-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 36

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 26.6k

ความคิดเห็น : 68

ปรับปรุงล่าสุด : 25 พ.ค. 2560 01:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 500
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 36
แบบอักษร

36

พระสนมลี่...

หนิงลี่ถูกเรียกเช่นนั้น...

แต่นั้นมันก็เป็นเพียงแค่ชื่อตำแหน่งที่ตัวเองได้รับการแต่งตั้งเมื่อครั้งตอนอยู่แคว้นฉิน สิ่งที่ฉู่หนันเฟยปกปิดได้ถูกเปิดเผย

หนิงลี่ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านั้นโดยไม่มีความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น ตลอดเวลาที่ฉู่หนันเฟยเล่าเรื่องกลับตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ ไม่มีการต่อว่าเรื่องของยา คนความจำเสื่อมเพิ่งรู้ว่ายาขมๆ ที่ให้เกินตลอดนั้นคือยาที่ใช้ลบความทรงจำชั่วครู่ ทว่านั้นก็เป็นเพื่อการช่วยชีวิต ไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด

ในขณะที่ผู้ที่ควรเรียกว่าพระสวามีกลับไม่ได้คิดเช่นนั้นด้วย พอเห็นเนตรร้ายเอาแต่มององค์ชายรองตาไม่กระพริบ หนิงลี่กลัวว่าจะเกิดศึกสงครามสองแคว้นแบบไม่จำเป็นด้วยซ้ำ

ทำสงครามเพื่อแย่งบุรุษ แล้วข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเล่า!

พระสนมผู้หลงลืมยังนึกไม่ออก หากซ่งจินเหลียงไม่ได้สืบสาวราวเรื่องให้กระจ่างแจ้งเสียก่อน ยกทัพจับศึกมาตีเมืองต่างแคว้นจะเป็นเช่นใด เพียงแค่นึกถึงทหารที่ต้องตายเป็นจำนวนมากก็พลอยปวดร้าวในทรวง...หนิงลี่นึกถึงความฝันเมื่อครั้งก่อนๆ บัดนี้แน่ใจแล้วว่าซ่งจินเหลียงคือส่วนหนึ่งของความฝันนั้น มันเคยเกิดขึ้นจริง เพียงแค่ตอนนี้ยังคงจำไม่ได้เท่านั้น

ยามที่ได้เห็นหน้าอีกฝ่ายแจ่มชัด หนิงลี่อดคิดไม่ได้ว่า เหตุใดซ่งจินเหลียงถึงได้ปันใจให้กับเขา เหตุใดคนอย่างเขานี้ถึงสามารถเอาชนะใจบุรุษผู้ถูกขนานนามว่าจักรพรรดิวิปลาสได้

พระสนมลี่...ช่างเป็นคำที่เหมาะกับสตรีมากกว่า หากไม่ได้ยินที่องค์รักษ์ที่มีนามว่าแม่ทัพคู่กายหวางมู่ และรองแม่ทัพแห่งชายแดนทางเหนือที่มีนามว่าหวงอี้ชิงเป็นคนขานเรียกชื่อตนพร้อมกับตำแหน่งที่ถูกประทานมาให้ กว่าจะทำเชื่อถือได้ก็คงอีกพักใหญ่ทีเดียว

ซ่งจินเหลียงที่ไม่ได้อยากทำให้เรื่องราวใหญ่โต จึงได้ปิดข่าวเงียบไม่ป่าวประกาศถึงฐานะที่แท้จริงของตน ซ่งจินเหลียงเข้ามาในแคว้นฉู่ในฐานะของพ่อค้าเร่ ก็จำเป็นต้องอยู่ในฐานะพ่อค้าเร่ต่อไปจนกว่าจะกลับสู่เมืองหลวงเสียนหยาง นับได้ว่ามันเป็นความโล่งอกอย่างหนึ่งที่หนิงลี่ไม่ต้องทนแบกรับสายตาจากคนรอบข้าง ถึงจะรู้อยู่แล้วแต่ก็ใช่ว่าตอนนี้จะยังรับได้เสียเมื่อไหร่กัน

ในคืนนั้น...หลังจากที่ฉู่หนันเฟยได้กลับไปแล้ว หนิงลี่ไม่อาจข่มตาหลับได้ ส่วนใหญ่คิดถึงแต่เรื่องของซ่งจินเหลียงทั้งสิ้น เมื่ออยู่ในฐานะพระสนมขององค์จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ เรื่องพวกนั้น...เรื่องที่ต้องทำเพียงแค่สองคน...

ความคิดหนึ่งเข้าในมวลสมอง หนิงลี่หน้าแดงจนรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งหน้า หญิงย่อมคู่กับชาย การที่คนสองคนรวมกันเป็นหนึ่งในคืนเข้าหอ คำพลอดรักและคำหวานต่างเอื้อนเอ่ย จากสองคนประสานกันเป็นหนึ่ง

โอ้สวรรค์! แล้วตัวข้าไม่เป็นเช่นนั้นหรือ!

พระสนมผู้หลงลืมยังคิดถึงเรื่องนั้นไม่ออก หากจะให้ไปถามโดยตรงมันก็คงเป็นเรื่องที่น่าอายจนเกินกว่าจะพูด จนต้องลุกขึ้นมากลางดึกดื่น หมายมั่นหนังสือเล่มหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ เดิมทีตั้งใจจะเอาไว้ใช้อ่านในวันพรุ่ง แต่คงต้องถูกหยิบขึ้นมาอ่านตอนนี้เสียแล้ว ไม่เช่นนั้นคงได้มีความคิดฟุ้งซ่านไม่หยุดแน่

แสงเทียนที่อยู่ในห้องถูกจุดให้สว่างขึ้นกว่าเดิม ทว่ายังไม่ทันที่จะเปิดอ่านหนิงลี่กลับมองไปเห็นคนคุ้นตายืนอยู่ไม่ได้ห่างกันนัก

ซ่งจินเหลียงยืนหันหลังให้กับตน กระนั้นก็ยังพอดูออกว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร ร่างที่งดงามนั่นแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่สุกสกาว แสงจันทร์นวลผ่องสะท้อนกับผืนน้ำที่ไหวติงเล็กน้อย

ในเรือนที่พักของฉู่หนันเฟย นอกจากจะมีเรือนที่งดงามหรูหราโอ่อ่าแล้ว ยังมีบ่อน้ำเล็กๆ อีกด้วย ด้านข้างคือต้นดอกท้อที่ถูกปลูกจนใหญ่โต เพื่อให้เข้ากับการตกแต่งที่ประณีต หนิงลี่เผลอมองบุรุษตรงหน้าอย่างลืมตัว หากสวรรค์สามารถสร้างคนๆ หนึ่งที่ไร้ซึ่งทุกอย่าง ทั้งหน้าตาและฐานะ สวรรค์ก็คงจะสร้างอีกคนหนึ่งที่ตรงกันข้ามทุกอย่างได้เช่นกัน และซ่งจินเหลียงก็เป็นแบบหลัง

รูปงามกว่าอิสตรี ฐานะที่อยู่เหนือกว่าทุกคน...ช่างเป็นบุคคลที่น่าอิจฉายิ่ง

ความคิดนั้นหยุดชะงัก ยามที่รู้สึกตัวว่าตอนนี้ได้ก้าวข้ามบานประตูมาอยู่ข้างกายผู้ยืนอยู่ก่อน หนิงลี่นึกอยากตีตัวเองให้รู้จักหลาบจำ ถึงจะอยู่ในฐานะพระสนมก็ใช่ว่าจะจำเรื่องราวครั้งก่อนได้ ไม่จำเป็นต้องหาบเร่ตัวเองมาเสนอด้วยความไม่จำเป็น

“ฝ่าบาท”

เผยยิ้มแห้งให้ ทั้งที่ไม่รู้จะพูดอะไรด้วยซ้ำ

“นอนไม่หลับเช่นกันหรือ”

หนิงลี่พยักหน้ารับให้กับคำถามสั้นๆ จะบอกได้เยี่ยงไรว่าดันคิดถึงในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง!

“แสงจันทร์ในคืนนี้ช่างงดงามนัก”

ซ่งจินเหลียงเอ่ยอีกครา พลันเงยหน้ามองสิ่งที่ประดับอยู่บนฟ้าด้วยความชื่นชม

คืนนี้เขานอนไม่หลับ ไม่ว่าอย่างไรก็นอนไม่หลับ จนต้องพาตัวเองออกมาเดินชมจันทร์ด้านนอก ความไม่สบายใจเป็นแรมเดือนหายเป็นปลิดทิ้งเพียงแค่ได้เห็นหน้าหนิงลี่...ตลอดหลายคืนที่ผ่านมา มีบางครั้งที่เขานอนไม่หลับ คนทั่วไปอาจเห็นเขายังครองบัลลังก์ได้ไม่สั่นคลอน แต่หาใช่ภายในไม่ มีบางครั้งที่ซ่งจินเหลียงนึกกลัวในการสูญเสียสิ่งสำคัญ ความทุกข์ทรมานั้นใช่ว่าเขาจะไม่เคยลิ้มลอง

เขาไม่ใช่คนไม่มีเหตุผล...เหตุผลที่ฉู่หนันเฟยเอามาอ้างก็ใช่ว่าจะทำใจยอมรับได้เต็มร้อย ถึงกระนั้นก็ไม่อาจบังคับให้หนิงลี่ทำตามใจตนได้ ถึงจะอยากพาตัวกลับแคว้นฉินเพียงใดก็ตาม ในเมื่อรอมาได้ขนาดนี้ จะรออีกสักหน่อยมันก็คงไม่ได้เสียหาย

พระจันทร์ที่สว่างเด่นอยู่ตรงหน้า หนิงลี่รับรู้ได้ถึงสายลมแผ่วที่พัดผ่านร่าง อาภรณ์สีสะอาดที่ซ่งจินเหลียงสวมใส่พัดปลิวแผ่ว มีสิ่งหนึ่งที่หนิงลี่ยังคงแคลงใจไม่หาย จนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม

"ฝ่าบาท หากข้าจำท่านไม่ได้ ท่านจะทำเช่นไร" ใคร่รู้ในข้อนี้นัก...ถึงจะเป็นเพียงแค่อาการชั่วคราว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส

ซ่งจินเหลียงสะบัดผ้าไขว้ด้านหลัง "ถึงเจ้าจะจำข้าไม่ได้ก็ช่างมันเถิด"

"แล้วท่านไม่กลัวว่าข้า..."

คนเอ่ยถามกลืนน้ำลายลงคอ...

ซ่งจินเหลียงยิ้มแผ่ว "กลัวว่าเจ้าจะไม่หลงใหลข้าหรือ"

หนิงลี่พยักหน้ารับ ให้กับคำถามที่ดูน่าอายเหลือทน

"เหตุใดต้องกลัวเล่า ข้างดงามขนาดนี้ ต่อให้ต้องเกี้ยวเจ้าใหม่อีกรอบ ข้ามั่นใจว่าเจ้าต้องมีใจให้ข้าแน่"

ซ่งจินเหลียงมั่นใจเช่นนั้น...

จนคนฟังถึงกับขมวดคิ้ว มันไม่แปลกที่คนตรงหน้าจะคิดได้ขนาดนี้ ในเมื่อสิ่งที่ซ่งจินเหลียงพูดถูกทุกอย่าง หากมีบุรุษผู้หนึ่งมาชอบ และยังมีฐานะที่ใครๆ ในทั่วหล้าต่างอิจฉา เกรงว่าเพียงแค่ได้เห็นหน้าคงมีหวังละลายดั่งเต้าหู

คนถูกถามหัวเราะขบขัน เป็นรอยยิ้มแรกที่หนิงลี่ได้เห็น แม้จะรู้สึกแปลกๆ ให้กับคำตอบอีกฝ่าย แต่หนิงลี่กลับหวั่นไหวจนหัวใจไม่อาจหยุดนิ่งอยู่กับที่ ยิ่งตอนที่ซ่งจินเหลียงเอื้อมมือมาจับมือที่หยาบกระด้างของตน มันก็ไม่อาจห้ามหัวใจได้เลยสักนิด

“อาลี่ กลับบ้านกับข้าเถิด”

หนิงลี่เหมือนตัวเองถูกมนต์สะกดอีกแล้ว ซ่งจินเหลียงช่างร้ายกาจ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถทัดทานได้

“พ่ะย่ะค่ะ”

หรืออาจเป็นเพราะพระจันทร์ที่ทำให้วิญญาณไม่อยู่กับตัว


ในตอนเช้าของอีกวัน...การเดินทางกลับเสียนหยางถูกจัดขึ้น ข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่ในแคว้นฉู่ ฉู่หนันเฟยเป็นคนจัดหาให้ ซ่งจินเหลียงไม่อนุญาตให้เอากลับสักชิ้น ด้วยเหตุผลที่ว่ามันหนัก การเดินทางอาจลำบากขึ้นกว่าเดิม...ฉู่หนันเฟยที่ได้ข่าวจึงเร่งมาหาเพื่อส่งผู้เป็นพระสนมกลับแคว้น การล่ำลาเกิดขึ้นพักหนึ่ง สร้างความไม่พอใจให้ซ่งจินเหลียงพอสมควร

จะล่ำลากันอะไรนักหนา! อยู่ด้วยกันมาทั้งเดือนยังไม่พออีกหรือ!

บางทีข้าคงจะต้องยกทัพมาตีแคว้นฉู่ก่อนถึงจะสาแก่ใจ!

ไม่ว่าอย่างไรซ่งจินเหลียงก็ยังคงไม่ชอบหน้าองค์ชายรองผู้นั้นสักนิด ยิ่งนึกถึงเวลาที่อีกคนใช้สายตาแทะโลมผู้เป็นพระสนมตนก็ยิ่งไม่ชอบใจเป็นเท่าตัว

ซ่งจินเหลียงถึงจะระงับอารมณ์โกรธได้แต่เป็นอย่างดี มีสีหน้าที่เรียบเฉยเหมือนไม่ได้คิดมาก แต่แววตาที่มองฉู่หนันเฟยนั้นช่างเหมือนฆาตกรที่พร้อมจะลอบสังหาร เหมือนงูที่รอจ้องกินเหยื่อให้ตาย และมันก็คงถูกส่งมาผ่านดวงตาสีนิลคู่นั้นจนฉู่หนันเฟยรู้สึกได้

“ช่างน่าเสียดายนัก ที่เจ้าไม่อาจอยู่ได้นานกว่านี้” ฉู่หนันเฟยยิ้มแผ่วให้ผู้เป็นสหายที่กำลังเดินทางจาก การจากกันคราวนี้คงอีกนานกว่าจะได้พบกันใหม่

“บุญคุณที่ท่านช่วยเหลือ ข้าจะไม่มีวันลืม”

“เอาเถิด ครั้งหน้าหากข้าเดือดร้อน ข้าจะให้เจ้าตอบแทน” ฉู่หนันเฟยไม่ได้ถือสาในเรื่องนี้ เขาพูดทีเล่นทีจริง ครั้นพอเห็นหน้าซ่งจินเหลียงมันอดนึกอยากแกล้งไม่ได้ เขาเอื้อมมือแตะบ่าขวาหนิงลี่สองสามครั้ง “หากวันใดที่เจ้าบาดเจ็บมาอีก ข้ายินดีรักษาเจ้า ทั้งตัว...และหัวใจ”

ความหมายของฉู่หนันเฟยคือแค่ต้องการช่วยเหลือ ไม่ได้มีเจตนาคิดร้าย

คนฟังพยักหน้ารับอย่างไม่รู้ความ ผิดกับซ่งจินเหลียงที่มองฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรูคู่อาฆาต

อย่าหวังว่านับจากนี้จะได้เห็นหน้าหนิงลี่อีก!

“คงไม่จำเป็นกระมั้ง”

องค์ฮ่องเต้แคว้นฉินตัดบทสนทนา ความหึงหวงเกิดขึ้นทุกครั้งที่หนิงลี่ใช้สายตามององค์ชายรองนั่น! กล้าดียังไงถึงได้กล้าพาพระสนมหนีออกจากข้า! กล้าดียังไงถึงได้ไม่ยอมส่งคืน! ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น มันฝังแน่นในอก จนแทบจะระเบิดออกมาให้รู้แล้วรู้รอด

ฉู่หนันเฟยยังคงทำหน้าไม่รู้หนาวรู้ร้อน ไม่มองแม้กระทั่งจะรู้ว่าซ่งจินเหลียงทำหน้าเช่นไร หากฆ่าเขาได้คงฆ่าเขาไปนานแล้ว

“ฝ่าบาท ได้เวลาเดินทางแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เป็นหวางมู่ที่เป็นฝ่ายห้ามศึก หากปล่อยไว้นานกว่านี้เกรงว่าจะเกิดศึกสงครามระหว่างสองแคว้น

“องค์ชาย ขอให้ท่านรักษาตัวด้วย” หนิงลี่ยกมือประสานคารวะเพื่ออำลา

ฉู่หนันเฟยพยักหน้ารับ เขาเองก็ต้องอำลาด้วยเช่นกัน “ฝ่าบาท พระสนมลี่ ขอให้พวกท่านทั้งสองเดินทางโดยปลอดภัย”

ถึงจะไม่ชอบหน้า ซ่งจินเหลียงก็ยังคงไม่แคล้วรับคำส่งนั้นด้วยไมตรี แต่ดูเหมือนว่าผู้อยู่ข้างตนจะมีเรื่องพูดกับฉู่หนันเฟย จึงได้ก้าวเดินหนีเพื่อให้ทั้งสองได้พูดคุยกันอีกครั้ง

หนิงลี่เงยหน้าขึ้นมอง...เรื่องที่จะพูดมีอยู่อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อครั้งหนึ่งได้ถูกตรัสถามจากองค์ชายรองแคว้นฉู่ ในเวลานั้นหลิงลี่ไม่อาจหาคำตอบได้

“องค์ชาย ที่ท่านถามข้า”

“เจ้าได้คำตอบแล้วหรือ”

หนิงลี่พยักหน้ารับ ริมฝีปากขยับแผ่ว “ต่อให้เบื้องหน้าเป็นหุบเหวลึก ต่อให้เบื้องหน้าไร้ทางสว่าง ข้า...ข้ายินดีที่จะอยู่กับเขา”

คำถามนั้นหนิงลี่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ซ่งจินเหลียงถึงจะอยู่เหนือผู้คน แต่กลับเป็นเหมือนหลุมดำขนาดใหญ่ อยู่ในหน้าผาสูงชัน รอบด้านมีแต่หอกหนามที่จะคอยทิ่มแทง ผู้ที่อยู่ในนั้นต้องแบกรับทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสุขหรือทุกข์ ความกดดันที่อยู่รายรอบ หนิงลี่ที่ไม่อาจจำอดีตได้ในตอนนี้ ยังรู้สึกถึงแววตาที่สั่นไหวทุกครั้งยามที่ซ่งจินเหลียงมองตน สิ่งนั้นมันไม่ใช่ความสงสาร

หนิงลี่ไม่รู้ว่าตนเองมีความคิดเช่นนี้ได้เยี่ยงไร การเจอกับซ่งจินเหลียงก็เพียงแค่ข้ามคืน หาได้มีเวลาศึกษาหลายวันไม่ หนิงลี่ค้นพบว่าตัวเองเชื่อใจอีกฝ่ายมากกว่าใครทั้งหมด และคิดว่าครั้งหนึ่งเขาเองก็เคยเลือกหนทางนี้เช่นกัน

“เจ้าจะต้องมีความสุขในสิ่งที่เจ้าเลือก”

“ขอบพระทัยองค์ชาย”

หนิงลี่ยกมือประสาน และอำลาเป็นครั้งสุดท้าย

อาชาตัวใหญ่สีน้ำตาลตัวหนึ่งถูกเตรียมไว้รออยู่แล้ว หนิงลี่คิดจะขึ้นมัน หวังจะใช้เพียงพาหนะนำทาง ทว่ากลับถูกซ่งจินเหลียงคว้าตัวไปนั่งอาชาอีกตัว ก่อนเรือนกายใหญ่จะกระโดดขึ้นคร่อม กลายเป็นว่าผู้เป็นพระสนมอยู่ในอ้อมอกขององค์ฮ่องเต้ พอคิดดิ้นหนีด้วยความเกรงกลัวก็ถูกจับยึดไว้แน่น และดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ จนกระทั่งขบวนเสด็จออกเดินทาง

ผู้มาจากต่างแคว้นได้จากไปแล้ว...ฉู่หนันเฟยทำเพียงแค่มองตามหลัง เหตุการณ์เมื่อสักครู่ได้ถูกซ่งจินเหลียงประกาศต่อสายตาสาธารณะชน ว่าไม่อาจมีผู้ใดสามารถพาพระสนมจากไปได้ ต่อให้มันผู้นั้นเป็นใครก็ตาม!

เว่ยชางที่อยู่ด้านหลังห้าก้าว ได้เดินเข้ามาอยู่ด้านหลังฉู่หนันเฟย เขาเลี้ยงค์ชายรองมาตั้งแต่ครั้งแบเบาะ จนถึงตอนนี้อายุก็ปาไปเกือบครึ่งค่อนมนุษย์ ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ต้องอยู่ด้วยกัน มีหรือที่เว่ยชางจะไม่รู้ถึงความนัยที่ถูกซ่อนอยู่ภายในดวงตาทะเล้น

“องค์ชาย ท่านปล่อยไปเยี่ยงนี้จะดีหรือพ่ะย่ะค่ะ”

ทูลถามในเรื่องความรู้สึก ที่องค์ชายรองของตนมีต่อพระสนมแคว้นฉู่

ฉู่หนันเฟยสะบัดชายเสื้อครั้งหนึ่ง “อา อีกเดี๋ยวข้าคงถูกเสด็จพ่อบ่นจนหูชาแน่”

เขาเลือกที่จะไม่ตอบคำถามนั้น แม้จะเข้าใจเป็นอย่างดี...ความรู้สึกที่มีต่อพระสนมลี่ก็หาใช่ความรักไม่ มันเป็นเพียงแค่ความสนใจจนเกินขอบเขต เขาเกือบจะก้าวข้ามเส้นที่ขวางกั้น หากซ่งจินเหลียงไม่โผล่มา บางทีอาจทำในสิ่งที่ไม่ควร เขาอาจเป็นคนชั่วที่ทำทุกวิธีทางเพื่อจะแย่งพระสนมมาไว้ในมือ โดยไม่สนว่าสิ่งไหนถูกหรือสิ่งไหนผิด

ดีแล้ว...ที่มันเป็นเช่นนี้


รถม้าองค์จักรพรรดิแคว้นฉินเสด็จกลับสู่เสียนหยาง จากพ่อค้าเร่ชั่วคราวกลับกลายเป็นองค์จักรพรรดิเต็มตัวทันทีที่ออกจากประตูวัง มุ่งหน้าสู่ดินแดนบ้านเกิดเมืองนอนที่อยู่ห่างไกลหลายพันลี้...หนิงลี่พยายามไม่ให้ซ่งจินเหลียงโอบกอดตนมากเกินความจำเป็นจึงเบี่ยงตัวหนีจนเกือบตกไปหลายรอบ หากไม่ได้มือของซ่งจินเหลียงประคองไว้เกรงว่าคงได้ตกลงไปกลิ้งบนพิ้นหลายตลบแน่!

ผู้เป็นพระสนมเริ่มไม่ไว้ใจตัวเองเสียแล้วว่าที่ทำมันถูกหรือไม่ ในเมื่อมือของซ่งจินเหลียวเหนียวถึงเพียงนี้ คงยากที่จะทำให้อีกฝ่ายปล่อยมือ




-----

TAKE

อากู๋ คือ กูเกิ้ล จ้า

----

กว่าจะมาถึงตอนนี้ได้ นั่งแก้ไปสามสี่รอบเลยทีเดียวเชียว เดิมทีกะให้ชายซ่งแต่งหญิงมาเข้าหาอาลี่ แต่คิดไปคิดมา มาตามเมียทำไมต้องปลอมตัว เอาตัวเองเข้าประชิดตรงๆ เลยดีกว่า!

ก็เลยได้ตอนแบบที่อ่านนี้แลท่าน ไม่จำเป็นต้องปลอมเปลิมอะไรทั้งนั้น เอาลูกอ้อนใช้อย่างเดียว! ชายซ่งนอกจากโหดแล้ว แต่ลูกอ้อนก็ไม่แพ้ใครนะเออ คริๆ

----

ตอนนี้เค้าไม่มั่นใจเลยหงิ รู้สึกว่ามันเร็วไป แต่จะให้แต่งยืดเยื้อไปกว่านี้ก็ดูจะน่าเบื่อ ชายเฟยก็กลับเข้ากรุไปโดยปริยาย...อย่างที่เคยบอกไปแรกๆ ว่าชายเฟยยังไม่ได้รักอาลี่ แค่แบบเกือบๆ ไปเท่านั้น เหมือนกับว่ากำลังจะมีความรู้สึกอะ แต่ถูกให้เบรกไปโดยปริยาย เป็นแค่ตัวประกอบที่เหมือนเป็นพระรองโผล่มาเท่านั้น หลังจากนี้ชายซ่งกับอาลี่คือ ไม่มีอุปสรรคแล้ว ที่เหลืออีกแค่ 4 ตอนก็คือให้พวกนางพลอดรักกันไป


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น