-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 35

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 27.3k

ความคิดเห็น : 130

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ค. 2560 22:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 700
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 35
แบบอักษร

35

ในคืนนั้น...

หนิงลี่ฝันเห็นเรื่องราวเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้นทุกคืน ช่างน่าประหลาดยิ่งนักที่ในคืนนี้ไม่เหมือนกับคืนก่อนๆ หนิงลี่เห็นหน้าชายแปลกหน้าชัดขึ้นยิ่งกว่าเก่า ความโหดเหี้ยม ความทารุณ ยิ่งกว่าเก่าเป็นเท่าตัวนัก ใบหน้าเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อกาฬ ร่างโปร่งดีดดิ้นไปมาอย่างไม่รู้ตัว ริมฝีปากขบเม้มกัดกันแน่น ฝ่ามือขยุ้มไปที่ผ้าห่มผืนหนาจนมันแทบขาดติดมือ

ในความฝันนั้นนอกจากเรื่องราวในสนามรบแล้ว หนิงลี่ยังเห็นตัวเองถูกแทงจนบาดเจ็บสาหัสและถูกพลักตกลงไปในน้ำ ร่างที่ได้รับบาดเจ็บตะเกียดตะกายขึ้นเหนือผิวน้ำเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด ครั้นพอเห็นตัวเองจมลงไปครั้งหนึ่ง ก็เห็นตัวเองที่เป็นเด็กน้อยโผล่จากน้ำที่เย็นยะเยือกจนถึงกระดูก

มันเป็นความฝันที่สะเปะสะปะนัก ไม่ค่อยปะติดปะต่อเรื่องราวแต่อย่างใด

กลางดึกในคืนเดียวกันนั้นหนิงลี่ตื่นขึ้นมาท่ามกลางเปลวเทียนสว่างจ้า บัดนี้มันเหลือแค่เพียงครึ่งเล่ม รอวันที่จะมอดหมดไปในอีกไม่กี่ชั่วยาม

คนความจำไม่ดีชั่วคราวไม่กล้าที่จะนอนหลับเหมือนเดิมแต่อย่างใด ด้วยกลัวว่าจะฝันถึงเรื่องเดิม จึงได้ลุกขึ้นมาอ่านหนังสือในยามดึกจนถึงเช้า

ถึงแผลในร่างกายจะหายแล้วแต่ฉู่หนันเฟยยังคงให้หมอหลวงมาตรวจอาการปกติ อาทิตย์ละครั้ง วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ต้องถูกรักษาโดยหมอหลวงเฉิน...ไม่นานหลังจากตรวจเสร็จหมอหลวงก็หยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากย่าม มันเป็นห่อยาสีขาวที่หนิงลี่ไม่พึงประสงค์ยิ่งนัก

“นี่ข้าต้องกินยานี้อีกแล้วหรือ”

หนิงลี่นึกเบ้หน้าให้กับความไม่ชอบ ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ยังไม่ชอบรสชาติของมันอยู่ดี

หมอหลวงเฉินยิ้มแผ่วให้ “ไม่ต้องห่วงยานี้มันเป็นแค่ยาบำรุงเพื่อรักษาร่างกายให้แข็งแรง ส่วนยาที่เคยให้เจ้ากินบ่อยครั้งนั้น คงไม่ได้เห็นมันอีกแล้ว”

คนฟังถึงกับยิ้มกว้างทันทีที่หมอหลวงพูดจบ

ดี! ช่างดียิ่งนัก!

หากต้องทนกินมันอีกมีหวังคงต้องแอบเอาไปโยนทิ้งแน่!

หนิงลี่ไม่อาจทนฝืนได้อีกแล้ว จึงได้แสดงสีหน้าอย่างชัดเจน จนหมอหลวงเฉินถึงกับส่ายหน้าในความเจ้าเล่ห์...เขาได้ตรวจหนิงลี่มานานนับเดือน การสนทนาระหว่างหมอหลวงกับคนไข้ก็พอมีอยู่บ้าง บ่อยครั้งที่เขาต้องมานั่งตอบคำถามด้วยความใคร่รู้ในเรื่องการรักษาของอีกฝ่าย ทั้งการฝังเข็มและสรรพคุณของยา ยกเว้นก็แต่ตัวยาที่ได้มาจากต่างแคว้น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจตอบได้ว่ามันยาเพื่อทำให้หลงลืมชั่วคราว

หมอหลวงเฉินไปแล้ว ผู้เข้ามาใหม่ก็คือฉู่หนันเฟยที่ก้าวฉับๆ เข้ามาในห้อง มันเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วที่ทุกวันฉู่หนันเฟยต้องมาหาหนิงลี่เพื่อสนทนาในเรื่องต่างๆ ยกเว้นก็เสียแค่ว่าวันไหนมีภารกิจไม่อาจมาได้ หากว่ามีเวลาเมื่อใดสถานที่ที่จะหาองค์ชายรองแห่งแคว้นฉู่ได้ก็คือเรือนที่พักของหนิงลี่เท่านั้น

“สีหน้าเจ้าช่างสูบเซียวนัก ข้าสมควรลงโทษหมอหลวงที่ดูแลเจ้าไม่ดี”

ยามที่ได้เห็นหน้าหนิงลี่ที่ดูไม่มีชีวิตชีวาดั่งเมื่อวันก่อน ทำเอานึกอยากลงโทษหมอหลวงซะให้เข็ดหลาย ไหนว่าไม่ได้เป็นอะไรใยถึงดูมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก

คนถูกถามลุกขึ้นจากเตียง ไม่รู้ว่าองค์ชายรองผู้นี้พูดจริงหรือพูดเล่น จึงเท้าความไปว่า...

“องค์ชาย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับหมอหลวง เป็นข้าที่นอนไม่หลับต่างหากเล่า”

ฉู่หนันเฟยเลิกคิ้ว เดินตามหนิงลี่ที่หยิบหนังสือเดินออกไปด้านนอก

“เหตุใดจึงนอนไม่หลับ”

หนิงลี่หยุดเท้าเดิน ดวงตาทั้งสองข้างหลุบต่ำลงกับพื้น ตอนนี้ความฝันก็ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ มันอาจเป็นความจริงที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง เพียงแค่ว่าตอนนี้ยังจำไม่ได้เท่านั้น...เรื่องไหนเกิดขึ้นก่อน เรื่องไหนเกิดขึ้นหลัง หนิงลี่ไม่อาจรู้ได้ จึงต้องปล่อยวางให้มันเป็นไปตามสัญชาติญาณของตัวเอง

“แค่...ฝันร้าย”

ตอบเพียงแค่นั้นก่อนจะเดินก้าวไปข้างหน้าแล้วไม่พูดเรื่องนี้อีก

ภารกิจที่หวางมู่ได้รับคือการสืบเสาะหาผู้เป็นพระสนม และให้รองแม่ทัพคอยขารักขาองค์ฮ่องเต้ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือฉู่หนันเฟย องค์ชายรองแห่งแคว้นฉู่

หวางมู่จำได้ว่าองค์ชายผู้นี้เคยไปร่วมงานเลี้ยง ในงานวันนั้นไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ แค่มาเยือนแคว้นแล้วก็กลับ ไม่คิดเลยว่าพระสนมลี่จะมาเกี่ยวพันด้วยเช่นนี้...การติดตามฉู่หนันเฟยไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ถึงอีกฝ่ายจะมีชื่อเสียงด้านการเล่นสนุก ไม่ค่อยดูเอาการเอางาน แต่ฝีมือกลับไม่เป็นสองรองใคร รอบด้านมีแต่องครักษ์ฝีมือเยี่ยมคอยพรางตัวคุ้มกัน ทำให้การติดตามตัวเป็นไปได้ยากยิ่ง

แม่ทัพใหญ่ติดตามจนไปถึงที่พักแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง และอยู่ห่างจากราชวังไม่ไกลนัก ช่างน่าแปลกประหลาดที่เรือนหลังนั้นกลับถูกคุ้มกันอย่างหนาแน่น ราวกับว่ากำลังซ่อนสิ่งหนึ่งเอาไว้ หวางมู่ไม่ได้แอบลอบเข้าไปในเรือนที่เหมือนถูกปิดตาย แต่กลับเลือกที่จะติดตามหมอหลวงที่เพิ่งเดินออกมา

หวางมู่ฉลาดมากพอที่จะซ่อนตัวอยู่ในเงามืด รอคอยให้หมอหลวงเฉาอยู่แต่งเพียงผู้เดียวจึงได้กลายเป็นอาคันตุกะที่ไม่ได้รับเชิญ บุกเข้าไปในห้องยามวิกาล ด้วยเรือนของหมอหลวงไม่มีทหารคุ้มกันมากนัก ผู้ลักลอบจึงสามารถลอบเข้าไปได้โดยง่าย

หมอหลวงเฉาที่เห็นชายใส่ชุดดำ ความตื่นกลัวที่จะถูกฆ่าจึงได้สารภาพซะจนหมดเปลือก ว่าผู้ที่อยู่ด้านในคือคนที่องค์ชายรองฉู่หนันเฟยช่วยเหลือขณะที่กำลังเดินทางกลับจากแคว้นเว่ย พามารักษาได้ร่วมเดือนแล้ว ชายผู้นั้นชื่อว่าหนิงลี่ นอกนั้นหมอหลวงเฉาไม่อาจตอบได้ว่าเป็นใครมาจากไหน รู้แค่ว่าเพื่อเพื่อช่วยชีวิตชายผู้นั้นจึงต้องให้กินยาหลงลืมความทรงจำชั่วครู่

ครั้นพอทราบถึงความจริงหวางมู่จึงพึงพอใจก่อนที่จะกระโดดลอยตัวไปที่หลังคาอีกฝั่ง โดยไม่ลืมทิ้งท้ายเอาไว้อีกว่าหากหมอหลวงเฉาเอาความในคืนนี้ไปแจ้งกับทางการจะตามมาเอาชีวิตถึงที่ พอหลังจากข่มขู่จนมั่นใจได้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางเอาเรื่องในคืนนี้แพร่งพรายออกไปแน่ จึงได้หายวับไปกับความมืด...หมอหลวงเฉาถึงกับเข่าอ่อนในทันที ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ

“ฝ่าบาท ผู้ที่อยู่ในเรือนนั้นเป็นพระสนมลี่แน่แท้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

หวางมู่นำรายงานนั้นมามอบให้แด่องค์จักรพรรดิที่รอยู่ในโรงเตี้ยมเล็กๆ

ในเวลานี้องค์ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นฉิน เป็นเพียงแค่พ่อค้าเร่ ไม่อาจพำนักในโรงเตี้ยมหรูหราได้ ด้วยเกรงว่าจะกลายเป็นที่น่าสงสัยได้

จากการให้การของพ่อค้าที่มีนามว่าตวงอี้ เขาได้เป็นญาติกับผู้ติดตามหมอหลวงเฉินที่ชื่ออาตง ความบังเอิญหรือเป็นโชคชะตา เขาได้รู้จักกับทหารในวังที่อยู่ในเหตุการณ์การลอบปลงพระชนต์พระสนมลี่ หลังจากเกิดเหตุครั้งใหญ่ได้ไม่นานนัก ตวงอี้ที่ได้นัดเจอเพื่อค้าขายผ้าให้แก่นางกำนัลที่อยู่ในวัง เห็นความวุ่นวายจึงได้ถามด้วยความสงสัย นายทหารจึงได้พลั้งปากพูดและกำชับว่าห้ามไปบอกเรื่องนี้กับใคร มิเช่นนั้นหัวจะหลุดจากบ่า

ตวงอี้จึงได้ตกปากรับคำเป็นอย่างดีและหลงลืมคำที่เคยได้ยินไปเสียสิ้น ด้วยเกรงว่าจะมีชีวิตหาไม่ แต่ในขณะที่กำลังเดินทางกลับแคว้นฉู่เพื่อเยี่ยมเยียนบ้านที่จากไปนาน ได้ความจากอาตงที่เป็นญาติสนิทว่ามีชายผู้หนึ่งที่มาจากแคว้นฉิน พอสอบถามจนรู้แจ้ง จึงนำความนั้นเร่งไปบอกแด่องค์จักรพรรดิ ส่วนหนึ่งแล้วเป็นเพราะอยากได้รางวัล แต่น่าเสียดายนักเพราะรางวัลที่ให้ทหารปากพล่อยกับพ่อค้าเป็นการจับขังคุกเพื่อเป็นการรอลงอาญาเสียได้

หวางมู่อดคิดไม่ได้ว่าถ้าหากไม่มีนายทหารปากมากเร่พูดเรื่องในวังหลวงให้คนนอกได้รู้ บางทีอาจจะไม่ได้ข่าวคราวของพระสนมผู้หายสาปสูบในกระแสน้ำ

ครั้นได้ฟังรายงานจากหวางมู่แล้ว รองแม่ทัพแห่งเขตชายแดนทางเหนือจึงได้ออกความเห็นบ้าง

“ฝ่าบาท ให้ข้านำกองทัพเตรียมออกรบหรือไม่”

ผู้ฟังยกมือห้ามไม่ให้หวงอี้ชิงทำการอุกอาจ ไม่จำเป็นที่จะต้องนำทัพออกศึกในตอนนี้ ตามที่หวางมู่ได้รายงานมานั้นองค์ชายรองฉู่หนันเฟยไม่ได้คิดร้ายต่อแผ่นดินเสียนหยาง เขามั่นใจว่าฉู่หนันเฟยต้องล่วงรู้ถึงฐานะของคนที่เข้าช่วยเหลือ เขายังคงจำได้ถึงสายตาที่อีกฝ่ายใช้มองหนิงลี่ในงานเลี้ยงคืนวันฉลองที่แคว้นฉิน แววตานั่นสอดถึงความอยากรู้อยากเห็นและความพึงใจพอสมควร

ฉู่หนันเฟยคือผู้ที่ช่วยเหลือหนิงลี่มาจากความตายจริง หากเป็นเช่นนั้นจริงใช่ว่าหนิงลี่จะหลงรักฉู่หนันเฟยเข้าให้หรือ?!

บางทีฉู่หนันเฟยจอมเจ้าเลห์นั่นอาจใช้โอกาสนี้พิชิตใจ

ฉู่หนันเฟย...บางทีข้าคงต้องขอเจรกับท่านด้วยความรุนแรงเสียแล้ว!

“หาโอกาสเข้าใกล้องค์ชายรองซะ” ซ่งจินเหลียงออกคำสั่ง

“พ่ะย่ะค่ะ”

หวางมูและอี้ชิงน้อมรับคำบัญชา

เมี๊ยว~

หนิงลี่มองเจ้าแมวตัวน้อยที่อยู่บนยอดกิ่งไม้ มันร้องเมี๊ยวๆ มองผู้ที่จดจ้องไม่ต่างกันนัก ท่าทีของมันช่างดูน่าสงสาร เป็นแค่ลูกแมวอายุไม่กี่เดือนแต่กลับกล้าหาญชาญชัยปีนขึ้นไปบนกิ่งไม้ ช่างน่าแปลกนักที่มันสามารถขึ้นไปได้ทั้งที่สูงขนาดนี้ แรมเดือนที่อยู่แต่ในเรือนหนิงลี่ไม่เคยเห็นแมวสักตัว แต่ไยเล่าวันนี้ถึงได้มีเจ้าเหมียวขนสีขาวมาอยู่ตรงนี้ได้

จะช่วยดีหรือปล่อยให้อยู่อย่างนั้น?

เป็นสิ่งที่น่าขบคิดยิ่งนัก หนิงลี่หาได้ใจร้ายไม่ ขึ้นชื่อว่าแมวย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าพวกมันว่องไวขนาดไหน ถึงตอนนี้จะยังลงไม่ได้แต่ด้วยสัญชาติญาณสัตว์ก็ย่อมรู้ตัวหาทางอยู่รอดได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว

“อืม...”

พระสนมผู้ความจำเสื่อมกอดอกเอียงคอมอง

ในระหว่างที่กำลังใช้ความคิดนั้น จู่ๆ ร่างหนึ่งกระโดดลอยตัวไปบนต้นไม้ เขาช่วยเจ้าเหมียวตัวน้อยให้ลงมาได้อย่างปลอดภัย พอสี่ขามาอยู่ตรงพื้นหญ้านิ่ม มันก็รีบวิ่งไปอีกทางทันที

“นี่เจ้าไม่คิดจะช่วยมันหรือ”

ผู้ช่วยไม่ใช่ใครที่ไหนนอกเสียจากฉู่หนันเฟย คนฟังถึงกับเบ้หน้าด้วยความไม่ชอบใจนัก เมื่อสักครู่ได้เห็นวรยุทธ์ขององค์ชายรองแห่งแคว้นฉู่แล้วก็อดนึกหมั่นไส้ไม่ได้ นอกเสียจากมีตำแหน่งเป็นถึงทายาทขององค์ฮ่องเต้ ยังมีวรยุทธ์สูงส่ง หน้าตาก็หล่อเหลา แค่รอยยิ้มเพียงนิดก็ทำเอาหญิงงามทั้งหลายมลายเป็นน้ำเต้าหู้

อย่าให้ข้ามีวรยุทธ์บ้างก็แล้วกัน!

“ท่านมาหาข้าแต่เช้า มิทราบว่ามีเรื่องอันใด”

“ข้าหาเจ้าต้องมีเรื่องด้วยรึ”

องค์ชายรองยังคงเล่นลิ้นไม่ยอมตอบคำถาม ครั้นพอเห็นแววตาของหนิงลี่แล้วจึงต้องเร่งเอ่ย ด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะโกรธเสียก่อน

“ข้าแค่กลัวว่าเจ้าจะเบื่อ ไหนๆ ก็หายป่วยแล้วอยากพาไปเที่ยวเมืองซะหน่อย”

คนฟังหูพึ่งผินมองหน้าคนพูด

ฉู่หนันเฟยนึกขำให้ท่าทีหนิงลี่นัก หากเปรียบอีกฝ่ายเหมือนแมวเมื่อสักครู่ก็คงไม่ผิดมากนัก พอได้มาเจอกับของเล่นที่ถูกใจก็ทำหูตั้งส่ายหางดุกดิกไปมา มันช่างน่าจับเอาไปขังดียิ่ง!

ในตลาดที่ผู้คนเดินคับคั่ง ฉู่หนันเฟยได้ปลอมตัวเป็นชาวบ้าน มีองครักษ์ที่อยู่นอกเครื่องแบบติดตามอยู่ไม่ไกลนัก ดูภายนอกแล้วฉู่หนันเฟยเป็นเหมือนคุณชายที่มาเดินเล่นกับผู้ติดตามมากกว่าสหายสนิท ระหว่างที่เดินอยู่นั้นหนิงลี่มองไปรอบทิศที่มีร้านขายของวางเรียงราย นับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ออกมาเปิดหูเปิดตา ฉู่หนันเฟยใช่เสียจะยอมง่ายๆ ที่ไหนเล่า ร้องขอทีไรก็เอาแต่ห้ามด้วยกลัวว่าแผลจะเปิดเพราะยังไม่หายดี

พอได้ออกมาแล้วก็ช่างสมใจดีจริง ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ดูตื่นตาตื่นใจไปหมด

‘เจ้าเรียกข้าว่าพี่เหลียงสิ’

เหมือนมีเสียงกระซิบข้างใบหู หนิงลี่หันขวับไปทางด้านหลัง ขาที่กำลังก้าวเดินหยุดนิ่งอยู่กับที่ ราวกับว่าได้ยินใครกำลังบอกอะไรบางอย่าง ครั้นพอถูกถามจากคนที่พามาหนิงลี่ก็ส่ายหน้าปฏิเสธ คงคิดว่าตัวเองหูฟาดไปกระมั้ง

เมื่อเดินมาได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดลง ภาพบางอย่างกำลังซ้อนทับกันให้เห็น ที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่ที่นี่...เขาเคยอยู่กับใครคนหนึ่ง พอมองไปรอบๆ ก็เห็นการเล่นปาหี่ของชาวบ้านคละเคล้ากับเสียงหัวเราะ มันสะท้อนอยู่ในหู หนิงลี่ไม่อาจจำได้ว่ามันคือที่ใด พยายามนึกจนปวดสมอง มันทั้งมึนงงจนและเบลอ จนต้องเปลี่ยนมากุมหัวตัวเองเพื่อให้หยุดคิด ไม่เช่นนั้นแล้วก็กลัวว่าหัวจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ

“ช่วยด้วยจ้า! ช่วยด้วย! ขโมย!!”

เสียงร้องหนึ่งดังขึ้นมาจากอีกทิศไม่ได้ไกลนัก คนที่ได้ยินเสียงต่างหันมองเป็นตาเดียว พบว่าหญิงวัยกลางคนนางหนึ่งกำลังร้องห่มร้องไห้เพราะกำลังถูกวิ่งราวจากขโมย มันช่างอุกอาจนักที่มาทำสิ่งที่ไม่สมควรต่อหน้าผู้เป็นองค์ชายรองแห่งแคว้นฉู่ เหล่าทหารองครักษ์ที่รู้งานจึงเร่งทำตามสั่งหลังจากที่มีสัญญาณพยักหน้าให้ไปช่วยเหลือ

ความโกลาหลเกิดขึ้นในชั่วขณะหนึ่งเมื่อจู่ๆ ชาวบ้านก็ต่างพากันมุงสถานที่เกิดเหตุ จนหนิงลี่ที่อยู่ใกล้กับฉู่หนันเฟยเพียงไม่ถึงสามอิงฉื่อ**[16]** เป็นอันต้องล้าลอยหลังเพราะโดนเบียดเสียด กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่อยู่ไกลกันเสียแล้ว

เขาไม่ใช่หญิงสาว ไม่จำเป็นต้องร้องตะโกนเรียกให้คนช่วย แค่พลัดหลงกันก็สามารถกลับได้สบายอยู่แล้ว...พอคิดได้ดังนั้นหนิงลี่จึงไม่ได้ใส่ใจนัก

ขณะที่กำลังก้าวเดินก็ต้องหยุดเป็นครั้งที่สาม

บุรุษงดงามผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านหน้า

ราวกับต้องมนต์สะกด หนิงลี่ไม่อาจเบือนหน้าหนีไปมองทางไหนได้ รอบด้านที่มีผู้คนรายล้อมอยู่มาก แต่บุรุษตรงหน้ากลับตราตรึงใจยิ่งกว่าหลายเท่านัก

คุ้นหน้าเหลือเกิน...

ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในอกด้านซ้าย หนิงลี่หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ ขอบตาก็เรื้อไปด้วยหยาดน้ำสีใส มันไม่อาจห้ามความรู้สึกที่ตื้นตันใจได้เลยสักนิด เขาเดินเข้ามาใกล้จนหนิงลี่ต้องเป็นฝ่ายเงยหน้ามอง ร่างกายนั้นถูกโอบกอด ท่ามกลางผู้คนที่สันจร...และผู้ที่กำลังมองอยู่ไม่ไกลนัก

“ข้ามารับเจ้ากลับวัง พระสนมของข้า”





----------

TAKE

ติมาได้จ้า เทครับฟังทุกคำติเน่อ แต่อย่าหายไปเป็นพอ คำติเทคนี่บ่หยั่น แต่ถ้าคนหายไปนี่เทคค่ตเสียใจเลยอ่าาา

ส่วนชายเฟยน้านน นางคิดอะไรกับอาลี่อะป่าว อืมม จะว่าไงดี ก็เกือบๆ คิดอะ แต่ชายซ่งมาก่อน เลยต้องถอยไปตามสเต็ปพระรองที่มาเป็นตัวประกอบ ฮ่าๆ


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น