื่อสรรค์สร้าง 

บนโลกแห่งอนาคตเปรียบดั่งโลกแฟนตาซีที่มีเวทมนต์[พลังมาโฮ] อสูรกาย ปีศาจร้าย นักรบ อัศวิน มีเผ่าชั้นสูงอย่างมังกรหรือลูกหลานเชื้อสายเทพ มีการปกครองโดยระบอบกษัตริย์ และชั้นวรรณะ 

มีทาสด้วย 

มีพวกคนหูแมวหูหมาเหมือนกัน 

เรียกว่ามันไม่เหลือเค้าเดิมโลกวิทยาศาสตร์เลยกระมัง มิใช่ไม่เหลือ แต่ทว่ามันมีน้อยเหมือนแกะดำ 

ไฟฟ้าถูกแทนที่ด้วยหินไฟ รถที่วิ่งด้วยเครื่องจักรแปรเปลี่ยนเป็นรถม้าลาก 

ฉากหลังคือสงครามและความสงบ เมรัยชอบโลกแบบนี้นะ มันท้าทายดี เพราะข้างนอกเมืองเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดและโจรร้าย หากเธอก้าวออกจากกำแพง เธอคงถูกพวกมันกินในไม่กี่อึดใจ 

“เป็นสถานที่ที่เหมาะกับงานของฉันจริงๆ..ไม่สิตอนนี้ต้องแทนตัวเองว่าข้าแล้วสินะ” 

เข้าตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม นางคงใช้สรรพนามแบบคนในอดีตมิได้เสียแล้ว ประเดี๋ยวถูกกล่าวหาว่าเป็นคนต่างถิ่นพวกศัตรูนอกแคว้น แต่ถึงเป็นเช่นนั้นนางก็มิต้องกังวลมากมาย เพราะอย่างไรซะคนบนโลกนี้ก็เป็นพวกไม่แบ่งแยกบ้านเมือง ไม่มีการตรวจสอบหรือทำเครื่องหมายเวลาเดินทางข้ามแคว้น ข้ามดินแดน 

อะไรๆดีขึ้นกว่าสมัยโน่น แต่ก็มีไม่น้อยที่แย่ๆอย่างเรื่องไม่การดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง โจรร้ายเต็มบ้านเต็มเมือง ทุกคนกว่าหกส่วนต้องพกอาวุธติดมือ 

เด็กและผู้หญิงถูกกดขี่ข่มเหง ผู้หญิงห้ามทำนี่นะ อิสตรีตัวนี่มันร่าน เกิดเป็นลูกผู้หญิงแสนลำบาก วิธีเดียวที่จะสบายทั้งชีวิตคือแต่งงานกับขุนนางหรือพ่อค้า 

คนไร้บ้านก็มีไม่น้อย ยกตัวอย่างเมรัย เด็กสาวผู้น่ารักน่าชังตัวเหม็นและมีกลิ่นเหมือนสุกร นางสนใจหรือไม่ว่ากลิ่นเน่าๆนั้นจะเตะจมูกใคร ก็ไม่ สาวน้อยเมรัยลั่นวาจาไว้แล้วตั้งแต่หนีจากอดีต ช่างมันเถอะ 

พระพุทธเจ้าสอนให้ คนรู้จักปล่อยวาง ฉะนั้นนางคิดปล่อยมัน ปล่อยมันไหลลงคลอง ลงหวย ลงทะเล ปล่อยความทุกข์และหยดน้ำตารินไหลไป ณ สถานที่อันไกลโพ้น 

ชุมชนแออัดหรือเรียกอย่างภาคภูมิใจว่า ที่พักชั่วครู่ของเมรัย 

เป็นสถานที่รวบรวมเหล่าคนจนไม่มีอันจะกิน ทำงานเป็นลูกจ้างและคนไร้ถิ่นฐาน แหล่งอาศัยของพวกนักเลง อันธพาล และกลุ่มชนชาวมืด เป็นสถานที่ที่ไม่เหมาะกับนางเท่าไหร่ แต่ไม่เป็นไร ช่างมัน 

“ไม่มีที่ให้แกนอนหรอกโว้ย”ชายผอมแห้งขับไล่เมรัย เพราะกลัวเกรงไอดำในดวงตานาง 

แหงะ เจ้าของที่พักตะคอกใส่หัวเมรัย เสียงตะคอกด่ามาพร้อมฝนน้ำลาย เด็กสาวถูกคนในพื้นที่ถีบหัวส่งจากอาณาเขต ก็ได้ นางบอกว่าไม่สนใจบ้านเก่าๆพุพังพร้อมถล่มเช่นนั้นหรอก และสะบัดร่างเชิดหน้าเดินกลับเข้าเมือง 

ผู้คนราตรีเดินกันขวักไขว่ หมู่บ้านเล็กๆแถบภูเขา จำนวนประชากรราวห้าร้อยชีวิต เด็กสาวยืนมองภาพผู้คนที่แต่งกายหรูร่าและมีความสวยงาม ตั้งแต่หัวจรดเท้า เมรัยแววตาเฉยเมยค่อยๆเบือนหนีภาพตรงหน้า ย่ำเท้าเดินสวนทางพยายามหลีกหนีผู้คน กระนั้นมิต้องให้นางพยายามกระไร เพราะอย่างไรซะฝ่ายที่หลีกเลี่ยงคือคนรอบข้างต่างหาก 

นางเหนื่อยแล้ว จึงซบกายพิงผนังกำแพงตึก ในตรอกมืดวังเวงและเหมือนมีผีสาง เมรัยก้มหน้าพยายามเบี่ยงตัวชิดกำแพง นางล้มตัวและขดตัวกลมดิก นอนตากลมหนาว 

บรรยากาศลี้ลับแพร่สยายทั่วทั้งตลอกมืดมิด ไอจิตแตกกระจักกระจายและกลับมาสู่ตัวเมรัย ซึมซับสู่เงาเด็กสาว พลางเงาของนางกลายเป็นเงาโครงกระดูกสัตว์ประหลาดและแตกสลายในพริบตา 

เมรัยยกยิ้มขมขื่น นางกระชับอ้อมแขน เสียงต่างๆค่อยเบาลงกระทั่งเงียบงันราวโลกทั้งใบเหลือเพียงนาง 

ถึงแม้หนาวเหน็บจนลมหายใจแปรเปลี่ยนไอขาวผ่อง กระทั่งผิวเจ็บแสบ กระทั่งฟันสั่นกึกๆ แต่ช่างมันเถอะ 

คิดถึงคุณแม่จัง...ทุกคนเป็นห่วงนางหรือไม่นะ.. 

และแล้วเมรัยก็พลอยหลับสนิท ขณะครุ่นคิดถึงวันวาน ช่วงเวลาหนึ่งในตอนที่นางกำลังร้องไห้ในความฝัน เมรัยรู้สึกว่ามีความอบอุ่นปะทุขึ้นรอบตัว มันคล้ายดั่งเปลวไฟในเตาพิงที่กำลังโอบกอดร่างบอบบาง ช่วยให้นางมิรู้สึกหนาวเย็น ขับไล่คุณความหนาวและความโศกเศร้าไปให้ไกล 

เมรัยตื่นขึ้นในเช้าวันใหม่ และพบว่ามีผ้าห่มขาดหลุดลุ่ย ผืนหนึ่งคลุมตัวนาง สาวน้อยเช็ดคราบน้ำตาและขยุ้มผ้าห่ม นางเหลียวมองในตรอกไม่พบผู้ใด ไร้วี่แววคุณลุงซิงและคนแปลกหน้า 

“มัวเอาแต่โอดครวญอย่างนี้ไม่ได้สินะ..” 

ในโลกนี้ยังมีคนดีมากมาย แม้ความฝันจะถูกทำลายแต่นางยังอยากช่วยเหลือผู้อื่น มันเป็นสิ่งที่นางอยากทำไม่ว่าในอดีตหรืออนาคต 

เพราะสิ่งเดียวที่นางมั่นใจในยามนี้คือบนโลกนี้ยังมีคนใจดีเหลืออยู่ ทั้งลุงซิง ทั้งเจ้าของผ้าห่มผืนนี้ 

“เริ่มจากหางาน” 

เมรัยมีความลับที่ไม่เคยบอกใคร นางมิใช่คนธรรมดาอย่างที่หลายคนเข้าใจ พลังวิเศษคือสิ่งล้ำค่าในยุคสมัยนี้ และมันก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่นางมีติดตัวมาตั้งแต่เกิด… 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น