ลูกตุ้มเงิน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เรื่องราวระหว่างทาง (ต่อ)

ชื่อตอน : เรื่องราวระหว่างทาง (ต่อ)

คำค้น : เสน่หาพรางใจ, พริตตี้สาว, ท่านประธานหนุ่ม, ซีรี่ย์สองพี่น้อง, นิยายรักโรมานซ์, ลูกตุ้มเงิน

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 325

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 พ.ค. 2560 13:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เรื่องราวระหว่างทาง (ต่อ)
แบบอักษร

            “อยู่เฉย ๆ สิ อยากจะมีแผลเป็นหรือยังไง” คำขู่ของชายหนุ่มได้ผล จากที่พยายามดึงมือตัวเองออกจากมือใหญ่ เมทิตาก็หยุดอยู่นิ่ง ปล่อยให้คนขู่ได้จัดการตามวิธีของเขาไป จนคนตัวโตยกยิ้มด้วยความพอใจ ที่ทำให้หญิงสาวเลิกดื้อดึงได้

            “รู้สึกดีขึ้นไหม? ยังแสบอยู่หรือเปล่า?”

            “ฉันดีขึ้นแล้ว ปล่อยได้แล้ว” หญิงสาวพยายามบิดข้อมือตัวเองออกจากมือใหญ่อีกครั้ง แต่ก็ยังคงไม่สำเร็จอยู่ดี ชายหนุ่มปิดก๊อกน้ำ แล้วหันไปขอทิชชูกับพนักงานของร้าน เอามาซับน้ำที่มือเล็กรอบ ๆ รอยแดง ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตหนัง พันทับรอยแดงนั้นเอาไว้ แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ให้ความร่วมมืออีกเช่นเดิม เช่นเดียวกับชายหนุ่มที่ก็ไม่ยอมแพ้อีกเช่นกัน ^_^

            “ไม่ต้อง! ฉันไม่เป็นอะไร แผลแค่นี้ไม่ต้องพันผ้าหรอก”

            “ปลอดภัยไว้ก่อนสิคุณ เชื้อโรคจะได้ไม่เข้าแผล ผ้าของผมสะอาดหรอกน่า แล้วไประหว่างทางก็แวะร้านยา ซื้อยามาทาเสียด้วยล่ะ” ชายหนุ่มตั้งหน้าตั้งตาพันผ้าปิดแผลให้หญิงสาว ปากก็พูดไปด้วยเช่นกัน จนเมทิตามีเวลาได้สังเกตรายละเอียดของชายหนุ่ม ผมสั้นหยักศกสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่งเป็นสัน ขนตายาวเป็นแพร ผิวหน้าชุ่มชื่นน่าสัมผัส ไรหนวดและเคราสีเขียวอ่อนยิ่งดึงดูดให้น่าหลงใหล กลิ่นอาฟเตอร์เชฟจาง ๆ ที่ลอยมาเตะจมูก ยิ่งทำให้หัวใจของเมทิตาเต้นไม่เป็นจังหวะ ‘ผู้ชายอะไรเนี่ยช่างน่าลวนลามจริง ๆ เลย’ ความคิดที่ดังกึกก้องอยู่ในใจตอนนี้ รู้สึกว่าจะบดบังความแค้นที่เกิดขึ้นเมื่อชั่วครู่ไปเสียแล้ว

            “เสร็จแล้วคุณ” อิริคเงยหน้าขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เล่นเอาเมทิตาหลบมองไปทางอื่นไม่ทันเลยทีเดียว สายตาที่สบกันแน่นิ่งราวกับจะมองลงไปให้ลึกถึงหัวใจภายในสามวินาที ก่อนที่เมทิตาจะได้สติ และเลือกที่จะหลบสายตาจากดวงตาคู่คมนั้น เพราะหัวใจที่เต้นโครมครามจับจังหวะไม่ถูก

            “ขอบคุณ” หญิงสาวเอ่ยขอบคุณพร้อมกับชักมือออกจากมือใหญ่ แล้วเดินแก้มแดงออกจากร้านกาแฟไปทันที โดยมีเสียงจากชายหนุ่มที่ย้ำเตือนให้เธอไปซื้อยามาทาแผลตามหลังไปอีกด้วย


            เมทิตาเดินมาถึงรถด้วยจังหวะหัวใจที่ยังเต้นไม่เป็นปกติ จนต้องมานั่งสูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ อยู่ในรถหลังพวงมาลัยหลายครั้ง

            “อีตาบ้าเอ๊ย! มาทำเป็นดี คิดว่าฉันจะซึ้งหรือไง ยังไงก็ลบล้างความชั่วของนายไม่ได้หรอก ไอ้คนฉวยโอกาส” เสียงใส ๆ พูดกับตัวเองอยู่ในรถคนเดียว ระหว่างรอเพื่อนรัก *(อยากรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่ชายหาดชะอำ สามารถอ่านได้ที่เรื่อง หน้ากากพรางเล่ห์ ตอนใจเราตรงกัน และตอนการกลับมาของชยุต)*​

            “อ้าว! แล้วกาแฟฉันล่ะ?” เมทิตามองซ้ายมองขวา ไม่มีกาแฟที่ไปซื้ออยู่ในมือ ก่อนจะนึกได้ว่าเธอวางทิ้งเอาไว้ในร้านกาแฟนั่นเอง แล้วจะให้เธอกลับไปเอาเนี่ยนะ ไม่มีทางเสียล่ะ อย่างน้อยก็ตอนที่นายหน้าฝรั่งนั่นยังอยู่ในร้าน คิดแล้วก็ยิ่งเจ็บใจ เสียเงิน เจ็บตัว แล้วยังไม่ได้ดื่มกาแฟที่ตนเองตั้งใจไปซื้อเสียอีก

            “ฮึ่ย! เป็นเพราะนายคนเดียวเลย ไอ้บ้า! ไอ้คนฉวยโอกาส! ไอ้ทุเรศเอ๊ย!”

            เจ็บใจแต่ไม่รู้จะไปลงกับใคร เมทิตาจึงได้แต่เอาหัวโขกอยู่กับพวงมาลัยเบื้องหน้าตัวเอง

            ก๊อก..ก๊อก.. เสียงเคาะกระจกรถฝั่งข้างคนขับดังขึ้น เรียกให้เมทิตาเงยหน้าขึ้นมามอง จึงได้เห็นหน้าตาของคนเคาะว่าเป็นคนที่เธอเพิ่งเดินหนีมานั่นเอง ผู้ชายหน้าฝรั่งที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นโครมคราม

            “มีอะไร?”

            เมทิตาถามเสียงขุ่น หลังจากที่เลื่อนกระจกด้านข้างลง แต่นั่นเป็นการเปิดโอกาสให้ชายหนุ่มได้ชะโงกหน้าเข้ามาในรถ พร้อมกับยื่นแก้วกาแฟให้กับหญิงสาว แล้วท้าวแขนอยู่ที่ขอบประตูรถนั่นเอง

            “เอ้า! นี่..กาแฟของคุณ แค่อยู่ใกล้ผมไม่กี่นาที ทำให้คุณถึงกับลืมกาแฟที่ซื้อนี่เลยเหรอ เพราะอะไรล่ะ หรือเพราะว่ามัวแต่นึกถึงเรื่องของเราตอนที่อยู่ชะอำ...”

            “นี่! ถ้าหมดธุระแล้วก็ไปได้แล้ว ไม่ต้องมายืนพ่นคำพูดทุเรศ ๆ อยู่แถวนี้”

            “อะไร..ทุเรศที่ไหนกันคุณ ผมก็ว่าผมพูดสุภาพออกจากตาย ไม่มีคำไหนหยาบคายหรือทุเรศอย่างที่คุณว่าเลยนะ” ชายหนุ่มทำหน้าตาย ส่งยิ้มละไมให้หญิงสาวที่ทำหน้าบูดบึ้งอยู่ในรถ จนใบหน้าสวยงอคว่ำเป็นม้าหมากรุกมากเข้าไปอีก

            “ออกไป..ไปไกล ๆ จากรถของฉันเลย ออกไป...ออกไป..” เมทิตาไม่ได้พูดเปล่า แต่ว่ายังทั้งผลักทั้งดันคนตัวโตให้ออกห่างจากรถของเธออีกด้วย

            หากแต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ที่ชายหนุ่มได้มีโอกาสขโมยหอมแก้มนิ่ม ๆ ของหญิงสาว ด้วยอยากจะรู้ว่าเธอจะมีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างไรบ้าง จะเขินอาย หรือว่าจะแค่โกรธแค้น

            “ไอ้!...” หญิงสาวถึงกับอึ้งนึกคำต่อว่าไม่ทันเลยทีเดียว มือเรียวจับแก้มข้างที่ถูกขโมยหอมเอาไว้ เผยอีกข้างที่กำลังแดงระเรื่อ

            ชายหนุ่มที่ยืนดูผลงานตัวเองอยู่ถึงกับยกยิ้มสมใจ อย่างน้อยหญิงสาวก็ยังมีความรู้สึกให้กับผู้ชายอยู่ ไม่ได้หลงรักพวกเดียวกันเองจนไม่เหลือเผื่อใจให้กับชายชาตรีอย่างเขา

            “ยิ้มอะไรไอ้คนทุเรศ ไอ้คนฉวยโอกาส ไอ้..”

            “นี่! คุณจะว่าผมอย่างนั้นมันก็ไม่ถูกนะ คุณเป็นคนผลักผมออกมาเอง ผมไม่ทันได้ตั้งตัวตั้งหลักเลยด้วยซ้ำ แล้วจมูกผมมันก็โด่งจะไปโดนแก้มคุณบ้างมันก็ไม่แปลกนี่” ชายหนุ่มพูดจบก็ยักไหล่ให้กับหญิงสาว ราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งนั่นยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับสาวร่างบางจนถึงขั้นชี้หน้าต่อว่าชายหนุ่ม และกำลังจะเปิดประตูรถออกมาเอาเรื่อง ทว่าเพื่อนรักของเธอมาถึงรถเสียก่อน

            “เกิดอะไรขึ้นเหรอ ไอ้เม” ชิตาพรส่งเสียงถามด้วยใบหน้าที่พกความงุนงงเอาไว้เต็มที่ ก่อนจะหันไปเห็นหน้าคู่กรณีของเพื่อนสาว จนทำให้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามนั้น เปลี่ยนเป็นใสซื่อ แววตาวิววับเล่นหูเล่นตาชายหนุ่มขึ้นมาทีเดียว

            ชายหนุ่มหันไปโปรยยิ้มให้กับชิตาพร พร้อมกับโค้งตัวให้เล็กน้อย ก่อนที่จะหันกลับมาที่เมทิตาอีกครั้ง

            “ผมไปก่อนนะ แล้วเจอกันเร็ว ๆ นี้ครับ..คุณเม..คนสวย” อิริคพูดจบก็ขยิบตาให้กับหญิงสาวอีกครั้ง เน้นเรียกชื่อของหญิงสาวเสียงดังฟังชัด ตามที่ได้ยินเพื่อนของเธอเรียก ก่อนจะเดินกลับไปที่มอเตอร์ไซค์ชอปเปอร์ของตนเอง แล้วขับออกไปจากปั๊มน้ำมัน ตั้งใจจะไปรอเจอเธออีกครั้งที่ห้างสรรพสินค้าอันเป็นเป้าหมายเดียวกัน เพราะชายหนุ่มรู้ว่าทั้งสองสาวกำลังจะไปงานเดียวกับเขา เนื่องจากชุดที่พวกเธอใส่อยู่นั้นเป็นชุดที่เขาตัดสินใจเลือกแบบด้วยตัวเอง

            “พ่อหนุ่มชอปเปอร์นั่นใครวะไอ้เม โคตรจะหล่อเลยอ่ะ นี่ถ้าได้มาร่วมเรียงเคียงหมอนนะ แม่จะไม่ออกจากห้องนอนสามวันสามคืนเลยคอยดู” ชิตาพรส่งคำถามให้เพื่อนรักทันทีที่เข้ามานั่งในรถ

            “น้อย ๆ หน่อยไอ้จ๊ะ สามวันสามคืนไม่ออกจากห้องนอนก็ตายพอดีสิ ข้าวปลาไม่กินหรือไง”

            “โอ๊ย! อยู่กับผู้ชายหล่อขนาดนี้ ฉันก็ไม่กินข้าวแล้ว กินอย่างอื่นแทนย่ะ ฮ่าฮ่า แล้วสรุปเขาเป็นใคร ตอบซิ”

            “เอ่อ...ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เจอกันในร้านกาแฟน่ะ” เมทิตาอึกอักก่อนที่จะตอบแบบเลี่ยง ๆ ไป ไม่อยากท้าวความให้ยืดยาว เพราะรู้จักนิสัยเพื่อนของตนเองดี ว่าช่างซักช่างถามมากขนาดไหน ก่อนจะชวนเปลี่ยนเรื่องคุย “แกจะซื้ออะไรกินรองท้องมั้ย เซเว่นอยู่นั่น”

            “ไม่เอาดีกว่า กาแฟแก้วเดียวกับแกนี่ก็พอแล้ว แกรีบออกรถดีกว่า ฉันขี้เกียจฟังเสียงบ่นของพี่มลว่ะ” ชิตาพรพูดพร้อมกับหยิบแก้วกาแฟของเพื่อนขึ้นมาดูดไปด้วย

ความคิดเห็น