เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

​ตอนที่ 1 คราปักษาอยากนิทราชั่วนิรัน

ชื่อตอน : ​ตอนที่ 1 คราปักษาอยากนิทราชั่วนิรัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ส.ค. 2562 00:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​ตอนที่ 1 คราปักษาอยากนิทราชั่วนิรัน
แบบอักษร

​ตอนที่ 1 คราปักษาอยากนิทราชั่วนิรัน 

มันคือเรื่องราวของคนคนหนึ่งที่วิ่งไล่ตามความฝันเพื่อสร้างเปลวไฟแห่งความหวัง ท่ามกลางโลกที่มืดมิด แสงสว่างนั้นส่องประกายเรืองราง ริบหรี่ดุจเยี่ยงเปลวเทียนบนยอดเทียนไข” 

“ทำได้สิ ไม่ว่าจะตอนไหน ยามไหน ฉันก็จะบอกแบบนั้น…” 

กาลครั้งหนึ่ง 

ณ ดินแดนอันไกลโพ้น มีเด็กสาวผู้หนึ่งนามว่า เมรัย เธอเป็นเด็กร่าเริงและชอบบอกกับคนที่รักว่า อย่ายอมแพ้นะ พยายามเข้านะ มันจะต้องไม่เป็นไร เด็กสาวเคยเป็นแสงแห่งความหวังที่คอยบอกทุกคนว่าเธอทำได้และจะต้องทำสำเร็จ เพราะชีวิตเธอมันมีโชคลิขิตเช่นนี้กระมัง ทำให้ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่เธอล้ม เธอจึงสามารถลุกขึ้นได้เสมอ 

กระนั้นมันก็เป็นเพียงอดีตเมื่อนานมาแล้ว 

ปัจจุบันมิเหมือนเช่นวันวาน เข็มนาฬิกาเปลี่ยนตัวเลข ผู้คนก็เริ่มเปลี่ยนแปลง ต่อให้เคยมีแรงใจเยี่ยงอ่างน้ำ สักวันก็ต้องหมดสิ้นดั่งเปลวเทียนที่ย่อมมอดดับครั้งมิมีแท่งเทียนอีกต่อไป 

วันที่เท่าไหร่ไม่มีใครรู้ เด็กสาวล้มเหลวที่จะทำตามความฝัน เธอเคยสัญญาจะทำมันให้เป็นจริง แต่แล้วสุดท้ายเธอก็ทำมันไม่ได้ รู้สึกอับอาย สิ้นหวัง และหวาดกลัว จนกระทั่งหัวใจถูกความมืดกลืนกิน เธอตัดสินใจวิ่งหนีจากครอบครัว สถานที่ในความทรงจำ เพื่อนฝูง คิดเพียงแต่อยากจะไปให้ไกล ไกลกว่านี้ มุ่งสู่ที่ที่ไม่มีใครรู้จัก เริ่มต้นชีวิตใหม่ ลืมอดีตให้หมด ปล่อยมันทิ้งเหมือนขยะเน่าๆ ขยะที่เคยเป็นของขวัญวันเกิด 

ถ้าพระเจ้ามีจริง ขอให้รถสิบล้อชนเธอตายแล้วเกิดใหม่ในต่างโลกได้หรือไม่ ขอเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง อย่างน้อยเธอก็ขอเกิดเป็นเด็กสาวน่ารักน่าหยิกมีแต่คนรัก พระเจ้าประทานรถสิบล้อให้หนูด้วย… 

“เครื่องบินตกก็ได้ แต่ถ้าให้ดีหนูอยากโดนเรือไทนานิกชนมากกว่า..” 

คืนหนึ่งใต้รัตติกาลสลัว เด็กสาวดื่มนมรสน้ำผึ้งและกำลังเมาในรสชาติหวานชื่นจนหัวใจอ่อนระทวยดั่งแยมผลไม้ เธอตัวคนเดียวแล้วสินะ บ้านก็มีให้กลับ แต่ก็อายจนกลัวจะถูกดุ พวกญาติบ้าเอ้ย ทำไมฉันต้องคิดมากแบบนี้ด้วยนะ ฉันล้มเหลวแล้วมันผิดรึไง ก็แค่ทำครั้งนี้ไม่ได้ ก็แค่ 

“…” 

น้ำตาพลั่งหลั่งไหล มันคือความเศร้าที่เกาะกุมหัวใจที่กำลังเต้นตึกตัก มันเจ็บปวดทั้งที่ไม่มีบาดแผลภายนอก ความทรมานที่เธอสร้างขึ้นเองโดยที่ไม่มีใครคาดหวัง ไม่มีใครเชื่อมั่นในตัวเธอ ตั้งแต่เกิดและคงจะตลอดไป เป็นเช่นนี้ล้มเหลวครั้งแล้วเล่า เพียงแต่ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วกระมัง 

เลิกดีกว่า พยายามไปก็เท่านั้น เส้นทางมันยาวนี่นา คนอย่างเธอคงได้แต่ฝัน ได้แต่เพ้อเจ้อถึงมันไปวันๆ.. 

เมรัยลุกขึ้นอย่างโซเซและเสียหลักก้าวพลาดสะดุดล้มหัวทิ่ม เธอไม่อยากลุกอีกแล้ว ขอคลานทั้งอย่างนี้ ใช้ชีวิตเหมือนหมาหัวเน่าที่แอบขโมยและหยิบฉวยของผู้อื่นเพื่อประทังชีวิต ทำไมกันนะ ทั้งที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่ในโลกแบบนี้แล้ว ทำไมเธอต้องพยายามต่อลมหายใจด้วยนะ 

“อยากกลับบ้าน..อยากเจอคุณแม่..ถึงอย่างนั้น..” 

เธอเคยบอกกับคุณแม่ว่าถ้าสอบไม่ติดมหาลัย เธอจะบวชชีก็แล้วกัน ตอนพูดประโยคเธอจริงจังนะ ถ้าความสามารถอันน้อยนิดนี่มันทำให้เธอไม่มีที่เรียน เธอก็ขอไปบวชชี จำศีลอยู่วัดและศึกษาพระธรรม ลองตัดขาดจากโลกภายนอก อาศัยอยู่กับความเงียบสงบ ไม่ต้องคิดกังวลถึงความลำบากหรือเรื่องทางโลกให้ปวดหัว เปลืองสมองน้อยๆ 

ไม่ต้องมีความฝัน ไม่ต้องมีอะไร แค่มีชีวิตในวิถีทางที่ควรเป็น ปล่อยวางจากทุกอย่าง 

“แต่เราก็ยังอยากทำมันสินะ..” 

และเพราะอะไรไม่รู้ดลใจให้เธอหลบหนีจากการถูกส่งตัวไปเป็นแม่ชี ทำให้เธอตกอยู่ในสภาพปางตาย อดยาก เจ็บระบมตั้งแต่หัวจรดเท้า เหมือนเพิ่งโดนนักเลงประจำซอยรุมกระทืบก็มิปาน 

“รู้งี้ไม่โดนลงจากรถไฟดีกว่า..เห็นในหนังมันทำกันง่ายๆแต่เอาจริงนี่รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์เลยนะเนี่ย…” 

แขนขวาหักรึ ช่างมันเถอะ เมรัยใช้มือซ้ายโยนกล่องนมลงถังขยะ แต่ฝีมือเรื่องการคาดคะเนทิศทางนั้นช่างอ่อนด้อย ทำให้เธอปาไม่ลงถัง เด็กสาวยิ้มแห้งแล้งเดินหลังค่อมเหมือนยายแก่และก้มหยิบกล่องนมวางใส่ถังขยะ เป็นอีกคืนสินะที่ต้องเจ็บปวดกับเรื่องราวในอดีต เด็กสาวแหงนหน้ามองฟ้านึกอยากสอยดาวขึ้นมาในทันใด 

“นอนดีกว่า” 

การนอนหลับคือวิเศษ มันช่วยให้ลืมเลือนความเป็นจริง มันคือวิธีวิ่งหนีที่เธอทำมาตั้งแต่เด็ก เพราะแม้แต่ในความฝันเธอก็ยังวิ่งหนี หนีจากฝ่ามือสีดำ อดีตที่เธอทำผิด สิ่งที่เธอไม่รู้ว่าคืออะไร แต่เพราะมันน่ากลัวเท่านั้น น้อยครั้งนักที่เธอจะฝันดี ฝันว่าเธอทำสำเร็จ  ฝันว่าครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง 

ฝันที่อบอุ่นนับนี้แต่มันคง…ไม่มีอีกแล้ว 

เด็กสาวหนีตายมาถึงสถานที่ที่เธอไม่รู้จัก เนื่องจากกฎบ้านเมืองลั่นไว้ว่าห้ามคนนอนกลางป่าและเก็บสมุนไพร ทำให้เธอต้องหาถ้ำนอนแทน เมรัยช่างมันแล้วทุกๆอย่าง จะนอนตรงไหนก็ไม่สนหรอก เด็กสาวผู้น่าสงสารหยิบกล่องลังกระดาษ ขอยืมผ้าห่มเปื้อนน้ำข้าวต้มจากกลุ่มขอทานใต้สะพาน พลางเธอลากเครื่องนุงผ้าและเตียงนอนประดิษฐ์ ไปซุกหัวนอนในกระท่อมร้าง กระท่อมร้างเก่าแก่ที่โดดเดี่ยวเหมือนเธอ รอบข้างไม่มีบ้านเพื่อน มีแต่งูสิงกับอึ่งอ่างสองสามตัว 

อีกคืนที่เธอร้องไห้ใต้ผ้าห่ม เสียงร่ำไห้ดังแผ่วบางประหนึ่งว่ากำลังกลัวใครได้ยิน กลัวแม้แต่การจะมีชีวิตต่อไปในวันพรุ่งนี้ เธอช่างขี้ขลาดจริงๆสินะ 

ครั้นแสงอรุณวันใหม่มาเยือน 

“อาเร๊ะ…” 

เมรัยหลับลึกถึงสิบล้านปี โลกที่เธอเคยรู้จักไม่เหลือตัวตนอีกต่อไป ณ เวลานี้ เด็กสาวยื่นเบิกตาตะลึงในภาพตรงหน้า เด็กสาวมองพื้นโลกที่ไร้ซึ่งตึกแถว เสาไฟ รถสิบล้อ ไม่มีสะพาน ไม่มีขอทาน สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าเธอคือดินแดนมหัศจรรย์ 

ดินแดนแห่งเวทมนต์ขุมพลังมาโฮ ปักษา และนางมาร…สถานที่ที่ไร้ซึ่งอดีตทั้งหลายทั้งปวง… 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น