สามกันยา

ขอบคุณที่รักกัน ❤

ตอนที่ ๖๐ การเริ่มต้นของคนที่หวนคืน

ชื่อตอน : ตอนที่ ๖๐ การเริ่มต้นของคนที่หวนคืน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.4k

ความคิดเห็น : 51

ปรับปรุงล่าสุด : 27 พ.ค. 2560 10:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ ๖๐ การเริ่มต้นของคนที่หวนคืน
แบบอักษร


รถเก๋งสีเม็ดมะขามแล่นมาจอดข้างรั้วบ้านซึ่งตั้งอยู่ใจกลางชุมชนโนนยางนา แสงไฟหน้ารถที่สาดไปเบื้องหน้าเผยให้เห็นลานกว้างซึ่งเคยเป็นที่ขายของในวันพฤหัสบดี แต่บัดนี้มันดูรกร้างกว่าในความทรงจำของหนุ่มสาวที่จากบ้านไปนาน

เมื่อเครื่องยนต์ดับลง ผู้ขับก็รีบลงจากรถแล้ววิ่งอ้อมไปอีกด้านเพื่อเปิดประตูให้ชายชราที่นั่งอยู่ตรงเบาะหลัง มือเหี่ยวของตาคำกองจับที่ท่อนแขนของชายหนุ่มที่มาช่วยประคอง แกก้าวขาอันสั่นเทาลงจากรถโดยมีคำแพงคอยพยุงหลัง

ก่อนหน้านี้ไม่นาน ทันทีที่นึกได้ว่าชายทียืนตากฝนอาจจะเป็นบิดาของตน คำแพงก็เปิดประตูรถแล้ววิ่งไปหา และเป็นจริงอย่างที่คิด บิดามารอรับเธอจริง ๆ ดวงตาที่เคยดุดันไร้ความเกรี้ยวโกรธอย่างที่เธอเคยคาดเอาไว้ ท่านร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร สวมกอดเด็กดื้อเอาไว้แน่นราวกับจะไม่ปล่อยให้หลุดจากอ้อมแขนไปไหนได้อีก

‘กลับมาอยู่กับพ่อนะอีนาง กลับมาอยู่บ้านเรา อย่าทิ้งพ่อไปไหนอีก’ เสียงแหบพร่าเว้าวอน ก่อนจะหันไปพูดกับโทนที่เดินตามหลังคำแพงมาว่าอย่าพาคำแพงไปไหนอีก ให้ไหว้ก็จะไหว้ แต่อย่าพาคำแพงไปจากพ่ออีกเลย

ความวอนจากปากของคนที่ควรจะโกรธนี้ทำให้หนุ่มสาวที่คิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรกับอนาคตเริ่มเห็นหนทาง ยางนาที่พลัดไปตกในเมืองปูน ไม่ว่าจะพยายามแทงรากเพื่อสร้างชีวิตใหม่สักกี่ครั้งก็ไร้ความหมาย พื้นปูนแข็งแรงเกินกว่าจะทะลุผ่าน อย่างดีก็แค่วางอยู่อย่างนั้น ไม่เหี่ยว ไม่เน่า แต่ก็ไม่โต สู้คืนกลับมาเกลือกเคล้าโคลนตมและชุ่มฉ่ำด้วยน้ำฝนตามฤดูกาลเพื่อรอวันเจริญงอกงามตามประสาไม้ป่าที่บ้านเรายังจะดีกว่า...

“ขอบใจ” ตาคำกองบอกเมื่อลงมายืนบนพื้นดินอีกครั้ง ดวงตาที่แก่ชราตามวัยจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทำให้โทนเดาความคิดของว่าที่พ่อตาไม่ออก

หนุ่มสาวช่วยกันประคองชายร่างผอมเข้าบ้าน พาไปนั่งยังที่ประจำ จากนั้นคำแพงก็หาผ้าเช็ดตัวมาให้บิดาเช็ดผม ในระหว่างนั้นโทนก็ขนกระเป๋าเสื้อผ้าของเธอเข้ามาไว้ในบ้าน...รวมทั้งกระเป๋าใบโตที่พี่ต่อนำมาให้เมื่อช่วงสายของวันวาน

“พี่กลับก่อนนะ เอาไว้ไปเยี่ยมยายนวลแล้วจะรีบมาหา” โทนบอกหลังจากที่ไหว้ลาว่าที่พ่อตาซึ่งนั่งพักเหนื่อยอยู่บนเก้าอี้โยก ชายหนุ่มไม่รอให้คนรักต้องวุ่นวายวางมือจากการปรนนิบัติบิดาเพื่อมาส่งตน เขาพูดจบก็เดินออกจากตัวบ้าน แต่ทว่าคำแพงกลับรีบตามออกมา

“ให้คำแพงไปด้วย...” บอกเจตนาในใจพร้อมจับมือใหญ่มากุม “หมายถึงไปเยี่ยมยายน่ะจ้ะ ถ้าพี่โทนจะไปโรงพยาบาล แวะมารับด้วยนะ” กระชับมือแน่นขึ้น ดวงตาจ้องมองลึกเข้าไปภายในความคิดของกันและกัน เพียงเท่านั้นความเสน่หาก็ทำให้คนที่เตรียมจะกลับไปยังบ้านของตนรวบร่างอรชรไปกอดไว้เต็มรัก รอก่อน เดี๋ยวจะแวะมารับ เขาบอกก่อนจะมอบจุมพิตดูดดื่มแทนสัญญา

  “บัดสีบัดเถลิง...” เสียงหนึ่งดังมาจากรั้วบ้านฝั่งที่อยู่ติดกับบ้านของยายคำศรี เมื่อหนุ่มสาวหันไปตามเสียงก็พบกับเจ้าของบ้านหลังนั้นกำลังสอดสายตาเข้ามาจับความเคลื่อนไหวในบ้านของผู้อื่น

“ป้ามายุ่งอะไรด้วย?” เป็นโทนที่กางปีกปกป้องความรัก จากนั้นชายหนุ่มก็สั่งให้แฟนสาวเข้าไปดูแลพ่อในบ้าน บอกย้ำว่าจะมารับในช่วงสายของวัน

“เปล่า” พูดเสียงสูงพร้อมยักไหล่อย่างน่าชัง “กูได้ยินเสียงรถมาจอด ก็เลยออกมาดู ไม่คิดว่าจะได้เรื่องงามหน้าอย่างนี้” ยายคำศรีตวัดตามองหลานสาวที่ก้มหน้างุดเดินเข้าไปในบ้าน หนอยแน่ะ นางหลานไม่รักดี มันน่าจะเรียกมาด่าให้รู้สำนึกเสียบ้าง

แต่ก่อนจะได้อ้าปากกัดคำแพง โทนที่จับตามองนางอยู่ก่อนก็พูดขึ้น

“รถมาจอด เขาก็จอดที่หน้าบ้านคนอื่น แล้วที่เขาจูบกันเขาก็จูบกันอยู่ในบ้านคนอื่น ไม่ทราบว่ามันไปหนักร่างกายส่วนไหนของป้าหรือจ๊ะ?” คนปากมอมเลิกคิ้วยียวน บอกก่อนเลยว่าเขาไม่ใช่ขมิ้นที่จะได้ยอมให้ยายคำศรีกัดจนพรุนแล้ววิ่งร้องไห้กลับบ้าน นี่ไอ้โทนหลานยายนวล แรงมาแรงกลับ ไม่โกง !

“คนอื่นที่ไหน นั่นบ้านพี่ชายกู”

“ถ้าไม่ใช่ของตัวเอง เขาก็เรียกว่าคนอื่นทั้งนั้นแหละ ยายคำศรีหัดดึงสติซะบ้าง ไม่อย่างนั้นคนเขาจะหาว่า...”

“บักโทน บักบ่มีสัมมาคารวะ!” คนที่ถูกเด็กถอนหงอกร้องด่า แต่ทว่าชายหนุ่มกลับไม่สนใจ โทนขยับปากชัดเจน บอกเป็นนัยว่า ดูปากโทนนะครับ...เสือก !

ทั้งสองต่อล้อต่อเถียงกันอยู่นานจนยายคำศรีที่เต้นเป็นเจ้าเข้าเริ่มอ่อนแรง หายใจหอบถี่จนต้องใช้มือเกาะรั้ว หากไม่ได้สักเดินกระเผลก ๆ ออกมาห้ามศึก ก็มีหวังว่าคนที่จะได้เข้ารับการรักษาภาวะหลอดเลือดในสมองแตกรายต่อไปจะเป็นนางนี่แหละ


ขณะที่โทนปะทะคารมกับยายคำศรีอย่างถึงพริกถึงขิง ฝ่ายคนที่ลงจากรถตรงหน้าร้านขายวัสดุก่อสร้างก็เข้ามาในบ้านเพื่ออาบน้ำอาบท่า จะได้นอนพักผ่อนให้เต็มที่อีกครั้งก่อนจะไปเยี่ยมย่านวลที่โรงพยาบาลในช่วงสายของวัน 

แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างผิดไปจากแผนที่วางเอาไว้...

“ทำไมยังไม่นอนอีก?” ดำเกิงที่เดินเช็ดผมออกมาจากห้องน้ำภายในห้องพักส่วนของเขากับขมิ้นเอ่ยขึ้นเมื่อพบว่าภรรยาตัวน้อยกำลังสาละวนทำอะไรบางอย่างอยู่อย่างตั้งใจ

หญิงสาวสะดุ้งโหยงก่อนจะหันมองสามีแล้วยิ้มแห้ง ๆ เธอชูกระบอกไม้ไผ่สีขาวที่ถูกถางเอาเปลือกแข็งออกจนหมดให้เขาดู บอกเป็นนัยว่าอย่างเอาแต่ถาม มาแกะให้กินซะดี ๆ

“ข้าวหลามอีกแล้วเหรอ?” ดำเกิงทวนคำพร้อมย่อกายนั่งลงข้างร่างเล็ก ไม่รู้ว่าเจ้าหล่อนไปซื้อมาตอนไหน แต่เขาจำได้ว่าตอนที่ขนกระเป๋าเข้าบ้าน ขมิ้นก็เดินลิ่วนำไปก่อนโดยมีถุงใสกระบอกเหล่านี้ในมือ  

“พี่โทนไปซื้อมาให้ เยอะแยะเลย” ว่าพร้อมผายมือไปยังกองข้าวหลามที่วางเรียงรายอยู่ในมุมห้อง

“ชอบเหรอ?” ดำเกิงฉวยกระบอกไม้ไผ่จากมือเล็กมาปอก

“ลูกชอบ...ชอบมาก”

“ดี ชอบกินนักนะ เดี๋ยวเจ้าตัวเล็กออกมาจะตั้งชื่อว่าข้าวหลามซะเลย”

“ไม่เอา” ขมิ้นโอด “ถ้าเป็นลูกสาวแล้วชื่อข้าวหลามก็น่ารักดีอยู่หรอก แต่ถ้าเป็นผู้ชายล่ะ ตั้งชื่อมุ้งมิ้งแบบนี้ เดี๋ยวลูกก็อายเพื่อนหมด”

“จะอายทำไม ชื่อน่ารักแบบนี้แหละดี ตั้งชื่อให้อ่อนโยนเข้าไว้ ลูกจะได้ไม่ดื้อ...” เขายกเรื่องสายเลือดของตนเองขึ้นอ้าง ทำให้ขมิ้นฉุกใจขึ้นมา นี่เธอต้องมารับมือกับลูกเทวดาของดำเกิงด้วยรึนี่ โอ้ แค่คิดก็เหมือนลูกรักจะถีบท้องเป็นการยืนยันเสียแล้วสิ

"ไม่เอานะ..."


ขมิ้นรู้สึกว่าย่านวลจะยิ้มเก่งและพูดคล่องกว่าเคยเมื่อเห็นหน้าหลานชายสุดที่รักปรากฏที่ข้างเตียง ยิ่งเวลาโทนจับแขนของท่านยกขึ้นลงเพื่อทำท่าบริหารตามที่หมอบอก ถามว่าเจ็บตรงไหนบ้างรึเปล่า ผู้เป็นยายของชายหนุ่มก็ดูจะกระชุ่มกระชวยใจขึ้นมาเป็นกอง

“แหม ทีตอนฉันดูแล ย่าไม่เห็นจะกินได้เยอะขนาดนี้เลยนะ” ผู้เป็นหลานสาวตัดพ้อขึ้นมาเมื่อเห็นว่าย่าของเธอกินอะไรก็อร่อยไปเสียหมด นี่ก็องุ่นแดงพวงที่สามเข้าไปแล้ว อะไรจะมียาดีขนาดนั้น

“สงสัยว่าเห็นหน้าขมิ้นแล้วย่าจะกินข้าวไม่ลง” ดำเกิงแซวภรรยาก่อนจะขอตัวพาเธอไปรับประทานอาหารเที่ยง ปล่อยให้โทนกับคำแพงได้อยู่ดูแลแม่เฒ่าต่อไป

เมื่อหลานสาวกับหลานเขยเดินลับตา แม่เฒ่านวลที่เริ่มอิ่มอาหารก็เปลี่ยนมาชวนหนุ่มสาวที่เพิ่งกลับจากกรุงเทพฯ คุยถึงเรื่องอนาคต บอกว่าอยากให้โทนกับคำแพงเป็นฝั่งเป็นฝากันไป ตัวยายเองจะได้สบายใจสักที

“ถ้าไม่มีเงินทองไปวางให้โคตรเหง้าเห็น ยายก็จะหามาให้ก่อน” นางเสนอทางออกเพื่อให้หลานชายมีหลักแหล่ง แต่หนุ่มสาวที่ยืนข้างกันกลับระบายยิ้มออกมาอย่างไม่กังวล

โทนบอกว่าเขามีเงินพอใช้เป็นค่าสินสอด เหลือก็แต่รอให้ยายนวลหายดีแล้วไปสู่ขอคำแพงอย่างเป็นทางการ

“พ่อบอกว่าถ้าฝ่ายพี่โทนพร้อมเมื่อไหร่ก็ไปคุยกันได้จ้ะ” คำแพงเสริมความตามที่บิดาบอกเธอหลังจากที่โทนกลับบ้าน ซึ่งผู้ใหญ่ฝ่ายเธอก็เข้าใจดีว่าสถานการณ์ทางบ้านของโทนนั้นไม่อำนวยในการจัดงานยินดี จึงไม่ได้บีบบังคับใด ๆ ตามที่ยายคำศรีผู้เป็นอาเสนอ

“ถ้าอย่างนั้น...ถ้าหมอให้ออกจากโรงพยาบาลได้ ยายก็จะรีบไปพูดให้ ให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายถึงกันไว้ก่อน ส่วนจะจัดงานแต่งเมื่อไหร่ก็ค่อยว่ากันอีกที” แม่เฒ่าสรุปทางออกที่รวดเร็วทันใจ แม้เด็กทั้งสองจะทัดทานว่าควรรอให้นางแข็งแรงกว่านี้ก่อน แต่ยายผู้มองการณ์ไกลก็ยังยืนยันเช่นเดิม

ณ ตอนนี้ ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว ดำเกิงผู้เป็นเขยได้แต่งเข้ามาอยู่บ้านขมิ้น สร้างแปลงสิ่งต่าง ๆ บนที่ดินของภรรยาจนเจริญก้าวหน้า ส่วนโทนผู้มีศักดิ์เป็นลุงหรือที่รู้กันว่าเป็นพี่ของภรรยาก็หายหน้าหายตาไปนานจนการกลับมาของเขาอาจสร้างความกระอักกระอวนใจให้กันและกัน แม่เฒ่านวลคิดว่าหากไม่รีบไปสู่ขอคำแพงแล้วให้โทนไปอยู่บ้านของหญิงสาวแทน หลานชายกำพร้าของนางก็จะตกอยู่ในสถานะ ‘คนนอก’ โดยปริยาย แม้จะไม่มีใครคิดอย่างนั้น แต่ความเป็นจริงก็ปรากฏชัดเจนจนไม่อาจปฏิเสธได้

“แล้วพวกเจ้าจะทำอย่างไรกันต่อ จะกลับไปกรุงเทพฯ อีกไหม?” ยายนวลถามขึ้นเมื่อบรรยากาศเริ่มเงียบไปนาน

“ไม่ไปแล้วจ้ะย่า เราตั้งใจว่าจะมาอยู่บ้าน ปลูกผักปลูกหญ้ากินไปตามประสา” โทนให้คำตอบกว้าง ๆ ไว้เบื้องต้น เพราะเขายังไม่รู้เลยว่าจะหยิบจับอะไรมาเป็นอาชีพเลี้ยงปากท้อง แม้จะมีเงินมากมาย แต่เมื่อไม่มีความรู้มาบริหารจัดการ มันก็คงลำบากไม่ต่างจากตอนที่ไม่มีเงินกระมัง

“ทำการเกษตรก็ดี ก่อนหน้านี้เจ้าดำมันก็ปลูกผักขายเหมือนกัน แหล่งข้อมูลก็อยู่บ้านกำนันโน่นแหละ ถ้าสนใจอยากทำก็ลองไปหามาอ่านดู” แม่เฒ่าแนะตามที่เคยเห็นดำเกิงทำ แต่เชื่อเถอะว่าโทนไม่ยอมเดินตามรอยของคู่แค้นแน่

“ขอบใจนะจ๊ะยาย ฉันจะลองไปเอามาอ่านดูก็แล้วกัน”


###


อย่าว่าแต่โทนที่แค้นดำเกิงเรื่องการชกมวยครั้งนั้น ผู้เป็นน้องเขยอย่างดำเกิงเองก็แค้นพี่เมียเหมือนกันที่บังอาจเอาชื่อเล่นของเขาไปตั้งให้หมา !

“อุ๊ย ๆ อีหนูตั้มลูกพ่อ ไง ไม่เจอกันนานเลยนะ ไหนดูซิ...ตัวโตขึ้นนี่หว่า” โทนที่เพิ่งกลับจากส่งแฟนสาวย่อกายหยอกสุนัขที่วิ่งเข้ามาหา ลูบหัวลูบหางกันอย่างรักใคร่ก่อนจะก้มลงไปพบเต้านมหย่อนยานแทบจะลากดินที่บ่งบอกว่าสุนัขสาวอยู่ในระยะให้นมลูก...ซึ่งก็ไม่ใช่ลูกใครที่ไหน เพราะครอกนี้พี่แรมโบ้เหมาเรียบ

“มึงเปลี่ยนชื่อหมาของมึงเดี๋ยวนี้เลยนะ” คนที่อาบน้ำให้ลูกสุนัขอยู่ข้างโอ่งตะโกนบอกมาพร้อมทำหน้าตาขึงขัง

“มึงจะบ้าเหรอบักตั้ม หมามันจำชื่อตัวเองได้แล้ว จะให้เปลี่ยนได้ยังไง?”

“ไม่ มึงต้องเปลี่ยน นั่นมันชื่อกู แม่กูตั้งให้ ห้ามเอามาเป็นชื่อหมาเด็ดขาด” ออกคำสั่งพร้อมชี้นิ้วที่ถือขันน้ำมายังคู่กัด มืออีกข้างมีลูกสุนัขตัวน้อยวางอยู่

“กูไม่เปลี่ยน หมามันไม่รู้เรื่องด้วย เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา มีหวังได้งงหัวแตก”

“ถ้าไม่เปลี่ยน กูจะเรียกลูกมึงตามชื่อหมากู”

“ให้มันน้อย ๆ หน่อย กูมีศักดิ์เป็นลุงของลูกมึงนะ”

“กูไม่นับว่ามึงเป็นลุง วันที่กูแต่งกับขมิ้น มึงไม่ได้อยู่ผูกแขนรับขวัญกูสักหน่อย”

“ถ้าอย่างนั้นกูก็ไม่นับว่ามึงเป็นน้องเขย กูจะไม่เอ็นดูมึง!”

“มึงพูดอย่างกับว่าที่ผ่านมามึงเอ็นดูกูนักนี่ ดูทำเข้า เอาชื่อกูมาตั้งชื่อหมา บักคนใจทราม”

ไม่ทันที่โทนจะได้เถียงต่อ เสียงขมิ้นที่เดินออกมาจากห้องก็ดังขึ้นเป็นการยุติศึก เสียงดังโวยวาย นึกว่ามีเรื่องราวใหญ่โตอะไรกัน ที่แท้ก็เรื่องชื่อหมา

“ชื่อตั้มเหมือนเดิมนั่นแหละ น่ารักดี” ว่าที่คุณแม่ผู้เป็นกรรมการคนกลางกล่าวคำที่เป็นวาจาสิทธิ์ก่อนจะเรียกตัวสามีให้วางมือไปเตรียมตัวสำหรับการไปเฝ้าไข้ย่านวลในคืนนี้ 

ก็ได้ ยอมให้ชื่อตั้มก็ได้ แต่บอกก่อนเลยว่าลูกไอ้โทนเกิดมาเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง อาดำเกิงจะเรียกหลานว่าแรมโบ้ !


###





*** มาต่ออีกน้อยนึงค่ะ อรุณสวัสดิ์วันหยุด ขอให้มีความสุขกับการพักผ่อนนะคะทุกคน ไว้พบกันตอนเย็นค่ะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น