Lovelyz_PCY

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 18

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.5k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 24 พ.ค. 2560 13:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 18
แบบอักษร

ตอนที่ 18



"หัวหน้าหมอหลวง จัดการเรื่องการอยู่การกินของชาวบ้านให้ดี แนะนำและอธิบายอย่างละเอียดด้วย"หลังจากที่จิ้นฮุ่ยและเฉินเปาหยางออกไปแล้ว เฉินเปาหยางก็หันมาสั่งหัวหน้าหมอหลวงให้จัดการเรื่องนี้ทันที           

"ขอรับ...ท่านแม่ทัพ"  




วังหลวง ท้องพระโรง



"ฮ่องเต้เสด็จ..."เสียงของหัวหน้าขันทีประกาศขึ้นเมื่อองค์ฮ่องเต้ มู่หรงชางเหวิน เสด็จมาถึงหน้าท้องพระโรง     

ไม่นานบานประตูที่สลักลวดลายสวยงามก็เปิดออกพร้อมทั้งบุตรแห่งโอรสสวรรค์ที่ส่วมชุดมังกรสีทองเดินเข้ามาภายในท้องพระโรง           

"ขอทรงเจริญหมื่นปี หมื่น หมื่นปี"เสียงเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ดังขึ้นเมื่อฮ่องเต้ชางเหวินเดินเข้ามาและตรงไปยังบัลลังค์ทองคำทันที เพื่อทำการประชุม          

 "เอาล่ะ...ไม่ต้องมาพิธี ลุกขึ้นเถอะ"           

"ขอบพระทัยพ่ะย่ะคะ"           

"เอาล่ะ...เรื่องที่ข้าจะพูดในวันนี้เป็นเรื่องของโรคระบาดที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งคนที่พบสาเหตุและทำการรักษาก็คือหัวหน้าหมอหลวงรวมทั้งรองแม่ทัพหวังจิ้นฮุ่ยที่พบสาเหตุอีกอย่างของการรักษานั้นก็คือ การเป็นอยู่ของชาวบ้านซึ่งนั้นก็เป็นอีกสาเหตุของการเกิดโรคระบาด ข้าขอมอบผ้าไหมและผ้าแพรชั้นดีอย่างล่ะ 10 ม้วน และเครื่องประดับชั้นดีให้เป็นรางวัลแก่หัวหน้าหมอหลวงและรองแม่ทัพจิ้นฮุ่ยและแม่ทัพมู่หรงเฉินเปาหยางที่สามารถทำให้น้ำสกปรกกลายเป็นน้ำสะอาดได้ซึ่งเป็นเรื่องดียิ่งนักและข้าก็ขอมอบรางวัลให้ด้วยเช่นกัน"           

"ขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะคะ"เฉินเปาหยาง จิ้นฮุ่ยและหัวหน้าหมอหลวงเอ่ยขอบคุณทันทีหลังจากที่องค์ฮ่องเต้ชางเหวินพูดจบ          

 "วันนี้ข้าก็มีเรื่องจะพูดเพียงเท่านี้ เลิกประชุมได้"ฮ่องเต้ชางเวินพูดจบก็ลุกออกจากบัลลังค์และเดินออกไปทันที




ตำหนักส่วนพระองค์ฮ่องเต้มู่หรงชางเหวิน



"ท่านอ๋องเฉิน"           

"ทูลฝ่าบาทที"           

"พ่ะย่ะคะ"หัวหน้าขันทีตอบรับก่อนจะหันไปและเดินเข้าไปทูลฮ่องเต้ชางเหวิน"ฝ่าบาท...ท่านอ๋องเฉินเสด็จมาถึงแล้วพ่ะย่ะคะ"           

"งั้นรึ...ให้เข้ามาๆ"           

"พ่ะย่ะคะ"หัวหน้าขันทีตอบรับและเดินออกไปทันที"เชิญท่านอ๋องพ่ะย่ะคะ"ทันทีที่หัวหน้าขันทีพูดจบเฉินเปาหยางก็เข้าไปทันที           

"ถวายบังคมฝ่าบาท...ขอทรงเจริญหมื่นปี หมื่น หมื่นปี พ่ะย่ะคะ"           

"ไม่ต้องมากพิธีอยู่กันแค่สองคนจะมากพิธีไปทำไมเหล่าเฉินเปาหยาง"           

"พ่ะย่ะคะ...แล้วเสด็จพี่เรียกข้ามาพบมีเรื่องอะไรหรือพ่ะย่ะคะ"เฉินเปาหยางถามผู้เป็นพี่ทันทีเพราะถ้าไม่ปรึกษาเรื่องงานบ้านเมืองพี่ชายของตนก็ไม่ค่อยเรียกเขามาพบเท่าไร           

"ไยเจ้าถามข้าแบบนี้เหล่าเฉินเปาหยาง...พี่ชายคนนี้ก็แค่คิดถึงเจ้าไม่เห็นหน้าเจ้านานก็แค่เรียกมาพบก็แค่นั้น"ฮ่องเต้ชางเหวินพูดพร้อมกับส่งสายตาความคิดถึงไปให้           

"เอาความจริง"เฉินเปาหยางพูดและส่งสายตารำคาญไปให้และไม่สนสายตาที่ส่งความคิดถึงมาให้สักนิด      

"โหดยิ่งนัก"ฮ่องเต้ชางเหวินพูดอย่างตัดพ้อ ก่อนจะพูดต่อ"ก็ได้...ข้าพึ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อหลายเดือนก่อนเจ้าได้บอกถอนหมั้นบุตรีของหวังเปาชาง"           

"พ่ะย่ะคะ...แล้วทำไมหรือพ่ะย่ะคะ"เฉินเปาหยางถามอย่างสงสัยว่าถามทำไมพร้อมทั้งหรี่สายตามองพี่ชายของตน

"ก็ไม่ทำไม...ถ้าเจ้าอยากถอนหมั้นจริงๆข้าก็จะออกราชโองการให้ เจ้าว่าอย่างไร ดีหรือไม่"           

"ไม่ดีพ่ะย่ะคะ แล้วก็ไม่เป็นไรด้วยพ่ะย่ะคะ"เฉินเปาหยางตอบไปทันทีโดยไม่ต้องคิด เพราะตอนนี้ตนนั้นไม่อยากถอนหมั้นกับไป๋เสวี่ยแล้วแต่อยากได้นางมาเป็นฮูหยินของตนมากกว่า           

"หมายความว่าอย่างไร"ฮ่องเต้ชางเหวินถามด้วยความสงสัย           

"หมายความว่าข้าไม่อยากถอนหมั้นแล้ว"           

"เหตุผลล่ะ...หรือว่าเจ้าเริ่มชอบนางแล้ว"ฮ่องเต้ชางเหวินพูดพร้อมกับยิ้มออกมาอย่างเจ้าเลห์           

"ทำไมข้าต้องบอกพระองค์...ในเมื่อพระองค์ไม่ใช่นางสักหน่อย"           

"ฮ่า ฮ่า ฮ่า...เฉินเปาหยาง ในที่สุดหัวใจที่เย็นชา ไม่เคยมีใครได้ครอบครอง สายตาที่ไม่เคยมองสตรี กลับต้องมาสยบให้กับบุตรีของหวังเปาชาง และถ้าเป็นอย่างที่ข้าคิดจริงๆ ข้าขอให้นางไม่ยอมเจ้าและเอาคืนเจ้าที่เจ้าเคยทำกับนางไว้"ฮ่องเต้ชางเหวินพูดและหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี           

"ทำไมพระองค์ทรงพูดแบบนั้น พระองค์ควรเข้าข้างข้าและช่วยข้าสิถึงจะถูก"           

"ข้าไม่รู้ ข้าไม่สนและข้าไม่เกี่ยว"ฮ่องเต้ชางเหวินพูดพร้อมกับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ไปให้เฉินเปาหยาง           

"พระองค์เป็นพี่ของข้าก็ต้องช่วยและเข้าข้างข้าสิ"           

"พี่เจ้าแล้วทำไม ข้าไม่ช่วย ข้าอยากเห็นนางเอาคืนเจ้ามากกว่าคงจะสนุกน่าดูถ้าพี่ชายคนนี้เห็นเจ้าง้อสตรีเอาอกเอาใจสตรี เจ้าว่าจริงหรือไม่เฉินเปาหยาง"ฮ่องเต้ชางเหวินพูดและฉีกยิ้มกว้างให้กับเฉินเปาหยาง           

"เสด็จพี่ ท่าน..."เฉินเปาหยางได้แต่เรียกพี่ของตนเพราะพูดไม่ออก          

 "ข้าทำไม..."ฮ่องเต้ชางเหวินส่งยิ้มกวนให้กับเฉินเปาหยาง           

"ท่าน...ช่างเถอะ ท่านไม่ช่วยก็ไม่เป็นไรข้าหาวิธีเองก็ได้ แต่ท่านต้องรับปากข้าว่าจะไม่ออกราชโองการยกเลิกหมั้นข้ากับไป๋เสวี่ย"           

"ได้...ข้ารับปาก"           

"ขอบพระทัยพ่ะย่ะคะ"           

"ไม่เป็นไรๆ...เจ้าเป็นน้องของข้า ข้าก็ต้องช่วยเจ้าสิ...จริงไหม"ฮ่องเต้ชางเหวินพูดพร้อมกับยกมือขึ้นตบไหล่เฉินเปาหยาง           

"พี่...งั้นพระองค์ก็ควรช่วยข้าทุกเรื่องนะพ่ะย่ะคะ"           

"โอ๊ะ...ยกเว้นเรื่องคู่หมั้นของเจ้า เจ้าต้องช่วยตนเองแล้วล่ะน้องรัก"ฮ่องเต้ชางเหวินพูดและยิ้มให้กับเฉินเปาหยาง

"เฮ้อ...ช่างเถอะพ่ะย่ะคะ แล้วพระองค์มีอะไรจะพูดกับข้าอีกหรือไม่"           

"ไม่มีหรอก ข้าแค่อยากรู้เรื่องหมั้นของเจ้าแค่นั้น"           

"งั้น...ถ้าไม่มีอะไรแล้วข้าก็ต้องขอตัวก่อน"           

"จะรีบไปหาคู่หมั้นของเจ้ารึ...หึ หึ ไปเถอะ ไป ไป"ฮ่องเต้ชางเหวินพูดและส่งยิ้มอย่างรู้ทันไปให้เฉินเปาหยาง           เฉินเปาหยางไม่ตอบแต่ยิ้มออกมาเพื่อเป็นคำตอบแทนและเดินออกไปทันทีเพื่อไปยังจวนตระกูลหวัง




จวนตระกูลหวัง



หลังจากวันนั้นที่ไป๋เสวี่ยได้ช่วยรักษาชาวบ้านก็ผ่านมาเจ็ดวันแล้วและวันนี้ฮ่องเต้ก็ได้เรียกพี่ชายของเธอไปรับรางวัลซึ่งเป็นรางวัลที่มากมายสะจนพี่ชายของเธอหอบมาแทบไม่หมดจนต้องมีทหารเอากลับมาที่จวนด้วยและหลังจากวันนั้นที่จนถึงวันนี้เธอก็ยังไม่ได้พบเฉินเปาหยางเลย และเธอก็ถูกท่านแม่บังคับให้หัดวาดภาพ เล่นคนตรี เขียนกลอน แต่งกลอนอยู่ทุกวัน จนในตอนนี้ในหัวของเธอไม่มีอะไรเลยนอกจาก วาดภาพ เล่นดนตรี เขียนกลอน แต่งกลอน วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา        

"เฮ้อออออ..."           

"คุณหนู เป็นอะไรไปเจ้าคะ ถอนหายใจเสียงดังเชียว"           

"ข้าเบื่อ...ผิงผิงข้าเบื่อ"ไเธอพูดออกมาอย่างเบื่อหน่าย"จริงสิ...ฝึกดาบดีกว่า"พอพูดเสร็จก็ลุกขึ้นและวิ่งไปยังห้องของตนเพื่อเอาดาบออกมาฝึก และไม่นานเธอก็ออกมา           

"คุณหนู...คุณหนูเอาดาบนี้มาจากไหนเจ้าคะ"           

"นี้หรอ...ข้าให้ท่านพี่หามาให้น่ะ ถึงจะไม่ค่อยถนัดมือเท่าไรแต่ก็พอแก้ขัดคลายเบื่อข้าได้"

ใช่แล้วดาบนี้เธอขอให้จิ้นฮุ่ยหามาให้ตั้งแต่เธอออกไปนอกจวนและได้มีเรื่องกับไอ้คุณชายไร้มารยาทพวกนั้น โดยเธออ้างเหตุผลไปว่า เอาไว้ใช้ป้องกันตัวและจิ้นฮุ่ยก็หามาให้เพราะเห็นว่าเธอก็ใช้ดาบเป็น           

พอเธอตอบผิงผิงเสร็จก็เริ่มฝึกดาบทันที โดยท่วงท่าที่ฝึกก็สง่างามเช่นเดิมแต่ก็แข็งแกร่งในเวลาเดียวกัน จนเกือบหนึ่งชั่วโมงที่เธอฝึกและเริ่มรู้สึกเหนื่อยจึงหยุดพักในศาลาริมน้ำและวางดาบไว้บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยกระดาษมากมาย        

เฉินเปาหยางที่ไปเข้าเฝ้าห้องเต้เสร็จและรีบมาที่จวนตระกูลหวังทันที ซึ่งเหตุผลที่มานั้นคือ ไป๋เสวี่ย ที่เขาไม่เจอใบหน้างามๆ และน้ำเสียงที่หวานหูแต่ก็กวนเขาไปในทีมาเสียหลายวัน แต่ใครจะบอกเหล่าว่านั้นคือเหตุผลจึงได้แต่บอกไปว่ามาปรึกษาเรื่องทหารกับจิ้นฮุ่ยแทนและพอถึงจวนตระกูลหวังเฉินเปาหยางก็เข้าไปคุยกับจิ้นฮุ่ยสักพักจึงออกมาและไปที่สวนทางด้านหลังจวน ซึ่งตนคิดว่าไป๋เสวี่ยคงอยู่ที่สวนและเป็นไปตามที่คิดไว้ เพราะตนนั้นเห็นไป๋เสวี่ยกำลังฝึกดาบอยู่ซึ่งดาบที่อยู่ในมือของไป๋เสวี่ยนั้นคือของจริงไม่ใช่กิ่งเหมยอย่างครั้งก่อนและเฉินเปาหยางก็ต้องหยุดยืนมองไป๋เสวี่ยฝึกดาบด้วยท่วงท่าที่สง่างาม ชายเสื้อและชายกระโปรงพริ้วไหวไปตามการเคลื่อนไหวของไป๋เสวี่ยและไม่รู้ว่านานเท่าไรที่เฉินเปาหยางยืนดูอยู่แบบนี้จนไป๋เสวี่ยหยุดพัก ก่อนจะได้สติและเดินเข้าไปหาไป๋เสวี่ยที่ศาลาริมน้ำ           

เธอรู้สึกว่ากำลังมีคนเดินมาก็หันไปมองและคนที่เธอเห็นก็คือเฉินเปาหยาง คนที่เธอไม่เห็นหน้าและได้ยินเสียงมาหลายวัน และกำลังเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างาม"โอ้ว...แค่ท่าเดินยังหล่อ ยังเท่เลย..."           

เฉินเปาหยางที่เดินมาถึงศาลาริมน้ำก็มองไป๋เสวี่ยเพราะไป๋เสวี่ยไม่ได้สนใจตนเลย ก่อนจะพูดขึ้น"นี้เจ้าจะไม่เชิญข้านั่งหน่อยรึไป๋เสวี่ย"       

ไป๋เสวี่ยได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองเฉินเปาหยางสักครู่ก่อนจะก้มหน้าลงราวกับกองกระดาษตรงหน้านั้นน่าสนใจกว่าเฉินเปาหยาง ก่อนจะพูดขึ้น"เชิญท่านแม่ทัพนั่งก่อนเจ้าค่ะ"       

สิ้นคำเชิญของไป๋เสวี่ยเฉินเปาหยางก็นั่งลงทันทีและมองไปบนโต๊ะที่มีกองกระดาษมากมายที่เต็มไปด้วยภาพวาดและคำก่อนมากมายที่ไป๋เสวี่ยและดาบที่วางอยู่ข้างๆ และเฉินเปาหยางก็หันไปมองผิงผิงเชิงบอกทางสายตาว่า ให้ออกไป       ผิงผิงที่รู้ว่าเฉินเปาหยางไล่ตนก็ออกไปทันที           

"เจ้าทำอะไรอยู่รึไป๋เสวี่ย..."เฉินเปาหยางถามขึ้นทันทีเมื่อผิงผิงออกไปพ้นแล้ว           

เธอเงยหน้ามองเฉินเปาหยางก่อนจะตอบ"ท่านก็เห็นว่าบนโต๊ะมีอะไรอยู่ แล้วทำไมต้องมาถามข้าอีกเล่า"      

เฉินเปาหยางที่ได้ยินไป๋เสวี่ยตอบก็หุบยิ้มทันทีก่อนจะยิ้มอีกครั้งและพูดต่อ"ข้าเห็น...แต่ข้าอยากฟังเจ้าตอบมากกว่า จึงถาม"           

"ถ้างั้นข้าก็จะตอบว่าข้านั้นกำลังทำอะไร ข้ากำลังหัดวาดภาพ เขียนกลอน แต่งกลอนและฝึกดนตรีเจ้าค่ะท่านแม่ทัพ"           

"งั้นรึ...งั้นให้ข้าช่วยเจ้าดีหรือไม่"เฉินเปาหยางพูดและลุกขึ้นเพื่อจะไปนั่งข้างๆไป๋เสวี่ย           

"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ...มันจะลำบากท่านเปล่าๆ"           

"ไม่ลำบากหรอก...ข้ายินดีช่วย"เฉินเปาหยางตอบพร้อมกับนั่งลงข้างๆไป๋เสวี่ย ก่อนจะพูดต่อ"และเท่าที่ข้าดู ฮูหยินหวังคงจะให้เจ้าเขียนกลอนส่งใช่หรือไม่ เสวี่ยเอ๋อร์"           

ไป๋เสวี่ยที่ได้ยินเฉินเปาหยางพูดแบบนั้นก็หันไมองทันที"ท่านรู้ได้อย่างไร"           

"แค่ดูจากที่เจ้าตั้งใจเขียนข้าก็รู้แล้ว รวมทั้งตั้งใจเขียนด้วยลายมือที่สวยงามขนาดนี้ ถ้าฝึกเขียนธรรมดาๆคงไม่เขียนด้วยลายมือที่สวยงามขนาดนี้หรอก"เฉินเปาหยางพร้อมกับจับเอากระดาษที่ไป๋เสวี่ยได้เขียนกลอนลงไปขึ้นมาดู       

เธอได้ยินก็ทำหน้าครุ่นคิดว่าจะให้เฉินเปาหยางช่วยหรือไม่*"เก่งแพทย์ เก่งบู๊ ก็จริงอยู่ แต่เขียนกลอน วาดภาพนี่ ไป๋เสวี่ยขอบายแล้วกัน"*เธอคิดในใจก่อนจะเอ่ยตอยเฉินเปาหยาง"ก็ได้...ข้าจะให้ท่านช่วย"           

"ดี...งั้นก็เริ่มเลย"           

หลังจากที่เฉินเปาหยางพูดเสร็จก็เริ่มเขียนบทกลอนทันทีและพอเขียนเสร็จก็ส่งให้ไป๋เสวี่ยอ่าน

"เจ้าคือสายลม   ข้าคือทราย

สายลมพัดผ่าน   ทรายน้อยล่องลอย

สายลมโปกพริ้ว  ทรายน้อนปลิวตาม

สายลมพัดผ่านเขาเทียนซาน   ทรายน้อยขอตามข้ามขอบฟ้าไป"

(เอามาจากเน็ตนะ)

เธอเห็นเฉินเปาหยางยืนกระดาษมาให้ก็รับไปก่อนจะอ่านและเมื่ออ่านเสร็จก็หันไปมองเฉินเปาหยางด้วยใบหน้าที่แสดงออกถึงความไม่เข้าใจทันที"ยอมรับว่าไม่สันทัดเรื่องแบบนี้เท่าไร"           

"กลอนนี้หมายความว่าอย่างไร"เธอถามออกไปด้วยความอยากรู้ความหมายของกลอนบทนี้           

"เจ้าอยารู้รึ..."           

เธอพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะก้มลงไปอ่านบทก่อนนั้นีกครั้งซ้ำไปซ้ำมา           

"ถ้าเจ้าคือสายลม ข้าก็จะขอเป็นทราย เมื่อสายลมพัดผ่านไป ทรายน้อยย่อมลอยไปตาม เมื่อสานลมโบกพริ้ว ทรายน้อยก็ย่อมปลิวตามและเมื่อสายลมพัดผ่านเขาเทียนซาน ทรายน้อยอย่างข้าก็จะขอลอยตามข้ามขอบฟ้าตามสายลม"เฉินเปาหยางพูดพร้อมกับมองหน้าของไป๋เสวี่ยไปด้วย(แปลมั่วเช่นกันค่ะ)           

เธอเห็นว่าเฉินเปาหยางเงียบไปก็หันมามองทันที แต่ก็รู้ว่าตนเองคิดผิดที่หันมามองเฉินเปาหยางตอนนี้เพราะสายตาที่มีเสน่ห์คู่นั้นที่มองเธออยู่เหมือนมนต์สะกดไม่ให้เธอละสายตาหรือขยับไปไหนได้เลย        

เธอพยายามละสายตาไปจากเฉินเปาหยางแต่ก็ทำไม่ได้และรู้สึกว่าใบหน้าของเฉินเปาหยางนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆจนจมูกของเราสองคนแทบจะชนกัน        

เฉินเปาหยางที่เห็นว่าไป๋เสวี่ยไม่ขัดขื่นหรือเบียงหน้าหลบก็ยิ้มออกมาและก้มหน้าลงเรื่อยๆจนใบหน้าเกือบจะชนกันและสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกันและเฉินเปาหยางก็ยิ้มกว้างกว่าเดิมเมื่อคิดว่ากำลังจะได้สัมผัสริมฝีปากบางนั้นอีกครั้งและจะหวานเหมือนครั้งก่อนหรือเปล่าและอีกแค่หนึ่งฝ่ามือเท่านั้นก็จะได้สัมผัสความหวานนั้นและเฉินเปาหยางก็ต้องหยุดกลางครั้นและกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ทันที       

เธอเห็นว่าริมฝีปากของเฉินเปาหยางกำลังจะสัมผัสริมฝีปากของเธอก็ได้สติกลับมาก่อนจะจับดาบที่วางไว้อยู่ข้างๆขึ้นมากั้นกลางระหว่างริมฝีปากของเธอและเฉินเปาหยาง           

"ออกไป"           

"เอ่อ...เอ่อ คือ ข้า ข้า..."เฉินเปาหยางได้แต่พูดตะกุกตะกะ*"มีก็หลายครั้งหลายคราที่โดนดาบจ่อคอแบบนี้ก็ไม่เคยเกรงกลัวแต่กลับต้องมากลัวดาบที่อยู่ในมือของสตรีตรงหน้า ช่างหน้าขายหน้ายิ่งนัก ถ้าหวังจิ้นฮุ่ยรู้เข้าคงหัวเราะเยาะเขาเป็นแน่"*เฉินเปาหยางได้แต่โอดครวญในใจและค่อยๆถอยออกมาอย่างช้าๆ           

"ข้าจะไม่ยอมให้ท่านเอาเปรียบข้าง่ายๆหรอกนะท่านแม่ทัพ และถ้าท่านยังทำแบบเมื่อครู่อีกล่ะก็ ข้าก็ไม่ใช่แค่ขู่ แต่ข้าจะบั่นคอท่านจริงๆ"เธอที่เห็นเฉินเปาหยางถอยออกไปแล้วก็ลดดาบลงทันที           

เฉินเปาหยางได้ยินแบบนั้นก็กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่อีกครั้ง ก่อนจะพูด"ได้...ข้าจะไม่ทำอีกและจะไม่ไม่คับฝืนใจเจ้า แต่ข้าจะทำให้เจ้าสมยอมและเต็มใจเองเสวี่ยเอ๋อร์"เฉินเปาหยางพูดและยิ้มให้กับไป๋เสวี่ย           

"ท่าน..."เธอที่กำลังจะพูดด่าเฉินเปาหยางก็กลืนคำด่าลงคอแทบไม่ทันเมื่อเห็นรอยยิ้มทรงเสน่ห์ของเฉินเปาหยาง

"บ้าเอ้ย...อย่ายิ้มแบบนี้สิ ไม่รู้หรือไงว่ารอยยิ้มที่ทรงเสน่ห์ของท่านทำให้ข้าละลายและหัวใจเต้นแรง นั่นยังจะยิ้มอีกเดียวก็ยอมสะหรอก"เธอได้แต่คิดในใจและหันหน้าไปทางอื่นเพื่อที่จะไม่ต้องเห็นรอยยิ้มนั้น           

"ท่าน...จะสอนหรือไม่สอน ถ้าไม่สอนก็กลับไปได้แล้ว"เธอพยายามพูดเพื่อกลบเกลื่อนไม่ให้เฉินเปาหยางรู้ว่าเธอนั้นแพ้รอยยิ้มของเขา           

"สอนสิสอน"เฉินเปาหยางพูดและหยิบกระดาษ พู่กันขึ้นมาเขียนต่อทันที           

*"เสียดายยิ่งนัก เกือบจะได้ลิ้มรสความหวานนั้นอีกครั้งแล้วแต่ไม่เป็นไร ถึงครั้งนี้จะพลาดแต่ครั้งหน้าข้าจะไม่ยอมพลาดแบบนี้แน่ไป๋เสวี่ย ข้าจะทำให้เจ้ายอมให้ได้และข้าจะทำให้ภายในใจของเจ้ามีแต่ข้า"*เฉินเปาหยางคิดหมายหมาดในใจและมองหน้าไป๋เสวี่ยไปด้วย           

"ท่านมองข้าทำไม"เธอรู้สึกเหมือนเฉินเปาหยางกำลังมองอยู่ก็หันไปถามทันที           

"ปะ...เปล่า เขียนต่อเถอะ"           

"งั้นรึ...แน่ใจนะ"           

"แน่...แน่ใจสิ"เฉินเปาหยางตอบและยิ้มให้กับไป๋เสวี่ย           

เฉินเปาหยางและไป๋เสวี่ยก็นั่งเขียนกลอนและวาดภาพด้วยกัน ถึงแม้จะมีเสียงทะเลาะกันบ้างแต่ก็เป็นการทะเลาะที่ไม่จริงจังเท่าไรนักและเฉินเปาหยางก็สอนไป๋เสวี่ยจนตะวันลับขอบฟ้าไปก่อนจะขอตัวกับจวนของตน โดยที่ทั้งสองคนไม่รู้ตัวเลยว่ามีใครคนนึ่งแอบมองการกระทำของทั้งสองคนตั้งแต่ตน














ความคิดเห็น