สามกันยา

ขอบคุณที่รักกัน ❤

ตอนที่ ๕๙ ยางนาคืนถิ่น

ชื่อตอน : ตอนที่ ๕๙ ยางนาคืนถิ่น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.6k

ความคิดเห็น : 61

ปรับปรุงล่าสุด : 26 พ.ค. 2560 14:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 600
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ ๕๙ ยางนาคืนถิ่น
แบบอักษร



​แม้จะเคยลั่นวาจาไว้แต่ต้นว่าจะไม่นอนพักเป็นอันขาด แต่เมื่อผู้พันต่อตระกูลขอตัวกลับหลังจากที่ได้แกล้งเขาจนหนำใจแล้ว ดำเกิงก็หลับเป็นตายอยู่บนเก้าอี้นวมตัวยาวภายในห้องพักสุดหรูของโทน

ก่อนนี้ไม่นาน คนหวงเมียอดตาหลับขับตานอนเพื่อเฝ้าขมิ้นไว้ ไม่ยอมให้ไอ้ตำรวจจอมชีกอเข้ามายุ่มย่ามกับเธอได้ แต่เมื่อเขาเล่นหูเล่นตากับขมิ้นได้ไม่ถนัด ต่อตระกูลก็หันมาแกล้งหนุ่มบ้านนาที่นั่งแยกเขี้ยวขู่ฟ่อ ๆ อยู่ข้างหญิงสาวแทน

‘กล้ามใหญ่ดีนะเรา ดูแน่นเต็มเสื้อดีจริง ๆ’ คนอารมณ์ขันเอ่ยเย้าพร้อมทำสายตาวิบวับส่งไปยังดำเกิง ทำให้คนที่จริงจังเรื่องความเป็นชายถึงกับขนลุกซู่

ชายหนุ่มจำได้ว่าครั้งแรกที่มองเข้ามาในห้อง เขาเห็นต่อตระกูลนอนเอกเขนกอยู่บนเตียงนอนของโทนอย่างกับคนที่สนิทสนมลึกซึ้งกัน

ผู้ชายสองคนอยู่ในห้องกันสองต่อสองแบบนี้ ร...หรือว่า...อา ไอ้โทนเปลี่ยนไป

‘ตัวก็สูง บ่าก็กว้าง สนใจเป็นนายแบบไหม พี่มีเพื่อนที่ขายกางเกงในผู้ชายอยู่คนหนึ่ง จะลองฝากให้’

ชายหนุ่มมัวแต่ครุ่นคิดถึงความน่าจะเป็นที่ว่าต่อตระกูลมีรสนิยมรักชายจนไม่ทันระวังตัวว่านายตำรวจใหญ่ได้เดินเข้ามาใกล้ตัวเขาทางด้านหลัง กระทั่งมือแกร่งของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จับหมับเข้าที่ไหล่แล้วลูบไล้ลงไปถึงกลางหลัง ทำให้คนใจลอยสะดุ้งโหยง ลุกจากเก้าอี้นวมแล้วหันกลับไปปล่อยหมัดหมายจะต่อยหน้าคนที่มาคุกคาม แต่ทว่าต่อตระกูลที่ระวังตัวอยู่ก่อนสามารถรับมือของเขาไว้ได้ทัน

‘แน้ ดุซะด้วย’ คนกวนบาทาเย้าต่อ จากนั้นจึงหันไปพูดกับขมิ้นด้วยสีหน้าจริงจัง ปราศจากความเจ้าชู้ว่า ตอนนี้เธอโชคดีที่ได้แต่งงานกับดำเกิง ดูเขาจะรักและหวงเธอมาก อีกอย่างคนหนุ่มก็มีไฟมากพอที่จะปกป้องเธอได้ แต่สำหรับอนาคตนั้นควรจะเผื่อใจไว้ด้วยว่าลูกในท้องอาจจะได้เลือดมุทะลุของพ่อไป ‘ดูสิ แค่หยอกนิดหยอกหน่อยก็ของขึ้นเสียแล้ว หัดใจเย็นลงหน่อยก็ดีนะ การจะเป็นพ่อคนมันต้องมีอะไรมากกว่านี้...’ ความตอนท้ายเขาหันไปบอกดำเกิงก่อนจะดึงมือของคนหนุ่มไปจูบเสียงดังจ๊วบแล้วจึงหันไปบอกโทนที่นั่งมองเหตุการณ์ว่าจะกลับแล้ว ‘ไว้ว่าง ๆ จะพาแก้วไปหา’

ทิ้งท้ายไว้เพียงนี้ก็เดินดุ่ม ๆ ออกจากห้อง ทิ้งให้คนที่ถูกแกล้งจนวินาทีสุดท้ายเช็ดหลังมือเข้าที่ชายเสื้อเชิ้ตอยู่หมับ ๆ  

‘บักห่าคั่วมึงเอ๊ย’ ดำเกิงสบถขณะจ้องมองประตูห้องที่ปิดตามหลัง ต่อตระกูลด้วยสายตาอาฆาต

ถ้ามึงไปโผล่หน้าแถวบ้านกูเมื่อไหร่ มึงกลายเป็นศพแน่ !


ขมิ้นที่เพิ่งอาบน้ำแต่งกายเสร็จเดินมาใกล้เก้าอี้ยาวที่สามีรูปหล่อของเธอนอนหลับอยู่ ว่าที่คุณแม่ย่อกายนั่งลงที่พื้น มองสำรวจสันกรามคมคายซึ่งเป็นบริเวณที่ถูกผึ้งต่อย พบว่ามีเพียงรอยแดงจาง ๆ หลงเหลือไว้ หญิงสาวป้ายยาหม่องที่อวดสรรพคุณว่าทาแล้วไม่แสบร้อนซึ่งเธอพกติดกระเป๋ามาด้วย นำไปทาเบา ๆ ตรงรอยนั้นแล้วโน้มตัวไปเป่าฟู่ ๆ อย่างอ่อนโยน เสร็จจากนั้นก็นำเสื้อกันหนาวที่หยิบออกมาจากเป้วางทับหน้าท้องของคนที่กำลังหลับใหลไว้ลวก ๆ เพื่อป้องกันมิให้เขานอนสะดุ้ง

หญิงสาวเปลี่ยนมานั่งหันหลังพิงเก้าอี้นวม ยกแขนแกร่งที่วางอยู่ข้างกายหนุ่มขึ้นมาพาดที่ไหล่ตนเอง จูบเบา ๆ ที่หลังมือเพื่อลบรอยของพี่ต่อแล้วซบหน้ากับแขนนั้นก่อนจะหลับตาลง แต่ไม่ทันไรเสียง กริ๊ก ซึ่งเป็นเสียงลูกบิดประตูก็ดังขึ้นเมื่อโทนใช้กุญแจไขจากภายนอก

ขมิ้นลืมตามองพี่ชายที่เพิ่งกลับจากการลงไปดูแลความเรียบร้อยของรถเก๋งที่จะใช้เป็นยานพาหนะกลับบ้าน ขณะนี้เหลือเพียงรอให้คำแพงกลับจากที่ทำงานทุกอย่างก็พร้อมสำหรับการเดินทางแล้ว

โทนชูถุงหิ้วที่บรรจุอะไรบางอย่างให้ขมิ้นดูพร้อมกับเดินไปยังโต๊ะกินข้าวซึ่งอยู่ในโซนครัวของห้อง เป็นเชิงว่าเขาต้องการให้หญิงสาวเดินไปหาเพื่อจะได้พูดคุยกันตามประสาพี่น้องที่ไม่ได้พบหน้ากันนาน

ไม่รอช้า ว่าที่คุณแม่ที่เริ่มเอะใจถึงความพิเศษก็ตรงดิ่งไปยังโต๊ะอาหารทันที

ใช่จริง ๆ ด้วย นี่มันข้าวหลามนี่นา

ขมิ้นตาลุกวาว พุ่งตัวด้วยความเร็วสูงเกินมาตรฐานที่หมอกำหนดเป็นระยะปลอดภัยไปคว้าเอาท่อนข้าวหลามที่ปอกเปลือกแล้วมากัดกิน เสียงเยื่อไผ่ที่ห่อท่อนข้าวขาดจากกันเสียงกึ๊ด ๆ

แหม มันช่างอร่อยเสียจนอยากเคล้าหน้าไปกับท่อนข้าวหลามเสียจริง ๆ

 “เบา ๆ หน่อย เดี๋ยวก็ติดคอหรอก” โทนเอ็ดน้องสาวที่กินอาหารมูมมาม ถ้าหากไม่เห็นกับตาเขาคงไม่เชื่อคำที่ดำเกิงบอกว่าเจ้าหล่อนกินเหมือนเป็นยักษ์เป็นมาร

“ไปซื้อมาจากไหนเนี่ย ไม่น่าเชื่อเลยว่าแถวนี้จะมีขาย” หญิงสาวถามพลางเคี้ยวจั๊บ ๆ ตาก็จ้องมองท่อนข้าวเหนียวรสชาติหวานแทนที่จะมองคู่สนทนา เธออยากเคล้าหน้าไปกับท่อนข้าวหลามจริง ๆ นะ

“ซื้อจากแถวนี้แหละ ที่นี่มีคนบ้านเรามาอยู่เยอะ อะไรที่เป็นของกินของพวกเราก็มีขายหมด”

แววตาอ่อนโยนทอดมองน้องสาวที่กำลังจะเป็นคุณแม่อย่างเอ็นดู เห็นน้องมีความสุข เขาก็พลอยสุขใจตามไปด้วย

โทนอดคิดไม่ได้ว่าที่ผ่านมา เขาเป็นพี่ที่ไม่เอาไหน หนีปัญหาที่ตัวเองก่อ ทิ้งให้น้องต้องรับเคราะห์แทน หากว่าดำเกิงที่ขมิ้นต้องแต่งงานด้วยไม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเช่นนี้ เขาคงไม่ให้อภัยตัวเองไปชั่วชีวิตแน่

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ถ้ารายนั้นเขาไม่มีแววว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทางดีได้ ย่านวลก็ไม่สนับสนุนให้ฉันแต่งหรอก” ขมิ้นที่นิ่งฟังความคิดของพี่ชายซึ่งได้ถ่ายทอดออกมาผ่านทางคำขอโทษพูดขึ้นเมื่อเขากล่าวจบ

หญิงสาวบอกว่าเธอเชื่อมั่นในตัวย่านวล เพราะหากย่าคิดว่าแต่งกันไปแล้วดำเกิงจะยังเกเรเหมือนเดิม ท่านก็คงไม่ยอมให้ขมิ้นแต่งด้วยแน่ แค่คำพูดเรื่องภัยพิบัติก็คงใช้กับย่าไม่ได้ มติชุมชนอะไรก็ยิ่งแล้วใหญ่ ไร้สาระ ย่าไม่เชื่อหรอก หรือต่อให้ชาวบ้านเอาช้างมาฉุดดึง ย่านวลก็คงจะกำจัดช้างเหล่านั้นจนหมอบราบคาบ นั่นแหละ ย่าของเธอหละ

หญิงหม้ายสามีตายที่ดิ้นรนเลี้ยงลูกชายหญิงสองคนมาจนโต แต่ไม่ทันไรลูกทั้งสองก็มาด่วนจากไปอีก เหลือแค่หลานตาดำ ๆ อีกสองชีวิตที่คอยเป็นกำลังใจให้นางอยู่รอดมาจนวันนี้...

“จริงสินะ...” โทนเริ่มคลายความรู้สึกผิดลงบ้าง แต่ลึก ๆ ในใจชายหนุ่มก็ยังคงคิดหาหนทางสำหรับชีวิตในวันหน้า เขาเอาเปรียบผู้หญิงที่เขารักมานานเกินพอ ทั้งยายนวลที่ต้องแบกรับความคิดถึงและต้องทนฟังคำส่อเสียดจากชาวบ้าน ทั้งขมิ้นที่ต้องรับภาระทุกอย่างแทนพี่ชายผู้ไม่เอาไหน และสุดท้าย คำแพงที่หนีพ่อเพื่อตามเขามาเผชิญโชคในเมืองที่ไม่ใช่ที่ของพวกเขา...

...คงถึงเวลาแล้วที่ยางนาพลัดถิ่นผู้หมุนติ้วมาตกลงบนพื้นปูนจะกลับไปหยั่งรากลงบนผืนแผ่นดินเดิมที่เคยเนา...


คำแพงที่ถูกตามตัวไปสะสางงานเอกสารกลับมาถึงห้องพักในช่วงค่ำ หญิงสาวแปลกใจไม่น้อยที่พบว่าขมิ้นพาพุงโต ๆ ของเธอมานั่งจัดกระเป๋าอยู่ในห้อง แล้วไหนจะดำเกิงที่นอนหลับอยู่บนเก้าอี้ยาว อะไรกันนี่ นึกว่าจะต้องกลับมาเก็บกระเป๋าให้โทนแล้วนั่งรถไปที่ขนส่งเสียอีก

“มัวยืนพะงาบอยู่นั่นแหละ รีบไปอาบน้ำเร็วเข้า จะได้พาน้องไปกินข้าวแล้วออกเดินทางกัน” โทนพูดหยิกแกมหยอกแฟนสาวที่ทำท่าตกตะลึงอย่างเกินพอดี เตือนสติให้เธอไปอาบน้ำเปลี่ยนชุด จะได้สบายตัว แต่คำแพงไม่ว่าตาม เธอวางกระเป๋าถือลงข้างเท้าแล้วปรี่ไปจับท้องของขมิ้นอย่างสนใจ

“กี่เดือนแล้ว?” ปากถามมือก็สัมผัสแผ่วเบา เธอบอกตัวเองว่า ข้างในนี้มีหลาน !

“ห้าเดือนแล้วจ้ะ” ขมิ้นเองก็หยุดมือที่กำลังพับผ้าเช็ดตัว หันมาลูบครรภ์ของตนเองเช่นกัน

ทั้งสองลูบมือไปมาคล้ายไม่เคยพบเห็นการตั้งครรภ์

บัดนี้ ลูกสุดที่รักของดำเกิงกลายเป็นของเล่นของแม่ขมิ้นและป้าคำแพงไปเสียแล้ว...


การเดินทางกลับบ้านโนนยางนาเริ่มขึ้นหลังจากที่พระอาทิตย์ตกดินเพียงไม่นาน ภายในรถเก๋งคันงามที่กำลังแล่นฉิวบนถนนมีหนุ่มสาวสองคู่นั่งสนทนาเรื่องสัพเพเหระตามประสาคนที่ไม่ค่อยได้คุยกัน โดยที่นั่งหลังพวงมาลัยรถมีโทนเป็นพลขับ ชายหนุ่มอาสาทำหน้าที่นี้ทันทีที่ได้เห็นขอบตาคล้ำ ๆ ของผู้เป็นน้องเขย เขานึกไม่ออกเลยว่าดำเกิงจะต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนจึงพาขมิ้นกับลูกในท้องเดินทางมาถึงเมืองหลวงได้อย่างปลอดภัย

"หลับไปซะแล้ว ถึงว่าสิ เงียบเสียงไปนาน" คำแพงที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือเอ่ยขึ้นเบา ๆ หลังจากที่เธอหันกลับไปดูตรงเบาะหลังแล้วพบว่าคู่สามีภรรยาที่เดินทางมาไกลนั้นเอนกายอิงแอบซบอกกันแล้วหลับไป

"ปล่อยให้พักเถอะ คงจะเหนื่อย" โทนพูดเพียงเท่านั้นก็เงียบไป เขาพอจะนึกภาพออกว่าก่อนที่ขมิ้นกับดำเกิงจะเดินทางมากรุงเทพฯ ทั้งสองนั้นต้องวุ่นวายแค่ไหน ทั้งต้องเฝ้าไข้ยายนวล ทั้งต้องดูแลกิจการงานที่บ้าน แล้วนี่ยังต้องมาตามตัวคนไกลอย่างเขาอีก วิ่งวุ่นขนาดนี้ ถ้าไม่เหนื่อยสิถึงจะน่าแปลกใจ

"ไม่น่าเชื่อเลยเนอะว่าคู่นี้จะโคจรมาเจอกันได้ ครั้งล่าสุดที่เจอ พี่ดำยังแขวะเรื่องฐานะของขมิ้นอยู่เลย เผลอแป๊บเดียว ได้แต่งงานกันซะแล้ว" คำแพงพูดพลางหรี่เสียงเพลงที่เปิดไว้เป็นเพื่อนระหว่างเดินทาง "แถมตอนนี้ก็มีเบบี๋กันแล้วด้วย"

โทนระบายยิ้มกับประโยคท้าย คิดแล้วเชียวว่าพุงโต ๆ ของขมิ้นจะต้องมีผลต่อคำแพง ชายหนุ่มเลือกที่จะเงียบแล้วรอดูว่าคนข้าง ๆ จะว่าอย่างไรต่อ

"พี่่โทน..." คำแพงเรียกชื่อเขาเสียงออดอ้อน อยากบอกเขาว่าเธออยากแต่งงาน แต่ก็เกรงว่าจะไม่เหมาะ เพราะขณะนี้บุพการีของเขาก็ล้มป่วยอยู่...ส่วนครั้งก่อน ๆ ที่คิดจะพูดก็ต้องอดไปเพราะไม่มีเงินมากพอที่จะกลับบ้านไปพูดคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่...เฮ้อ

เอาเถอะ อยู่กันไปอย่างนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอก

"อะไร เรียกแล้วก็ไม่พูด" เจ้าของชื่อท้วง

"เปล่า ไม่มีอะไร" ท้ายที่สุดเธอก็เลือกทางเดิม นั่นคือไม่พูดออกไป แม้สาเหตุจะต่างจากเดิม แต่ผลก็คือไม่ได้บอกความต้องการภายในใจ เฮ้อ ไม่เป็นไร อยู่กันไปอย่างนี้ก็ไม่เป็นไรหรอก

"แน่ใจนะ?"

"อือ..." ตอบไปอย่างนั้น แต่ความจริงในใจสาวกลับร้องตะโกนว่าเธออยากแต่งงาน ได้ยินไหมว่าอยากแต่งงาน ตาบื้อเอ๊ย !


การเดินทางสิ้นสุดลงในช่วงรุ่งสางของวันใหม่ ฝนที่ตกลงมาเมื่อช่วงที่เข้าสู่จังหวัดบ้านเกิดยังคงโปรยเม็ดกระทบกระจกหน้ารถอยู่อย่างต่อเนื่อง ป้ายชื่อหมู่บ้านโนนยางนาที่ทางอำเภอนำมาตั้งใหม่ยืนตระหง่านอยู่ข้างถนนเข้าชุมชน สร้างความแปลกหูแปลกตาให้กับคู่หนุ่มสาวที่จากบ้านไปนานยิ่งนัก

...อะไร ๆ ก็เปลี่ยนไปหมด

โทนที่ขับรถมายังบ้านกระท่อมเริ่มไม่แน่ใจว่าตนเองมาถูกทาง บ้านของเขาหายไปไหน แล้วนี่มันห้องแถวของใครกัน ดูซิ มีกำแพงล้อมไว้เสียดิบดี สงสัยว่าจะเลี้ยวผิดแยกเสียแล้วสิเรา

ขณะที่กำลังชั่งใจว่าจะปลุกดำเกิงมาถามดีหรือไม่ พลันสายตาคมก็ไปหยุดอยู่ที่ร่างของใครบางคนที่ยืนก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ข้างกำแพง

"ฝนตกแบบนี้ ใครนะออกมายืนตากฝนแต่เช้า" คำแพงพึมพำเมื่อแสงไฟหน้ารถส่องใส่ร่างผอมบาง จะว่าคุ้นก็คุ้นอยู่ แต่คนที่เธอรู้จักนั้นมีเนื้อหนังมากกว่านี้หลายเท่านัก อา รึว่า...

"พ...พ่อ!?" เสียงหวานครางออกมาอย่างยากลำบาก เหมือนถูกฟ้าผ่ากลางศีรษะเมื่อคิดว่าชายร่างผอมผู้นั้นคือบิดาที่เธอทอดทิ้งมานาน

ฝ่ายคนที่ตื่นแต่เช้าเพื่อมารอรับลูกสาวซึ่งคาดว่าน่าจะกลับมาพร้อมโทนนั้นก็หรี่ตามองรถที่แล่นเข้ามาใกล้รั้ว มือเหี่ยวย่นลูบน้ำฝนออกจากใบหน้า รอดูว่าคนในรถจะใช่พวกดำเกิงกับขมิ้นอย่างที่คาดไว้หรือไม่ 

ตั้งแต่ที่ได้ข่าวว่าหนุ่มสาวจะไปตามตัวโทนที่กรุงเทพฯ พ่อเฒ่าที่ป่วยเป็นไข้ใจมานานปีก็พลอยมีแรงใจขึ้นมา เทียวมาถามข่าวคราวเสียจนแสบกับแสนที่อยู่เฝ้าบ้านเอือมระอาไปหมด นี่ก็ตีห้าแล้ว เจ้าเด็กหนุ่มยังไม่ตื่นกันอีกรึ นอนกินบ้านกินเมืองเสียจริงเด็กสมัยนี้

แต่ไม่เป็นไร จากนี้ไปคงไม่ต้องถามใครอีกแล้ว เขาเชื่อว่าคำแพงต้องกลับมาด้วยแน่ ๆ แม้จะมองไม่ค่อยเห็นอะไร เนื่องจากแสงไฟส่องตา แต่ความรู้สึกและสัญชาตญาณของคนเป็นพ่อก็บอกว่าใกล้จะได้พบหน้าเด็กน้อยผู้เป็นดวงใจของตนแล้ว

คำแพงเอ้ย กลับมาหาพ่อ กลับมาอยู่บ้านเราเถิดหนา...


###


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น