ลูกตุ้มเงิน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

พริตตี้งานดี (ต่อ)

ชื่อตอน : พริตตี้งานดี (ต่อ)

คำค้น : เสน่หาพรางใจ, พริตตี้สาว, ท่านประธานหนุ่ม, ซีรี่ย์สองพี่น้อง, นิยายรักโรมานซ์, ลูกตุ้มเงิน

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 297

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 พ.ค. 2560 10:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พริตตี้งานดี (ต่อ)
แบบอักษร

            “ฮ่าฮ่าฮ่า...ไม่มีก็อยู่มันไปอย่างนี้ล่ะ สบายตัวสบายใจดีไม่ใช่หรือไง” ชิตาพรตอบกลับอย่างอารมณ์ดี แถมยังแกล้งเดินซบไหล่เพื่อนด้วยอีกต่างหาก

            สายตาทุกคู่ที่จับจ้องมาที่สาวสวยทั้งคู่ มีทั้งแววตาที่ชื่นชมในความสวยและแววตาแห่งความเสียดายที่ดอกไม้งาม ไม่ได้มีไว้ให้หมู่ภมรมาเชยชม แต่กลับไปชื่นชมกันเองเสียแล้ว หนึ่งในนั้นมีสายตาของ แมททิว ดูว์ อเล็กซ์สัน รวมอยู่ด้วย

            “น่าเสียดายว่ะ” แมททิวถึงกับหลุดปากบ่นออกมาเมื่อสองสาวสุดสวยโดนใจ เดินควงแขนซบไหล่ผ่านหน้าร้านกาแฟที่เขานั่งอยู่กับเพื่อน

            “เสียดายอะไรของแกวะ ไอ้แมท อยู่ ๆ ก็พูดขึ้นมา ช่วยต่อให้ฉันรู้เรื่องหน่อยสิ” เป็นเสียงของอิริค ที่ถามเพื่อนรักด้วยความสงสัย ก่อนจะมองตามสายตาของเพื่อนไป จนได้เห็นหลังของผู้หญิงสองคนที่เดินควงแขนกันเดินผ่านร้านกาแฟที่เขานั่งไป “นั่นน่ะเหรอที่แกบอกว่าเสียดาย?”

            “เออ..แกไม่เห็นหน้าสิ โคตรสวยเลยว่ะ แต่แค่ข้างหลังนี่ก็ซี้ดแล้ว แกดูสิ..เว้าโค้งเป็นเคริฟสวยเลย แต่เสียดายกินกันเองซะแล้วว่ะ” แมททิวชี้ให้เพื่อนรักดูรูปร่างของหญิงสาวทั้งสองคน

            ชุดจากงานพริตตี้เข้ารูปเน้นสัดส่วนที่ลงตัว ที่ชิตาพรยังไม่ได้ถอดออก ส่วนชุดที่เมทิตาใส่อยู่นั้นถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ชุดจากงานพริตตี้ แต่ทว่าก็รัดรูปโชว์สัดส่วนโค้งเว้ากลมกลึงในส่วนที่ควรจะเป็นได้ไม่แพ้กัน

            “อืม..ก็สวยดี แล้วยังไง..นี่อาการของคนอกหักเหรอวะเนี่ย ไหนแกเรียกฉันออกมา ให้มาปลอบใจที่แกอกหักไงวะ..ไอ้แมท ฉันก็ยังเห็นแกมองสาวอื่นได้อย่างสบายใจนี่หว่า งั้นฉันว่าฉันกลับก่อนดีกว่าว่ะ จะไปเตรียมตัวไปสระบุรีพรุ่งนี้”

            “โอ้โห! ไอ้อิริค..ในหัวแกนี่ นอกจากเรื่องงานแล้วเคยบรรจุเรื่องอื่นเข้าไปบ้างไหมวะ มีของสวย ๆ งาม ๆ ให้ดูขนาดนี้แล้ว ยังทำเป็นมาไม่พอใจ และไอ้เรื่องที่ฉันอกหัก มันก็เรื่องจริงนี่หว่า ทำไมผู้หญิงสมัยนี้ถึงได้ไวกันจังวะ ฉันยังไม่ทันได้จีบเลย คุณเธอก็ไปเดินควงกับชายอื่นซะแล้ว แกคิดดูสิคนสวย ๆ มีแฟนกันไปก็เยอะ เป็นประเภทชอบพวกเดียวกันก็มาก แล้วอย่างนี้จะเหลือมาถึงฉันบ้างไหมวะ”

            “นี่! ไอ้แมท...แกอย่าบอกนะว่าที่แกมานั่งอกหักอยู่นี่เป็นเพราะผู้หญิงที่แกยังไม่ได้จีบน่ะ”

            “........” แมททิวพยักหน้าแทนคำตอบ ส่งสายตาปรอย ๆ อย่างน่าสงสารให้กับเพื่อนรักตรงหน้า

            “โธ่! ไอ้เพื่อนเวร แกนี่มันไร้สาระจริง ๆ เลย”

            “ครับ..พ่อคนมีสาระ ชีวิตมีแต่สาระจนไม่ยอมมีครอบครัว” แมททิวได้ทีจึงพาเข้าเรื่องที่เป็นวัตถุประสงค์จริง ๆ ที่นัดเพื่อนรักออกมาครั้งนี้ “แกรู้ไหม..พี่เอลลีนน่ะ เขาเป็นห่วงแกมากแค่ไหน ที่เห็นแกอายุจนป่านนี้แล้ว ยังบ้าแต่งานไม่คิดที่จะมีครอบครัวเหมือนคนอื่นเขาซะที”

            “แล้วจะมาเป็นห่วงฉันทำไมเรื่องนี้วะ ถึงฉันจะไม่มีเมียก็ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไร ฉันดูแลตัวฉันเองได้ ฉันน่ะจะสี่สิบอยู่แล้วนะโว้ย” อิริคตอบกลับเสร็จก็ยกกาแฟตรงหน้าขึ้นมาดื่มอย่างใจเย็น ไม่รู้สึกว่าเรื่องที่แมททิวพูดถึงจะเป็นปัญหาตรงไหน        

            “ก็เพราะจะสี่สิบแล้วน่ะสิ พี่สาวแกถึงได้ยิ่งเป็นห่วง ป่านนี้แล้วยังไม่มีเมียกับเขาสักคน เมียน่ะคือคนที่จะอยู่กับแกไปจนแก่จนเฒ่า เป็นคู่คิดเป็นกำลังใจให้กันยามมีปัญหา เป็นคนที่จะคอยดูแลกันในยามเจ็บป่วย แล้วยิ่งแกตะบี้ตะบันเปิดบริษัทไปมากมายขนาดนี้ด้วย ฉันถามจริง ๆ แกจะทำไปเพื่ออะไรวะ แล้วถ้าแกเกิดเป็นอะไรขึ้นมาใครจะเป็นคนมาดูแลไอ้บรรดาบริษัททั้งหลายต่อจากแก ถ้าไม่คิดที่จะมีลูกมีทายาทมาดูแลต่อ แกคิดว่าตานนท์จะมาดูให้แกอย่างนั้นเหรอ ขอโทษทีว่ะแค่บริษัทของพี่นพ ตานนท์คนเดียวก็ดูแลไม่ไหวแล้ว”

            แมททิวถึงกับส่ายหัวให้ผู้ชายบ้านนี้ ทั้งเพื่อนของตัวเองและทั้งมานพพี่เขยของเพื่อน ต่างก็ขยันเปิดบริษัทขยายงานกันดีจริง ๆ บอกได้คำเดียวว่าสงสารหลานชายตัวน้อยอย่าง อานนท์ บรรณวัตร ที่มองเห็นการณ์ไกลเลยว่า ต้องแบกรับภาระมากแค่ไหนเมื่อโตขึ้นมา

            คำพูดของเพื่อนรักทำให้อิริคถึงกับหยุดคิดตามไปด้วย นั่นสิเขาจะทำอะไรกันเยอะแยะมากมาย สุดท้ายแล้วจะมีใครมาสืบต่อกิจการของเขากัน ส่วนแมททิวนั้นเห็นอิริคทำหน้านิ่งคิด จึงได้ถือโอกาสตอกย้ำเข้าไปอีก

            “แล้วไอ้ที่แกไม่ยอมกลับบ้านนั่นก็อีกเรื่อง ชอบไปค้างที่คอนโดฯ น่ะ พี่เอลลีนเขาก็เป็นห่วง ถ้าแกเกิดไม่สบายขึ้นมาจะทำยังไง นอนแห้งตายอยู่ในห้องก็ไม่มีใครรู้กัน”

            “ไอ้แมท!!! แกแช่งฉันเหรอ” อิริคถึงกับตาวาว หันมาทำเสียงดังใส่เพื่อน

            “ไม่ใช่ฉันนะโว้ย นี่ฉันจำคำพูดพี่สาวแกมาเลยนะ เอาเป็นว่าพี่สาวแกเขาเป็นห่วงแกมาก จนต้องให้ฉันมาช่วยพูดนี่ล่ะ เพราะเขาบอกว่าเขาพูดกับแกจนปากเขาน่ะจะฉีกไปถึงรูหูแล้ว ไอ้น้องเวรก็ยังไม่ยอมฟัง”

            “ไอ้ประโยคหลังนี่ไม่ใช่จากพี่สาวฉันมั้ง”

            “ฮ่าฮ่า เออฉันพูดเอง” แมททิวยิ้มกว้างยอมรับแต่โดยดี

            “เออ เอาเป็นว่าฉันขอบใจ เดี๋ยวฉันจะเก็บไปคิดดูแล้วกัน” อิริคพูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกจากร้านไปทันที อย่างไม่สนใจเสียงโวยวายของเพื่อนรัก ที่ทั้งเรียกทั้งต่อว่าดังตามหลังมาเพราะจู่ ๆ คิดจะไปก็ไปเสียเฉย ๆ อย่างนั้น

            อิริคตั้งใจจะเดินออกไปลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า ซึ่งต้องเดินผ่านร้านอาหารก่อนจะถึงทางออก แต่ระหว่างที่กำลังเดินผ่านร้านนั้น พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเข้ากับสองสาวที่เดินควงแขนกันเมื่อสักครู่นี้ กำลังนั่งรับประทานอาหารกันอยู่ในร้าน กำแพงกระจกใสไม่อาจปิดกั้นสายตาได้ รอยยิ้มบนใบหน้าสวยใสของหญิงสาวช่างชวนมอง แต่สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มนั้นถึงกับจ้องมองตาไม่กะพริบ นั่นคือใบหน้าเรียวสวยของหญิงสาวที่กำลังขยับปากเอื้อนเอ่ยอยู่ เป็นใบหน้าเดียวกับที่อยู่ในความคิดของเขามาโดยตลอด ตั้งแต่เหตุการณ์ในคืนวันฝนตกที่ชายทะเลชะอำ คนที่ฝากรอยฝ่ามือเอาไว้บนใบหน้าของเขา... คือเธอคนนี้ล่ะ...เขาจำได้ไม่เคยลืม แต่สิ่งที่เขาเพิ่งจะรู้ นั่นคือเธอเป็นสาวรักสาวอย่างนั้นหรือ? เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ อิริคก็เริ่มมีความคิดเดียวกับแมททิวขึ้นมาเสียแล้วสิ นั่นคือ..เสียดายว่ะ..

ความคิดเห็น