-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 37

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 27.1k

ความคิดเห็น : 91

ปรับปรุงล่าสุด : 26 พ.ค. 2560 18:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 37
แบบอักษร

37

การกลับมาอยู่กับซ่งจินเหลียงทำให้ความทรงจำที่ขาดหายเริ่มกลับมาอีกครั้ง อย่างตอนที่อยู่บนหลังอาชาสีน้ำตาลเข้ม มีแผ่นหลังอุ่นกว้างคอยโอบกอด หรือในขณะที่เดินทางผ่านเส้นทางที่คุ้นตา หนิงลี่เริ่มจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เมื่อลองใช้ความคิดดีๆ กลับพบว่าแท้จริงแล้วมันมีอะไรมากกว่านั้นด้วยซ้ำ หนิงลี่เริ่มจำได้ว่าตัวเองเคยนอนอยู่กระโจมเดียวกับซ่งจินเหลียงในขณะที่กำลังเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง

ในคืนที่นอนค้างอ้างแรมกลางป่าเขา มีมืออุ่นคอยโอบประคองจนถึงเช้า

ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมาในชั่วขณะที่กำลังคิดถึงเรื่องไม่เป็นเรื่อง พระสนมผู้หลงลืมยังแกล้งทำเป็นนิ่งเฉยให้กับความทรงจำเหล่านั้น

นี่ข้าเป็นเช่นนั้นหรือนี่

หนิงลี่ไม่อยากเชื่อ แทบไม่อยากเชื่อเสียด้วยซ้ำ

“อาลี่ เจ้าอยู่เฉยๆ สิ เดี๋ยวก็ตกหรอก”

หนิงลี่ผินหน้ามองคนพูด้านหลัง สีหน้าที่แสดงถึงความไม่พอใจยิ่งนัก...เขาไม่ได้อยากอยู่ในท่วงท่าราวกับอิสตรี ไม่ได้อ่อนแอจนให้คนมาปกป้อง

ที่เป็นเช่นนี้ก็เป็นเพราะซ่งจินเหลียงด้วยกันทั้งสิ้น!

“ฝ่าบาท ถ้าจะกรุณา ให้ข้าได้ขึ้นไปนั่งบนม้าอีกตัว”

“ไม่อนุญาต”

หนิงลี่หน้างุ้มงอในบัดดล

ช่างเอาแต่ใจ!

นอกจากซ่งจินเหลียงจะเป็นฮ่องเต้ผู้เอาแต่ใจแล้ว หนิงลี่ก็ยังตระหนักได้ว่าฝ่ามือของซ่งจินเหลียงยังเหนียวแน่นยิ่งกว่าปลาหมึก

มีครั้งหนึ่งตอนที่แวะพัก หนิงลี่ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับองค์ฮ่องเต้ที่เหนือกว่า ความดื้อรั้นเพียงเล็กน้อยนั้นทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจจนต้องเอ่ยปากว่าจะประหารทุกคนที่ไม่สามารถให้พระสนมมาอยู่บนอาชาตัวเดียวกันได้ หนิงลี่อ้าปากพะงาบๆ ได้แต่มองอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อสายตา ไม่คิดว่าซ่งจินเหลียงจะโหดเหี้ยมได้ขนาดนี้ เพียงแค่เรื่องเล็กน้อยต้องประหารกันเลยอย่างนั้นหรือ!

ด้านหลังคือทั้งสอง มีสายตาของคนสองคู่ต่างมองอยู่ไม่ห่างนัก อาชาเคลื่อนกายไหวอยู่ให้ห่างเพื่อให้พระสนมและฮ่องเต้ได้อยู่ด้วยกันมากขึ้น

หวงอี้ชิงมองตามแผ่นหลังได้แต่ส่ายหัวให้กับความคิดที่ไม่เข้าท่าของฝ่าบาท มีอย่างที่ไหนไปข่มขู่เขา มีหวังพระสนมลี่คงได้กลัวหัวหดมากกว่าหันไปรับรัก หรือบางทีอาจกลายเป็นความเกลียดไปเลยก็ได้

ฝ่าบาท ข้าจะไม่ช่วยท่านอีกแล้ว...หวงอี้ชิงส่ายหัวเบาๆ

ตอนที่อยู่ชายแดนทางเหนือ ได้ยินข่าวคราวเรื่องพระสนมลี่มาอยู่บ้าง ข่าวลือนั้นถูกทถ่ายทอดออกมาจากนายทหารม้าเร็วที่ถูกส่งมาจากเมืองหลวง จนได้มาเห็นกับตา หนิงลี่เป็นเพียงแค่อดีตนายทหารที่โชคดีที่ได้รับเลือกให้เป็นพระสนม

เรื่องของน้องสาว...หวงเหวยผิงที่นางดันเล่นจนเกินงาม เมื่อครั้งก่อนก็เกือบจะทำมนต์ดำตามคำเรียกร้องของหญิงรับใช้ เรื่องเก่ายังไม่หายขาดก็ก่อเรื่องใหม่เข้ามาแทนที่ เร่เข้าหาองค์ฮ่องเต้ กล่าววาจาร้ายใส่พระสนม เสนอตัวเข้าหาโดยไร้ยางอาย ความคิดเหล่านั้นมาจากเหมยฮวาทั้งสิ้น แทนที่จะช่วยสั่งสอนในทางที่ดี แต่กลับยุยงในเรื่องไม่เป็นเรื่อง จนเขาต้องออกคำสั่งให้ลงโทษเหมยฮวา จับให้อยู่ในคุกมืดเจ็ดวันเจ็ดคืน เรียกได้ว่าพอปล่อยตัวออกมาแล้วเหมยฮวาทำตัวสงบเสงี่ยมมากขึ้นกว่าเก่าเป็นเท่าตัว

ถึงจะดูใจร้ายไปบ้างแต่ก็นับได้ว่าผลออกมามันช่างดีทีเดียว

หวงเหวยผิงยังเด็กนัก ความรักของนางก็ใช่เพียงรักที่กายใจ มันเป็นความลุ่มหลงในรูปตามความเพ้อฝันของหญิงสาววัยแรกรุ่น

“ดูเหมือนเจ้าจะไม่โกรธแค้นพระสนมเลยหรือ” รองแม่ทัพผินหน้ามองคนถาม หวางมู่นั่งสง่าอยู่บนหลังอาชา

“แล้วเจ้าไม่แค้น?” คนถูกถามกลับถามกลับ

หวางมู่ยักไหลเบา “ไม่มีเรื่องอันใดที่ต้องแค้น”

ด้วยฐานะของพระสนมลี่แล้วไม่อาจคู่ควรกับซ่งจินเหลียงผู้อยู่เหนือคนในใต้หล้า ถึงอย่างนั้นก็ใช่จะเอาความไม่ชอบนั้นห้ามความรู้สึกที่ทั้งสองฝ่ายมีต่อกันได้ หวางมู่เคารพซ่งจินเหลียง หลงใหลในความแข็งแกร่ง นอกเหนือจากนั้นเขาไม่คิดที่จะเข้าไปยุ่ง

“ข้าก็เช่นกัน”

หวงอี้ชิงตอบเช่นเดียวกัน แม้จะมีเรื่องของหวงเหวยผิงก็ใช่ว่าจะเป็นเหตุผลที่เพียงพอ ไม่มีความจำเป็นต้องเกลียดอีกฝ่าย

อีกอย่าง...ด้วยนิสัยของซ่งจินเหลียงแล้ว เกรงว่าจะไม่มีผู้ใดเอาอยู่ ตั้งแต่หนิงลี่ถูกแต่งตั้งมาเป็นพระสนม ซ่งจินเหลียงก็ดูไม่ค่อยโหดร้ายเท่าเมื่อก่อน

สององครักษ์ผู้ปกป้ององค์ฮ่องเต้ต่างถอนหายใจพร้อมกันหนึ่งครั้ง เมื่อคิดว่าหากกลับสู่วังหลวงเมื่อใด คงได้มีเรื่องวุ่นวายอีกแน่

ช่างน่าสงสารพระสนมยิ่งที่ต้องมารับมือกับฮ่องเต้ผู้มากอารมณ์

ร้ายก็ร้ายใจหาย บทจะดีก็ดีใจหายเช่นกัน

หากเหล่าอำมาตย์ได้มาเห็นองค์จักพรรดิกำลังแกล้งพระสนมอย่างที่พวกเขาเห็นล่ะก็...คงได้ร้องไห้ไปสามวันสามคืน

ผ่านไปหลายวันขบวนเสด็จได้เดินทางกลับมาถึงเมืองหลวง ครั้นพอก้าวเข้ามาถึงสถานที่คุ้นตา หนิงลี่ถูกทำความเคารพจากเหล่าเสนาอำมาตย์และนางกำนัล ต่างโห่ร้องด้วยความปลื้มปิติ โดยเฉพาะกับอำมาตย์ที่ชื่อยินหย่ง ร้องไห้ราวกับถูกพรากลูกในไส้...ยิ่งหลักจากรู้ว่าหนิงลี่สูญเสียความทรงจำ ต่างก็พากันเห็นอกเห็นใจยกใหญ่ อำมาตย์บางคนถึงกับโกรธเคืองผู้เป็นต้นเหตุที่ทำให้เรื่องราวใหญ่โต จนหนิงลี่ต้องเอ่ยปากห้ามหลายครา

นอกยินหย่งแล้วยังมีนางกำนัลอีกคนหนึ่ง หนิงลี่ได้ข่าวว่านางชื่อเซียวถิงเย่ เป็นนางกำนัลที่คอยรับใช้อยู่ข้างกาย ตอนที่ถูกลอบทำร้ายจากซู่ลี่สหายเก่า นางถูกทำร้ายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่โชคดีที่สวรรค์ยังมีเมตตาไม่ส่งนางสู่ปรโลก

กว่าที่ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ก็พาทำเอาอ่อนล้าไปทั่วร่าง หนิงลี่สั่นไหวยามที่ถูกโค้งคารวะจากผู้อาวุโสกว่า ถึงจะเตรียมใจเอาไว้อยู่แล้วแต่ก็นึกไม่ถึงว่าจะเป็นถึงขนาดนี้

พอครั้นมาเห็นบรรยากาศเก่าๆ ความทรงจำบางอย่างได้เกิดขึ้นแต่ไม่ชัดเจนนัก ในคืนที่กลับถึงเสียนหยางครั้งแรก หนิงลี่ฝันเห็นสิ่งหนึ่งที่ไม่ชอบมาพากล เขาเห็นตัวเองในกระจก ทำท่าทีน่าอายจนเกินกว่าจะนึกออก...คนหลับฝันกัดฟันกรอด ใบหน้าบิดเบี้ยว จนต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก

นี่ข้า...ยั่วยวนซ่งจินเหลียงอย่างนั้นหรือ!

นอกจากเรื่องของความฝันแล้ว ก็ยังมีเซียวถิงเย่คอยเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง ทั้งเรื่องในอดีตและเรื่องของวังหลวง มีสิ่งต่างๆ ที่ดูยุ่งยาก ไม่ว่าจะเป็นขนบธรรมเนียมหรือประเพณี จนหนิงลี่นึกขยาด

เข้าสู่ช่วงเจ็ดวันหลังจากที่กลับมาอยู่ในเมืองหลวง ก็พอเริ่มจำได้บ้าง ในสองคืนแรกหนิงลี่นึกหวั่นใจ ด้วยกลัวว่าซ่งจินเหลียงจะบุกเข้ามาในตอนกลางคืน ได้ข่าวว่าครั้งหนึ่งบุรุษผู้นั้นก็เคยทำเรื่องที่น่าอาย ในตำหนักที่มีเพียงสองคนอยู่ในห้องหับ ได้ถูกทำเรื่องน่าอายหลายครั้งหลายครา และยังมีพยานรู้เห็นจนผู้ตกเป็นผู้ต้องหาไม่สามารถหาสิ่งมายืนยันได้ว่ามันเป็นการโป้ปด

นอกจากต้องคอยฟังเซียวถิงเย่พรรณนาเกี่ยวกับความสัมพันธุ์ที่ลึกซึ้งระหว่างตนกับซ่งจินเหลียงแล้ว หนิงลี่ยังคงต้องเผชิญหน้ากับพระสนมกุ้ยเฟย

มีครั้งหนึ่งที่เขาออกไปเดินเล่นที่สวนดอกบัว ได้เจอกับคนคุ้นหน้าโดยบังเอิญ ได้ฟังจากเซียวถิงเย่ว่าพระสนมกุ้ยเฟยมีนามว่า ‘จางชิว’ เป็นธิดาของเสนาอำมาตย์ในขั้นซันกง**[15]** มีพลทหารอยู่ในการปกครองหลายแสน เป็นที่เคารพนับถือของเหล่าขุนนางท่านอื่นๆ มากพอสมควร เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำศึกหลายครั้ง ซ่งจินเหลียงแต่งมาเป็นพระสนม ส่วนหนึ่งก็เพื่อกำลังทหาร

เซียวถิงเย่ก็เคยเป็นนางกำนัลคอยอยู่รับใช้จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เดิมทีก็ตั้งใจจะไม่เข้าไปยุ่งยากให้วุ่นวายตน ถึงนางจะร้ายไปบ้างแต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสตรี นางย่อมอ่อนแอมากกว่าบุรุษ

บางที...หนิงลี่คิดว่าการที่นางเป็นเช่นนั้นเพราะไม่ได้ถูกเอาใจใส่จากชายที่เรียกว่าพระสวามี

“พระสนม”

หนิงลี่ที่อยู่ในตำแหน่งต่ำกว่า ตำแหน่งของหนิงลี่ที่ถูกแต่งตั้งคือสนมขั้นที่สาม ไม่ใช่สนมขั้นที่หนึ่ง แม้จะไม่อยากยุ่งเท่าใดนัก แต่ก็ดูเหมือนว่าจะทำเช่นนั้นไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะไปที่ใดก็มักจะมีพระสนมกุ้ยเฟยตามไประรานถึงที่

“เจ้าช่างเป็นบัณเฑาะก์**[16]** ที่น่าชังยิ่งนัก”

เอาอีกแล้ว...นี่ข้าต้องทนฟังคำด่อทอของนางอีกกระมั่ง...

พระสนมลี่คิดอย่างเอือมระอา ทุกครั้งที่ถูกหาเรื่องก็หาได้มีปากเสียงอันใดไม่ ความจริงแล้วเขาแทบไม่สนใจสิ่งที่นางทำเลยด้วยซ้ำ

เซียวถิงเย่ที่นั่งอยู่ด้านข้าง กำมือตัวเองแน่นอย่างนึกเคืองแค้นแทนผู้เป็นนาย ขนาดนางเป็นหญิงยังแทบยอมไม่ได้ หากต้องมาทนถูกต่อว่าเฉดเช่นพระสนมลี่แล้วคงมีหวังได้เอาไปสาปแช่งให้ตายไปกันข้าง! หรือไม่ก็คงโร่ไปฟ้ององค์ฮ่องเต้ว่าถูกรังแก ถึงอย่างไรก็เป็นที่รักถึงเพียงนี้ นางไม่เชื่อหรอกว่าฝ่าบาทจะทรงนิ่งเฉย ลองได้รู้ถึงความร้ายกาจของพระสนมกุ้ยเฟย คงมีหวังให้ลงโทษสาหัส!

พระสนมข้าไม่ใช่บัณเฑาะก์! ยังไม่ถูกตอนจนด้วนกุด! พระสนมกุ้ยเฟยใช้คำเรียกผิดโดยแท้!

“เจ้าล่อลวงฝ่าบาท เจ้ามารยาสาไถย เจ้าใช้เสน่ห์ยั่วยวน ฝ่าบาทถึงได้หลงใหลเจ้า แต่ข้าเชื่อว่าสวรรค์ย่อมมีตา สักวันหนึ่งเจ้าจะต้องชดใช้ในสิ่งที่เจ้าทำ!”

“อา พ่ะย่ะค่ะพระสนม ขอพระทัยที่ทรงชี้แนะ”

หนิงลี่รับคำด่าทอนั้นอย่างเรียบง่าย...หากฟ้ามีตาจริง ไยถึงได้ส่งเขามาให้บุรุษด้วยกันเล่า!

มันช่างน่าน้อยใจนัก เกิดเป็นชายทั้งทีแต่กลับไม่มีโอกาสได้มีหญิงสาวมาโอบประคอง ใช้ชีวิตผาสุกตามประสา แต่กลับต้องมาอยู่ในตำแหน่งที่น่าจะเป็นของสตรี

“นี่เจ้ากล้าล้อเล่นกับข้า!” พระสนมกุ้ยเฟยเกรี้ยวกราด นางคิดว่าอีกฝ่ายล้อเลียนตน ยิ่งเห็นใบหน้าที่ดูเลื่อนลอยก็ยิ่งชวนให้นึกโมโห

“ท่านเข้าใจผิดแล้ว” หนิงลี่แก้ตัว เขาไม่ได้คิดอย่างที่พูด

“นี่เจ้า!” พระสนมกุ้ยเฟยยังคงไม่เชื่อ ตั้งใจจะหาเรื่อง แต่ต้องหยุดคำพูดลงเมื่อพระสนมลี่พูดคำหนึ่ง

“ข้าแค่คิดว่าท่านช่างงดงาม” หนิงลี่คิดเช่นนั้น รูปหน้าสวย ริมฝีปากกระจับ เสียแต่ว่าแต่งหน้าหนาไปหน่อย  หากตบแต่งให้น้อยอีกนิดคงได้สมวัยมากกว่า แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังงดงาม

พระสนมกุ้ยเฟยหน้าแดงซ่าน นางอ้าปากค้างอย่างไม่คิดเพราะตั้งตัวไม่ถูก นางไม่เคยถูกชมจากปากสนมคนอื่น นอกจากใช้วาจาเชือดเฉือนแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ก็หาได้มีใครเอ่ยชมไม่ เมื่อรับรู้ว่าตัวเองต้องกลายเป็นที่จับตามองของคนรอบข้าง ถึงกลายเป็นฝ่ายล่าถอย นางทำเพียงแค่สะบัดชายเสื้อหนึ่งครั้งก่อนก้าวฉับๆ เดินไปอีกทาง

หนิงลี่มองตามแผ่นหลังอย่างมึนงง มันเป็นความคิดที่ไม่ได้คิดร้ายแต่อย่างใด หนิงลี่ไม่อาจรู้เลยว่าหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันข่าวลือก็แพร่สะพัดไปทั่ววังหลวง กลายเป็นข่าวซุบซิบนินทาของนางกำลังและขันที บ้างก็หาว่าที่พระสนมกุ้ยเฟยที่คอยไปหาเรื่องพระสนมชายก็เพราะต้องตาต้องใจ บ้างก็ว่าทั้งสองแอบมีใจให้กัน จนข่าวลือนั้นรู้ไปถึงหูขององค์จักรพรรดิผู้ครองแคว้น

และนับตั้งแต่วันนั้นพระสนมลี่...ก็ไม่ถูกรบกวนจากพระสนมคนอื่น

เมื่อยามที่เห็นหน้ากันโดยบังเอิญ อีกฝ่ายก็เป็นฝ่ายล่าถอยหรือไม่ก็รีบวิ่งหนีไปอีกทาง ในคราวแรกก็สร้างความแปลกใจให้พอสมควร

หนิงลี่หารู้ไม่ แท้จริงแล้วตนคือต้นเหตุ ที่ทำให้ซ่งจินเหลียงต้องลงมาจัดการด้วยตนเอง ด้วยกลัวว่าพระสนมลี่จะไปต้องตาถูกใจหญิงงามในวังเข้า คำสั่งลับจึงได้ถูกออกคำสั่งโดยด่วน หากยังต้องการมีชีวิตสุขสบายจงอยู่ให้ห่าง มิเช่นนั้นจะถูกลงโทษสถานหนัก ถ้าจะให้กล่าวก็เป็นเพราะซ่งจินเหลียงข่มขู่ ใครเล่าจะกล้าขัดคำสั่ง

พระสนมผู้ไม่รู้ความ นึกแปลกใจหลายวันทีเดียว

อีกด้านในตำหนักทางใต้ เป็นถานที่อยู่ของพระสนมกุ้ยเฟย นางอยู่ในท่าทีสงบเสงี่ยมเจียมตัวมากกว่าเก่า ถึงนางจะเป็นธิดาของอำมาตย์ใหญ่และเป็นพระสนมผู้มีตำแหน่งสูงสุดก็ใช่หาได้มีความนึกอยากเอาคืนเหมือนเมื่อก่อน...หรืออาจเป็นเพราะความกลัวในองค์ฮ่องเต้กันแน่

ทว่าการที่นางไม่อาละวาดเฉดเช่นกาลเก่า นับได้ว่าเป็นสิ่งที่นางกำนัลที่คอยรับใช้พึงใจ ที่นับแต่นี้ไม่ต้องโดนลงโทษโดยไร้เหตุผลอีกแล้ว

บนบัลลังก์ทอง...ซ่งจินเหลียงยกยิ้มที่มุมปากแผ่ว พระเนตรร้ายถูกเผยออกมาให้สององครักษ์เห็นจนต่างต้องถอดถอนหายใจอีกรอบหนึ่ง ใบหน้าของผู้ครองบัลลังก์บัดนี้ ช่างเปรียบเหมือนยมทูตพร้อมคร่าชีวิต เป็นเหมือนดั่งมังกรผู้ยิ่งใหญ่ที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า

ใครเล่าจะคิดว่าองค์จักรพรรดิจะกลัวว่าพระสนมชายจะมีความรักให้หญิงงามจนต้องออกราชโองการ...

ห้ามใครหน้าไหนเข้าใกล้พระสนมลี่***!***

ช่างทรงคิดมากและขี้หึงยิ่งกว่าที่เห็น

หากพระสนมลี่ล่วงรู้ เกรงว่าคราวนี้คงจะเกิดเรื่องใหญ่กว่าเดิม

หากเป็นเรื่องศึกสงคราม พระสนมกุ้ยเฟยก็เป็นหญิงนางหนึ่งที่เป็นบุตรสาวถึงอำมาตย์ช้นผู้ใหญ่ หากซ่งจินเหลียงออกราชโองการแบบนี้คงได้มีการหักกันไปข้าง! ทว่านี่กลับเป็นเรื่องภายใน เป็นเรื่องของครอบครัว คนนอกไม่อาจเข้ามาข้องเกี่ยว

หวางมู่และหวงอี้ชิงต่างคิดว่า...ช่างน่าสงสารพระสนมลี่เสียจริง


------------

TAKE

เทคมีความคิดหนึ่ง คิดมาได้นานละ ว่าอยากเอาซูลี่มาแต่งเป็นเรื่องแยก แนวเทพเซียนที่มารับเคราะห์กรรมบนโลกมนุษย์ไรงี้อะ พล็อตนั้นได้นึกคร่าวๆ แล้ว แต่ยังไม่ใช่พล็อตละเอียด แต่ติดตรงที่ว่า...เทคต้องแต่พันธสัญญาข้ามภพ ก่อนนี่สิ

เอาเรื่องซูลี่มาดองพล็อตไว้ก็ได้อยู่อยู่ แต่ถ้าหากปล่อยไว้นานจะเป็นเทคเองต่างหากที่ขี้เกียจ ฮ่าๆ หนึ่งละก็เป็นเพราะหมดไฟแน่นอน แต่จะให้แต่งควบคู่กันกับพันธสัญญาข้ามภพก็ไม่ได้อีก เพราะอีกเรื่องยังไม่จบ ช่วงนี้อยู่ในอาการคิดหนัก ช่วยเทคคิดหน่อยยย #ทำตาวิ้งๆ

**[15]** ซันกง ประกอบด้วยขุนนางชั้นสูงสามตำแหน่ง  ไท่เว่ย (แม่ทัพใหญ่) รับผิดชอบด้านการทหาร , ซือคง (ซือโค่ว) (เจ้ากรมโยธาธิการ) รับผิดชอบด้านการก่อสร้างของรัฐ , ถิงเว่ย (ตุลาการ) รับผิดชอบงานด้านตุลาการ และมี "เฉิงเซียง" (มหาเสนาบดี หรือนายกรัฐมนตรี) เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุด โดยมีอำมาตย์ซ้าย(จั่วเฉิงเซียง) กับอำมาตย์ขวา(โย่วเฉิงเซียง) เป็นผู้ช่วย (สองตำแหน่งนี้อาจพอเทียบได้กับรองนายกรัฐมนตรี)

**[16]** บัณเฑาะก์ อ่านว่า บัน-เดาะ เป็นคำนาม (น) แปลว่า กระเทย, ขันที, คนที่ถูกตอน. มาจากภาษาบาลี สันสกฤต ว่า ปณฺฑก

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น