สามกันยา

ขอบคุณที่รักกัน ❤

ตอนที่ ๕๗ ออกเดินทาง [ ดำเกิง & ขมิ้น ]

ชื่อตอน : ตอนที่ ๕๗ ออกเดินทาง [ ดำเกิง & ขมิ้น ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.8k

ความคิดเห็น : 47

ปรับปรุงล่าสุด : 21 พ.ค. 2560 15:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ ๕๗ ออกเดินทาง [ ดำเกิง & ขมิ้น ]
แบบอักษร



เมื่อเวลาผ่านพ้นไป บ้านหลังใหม่ของขมิ้นก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เช่นเดียวกับสรีระของว่าที่คุณแม่ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

พุงโต ๆ ของเธอมาพร้อมกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เร็วชนิดที่ไม่ให้เวลาเตรียมใจ คนท้องเจริญอาหารอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งมีสามีคอยตามใจ เธอก็ยิ่งสุขสบายราวกับเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ อยากกินอะไรก็ได้กิน ดำเกิงจ่ายไม่อั้นอยู่แล้ว

ก็ถ้าเป็นของที่ใช้เงินซื้อได้มันก็ดีอยู่หรอกนะ แต่บางทีว่าที่คุณแม่ก็อยากกินของแปลก ๆ ที่เงินไม่อาจบันดาลได้ อย่างเช่น...น้ำผึ้งที่อยู่ในรวงนั้น

ดำเกิงแหงนคอตั้งบ่ามองรังผึ้งที่ติดอยู่กับกิ่งมะม่วงสูง เขาไม่รู้ว่าขมิ้นผ่านมาทางนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ สาวเจ้าถึงได้รู้ได้เห็นว่าตรงนี้มีผึ้งมาทำรัง จนทำให้ ‘ลูก’ ที่ยังอยู่ในครรภ์เกิดอยากกินน้ำผึ้งขึ้นมา

อันที่จริงเขาอยากจะแย้งอยู่เหมือนกันว่าลูกรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือน้ำผึ้งสด ๆ หอม ๆ จากรวงรัง แต่เมื่อเจ้าหล่อนส่งสายตาดุ ๆ มาสั่งว่า ‘ไปเอามาเดี๋ยวนี้’ คนเป็นสามีก็จำต้องก้มหน้าก้มตาทำตาม

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเขากับลูกน้องถึงต้องแบกบันไดลิงที่ทำจากลำไผ่มาวางพาดตรงนี้

“ลูกกูโหดไหมล่ะ ไม่ยอมกินน้ำผึ้งตลาดซะด้วย” ว่าที่คุณพ่อบ่นกระปอดกระแปดเมื่อนึกถึงตอนที่ขมิ้นปฏิเสธข้อเสนอที่เขาบอกว่าจะขับรถไปซื้อน้ำผึ้งจากในเมืองมาให้ เขาคิดว่าเจ้าลูกคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ เพราะดูจากการที่ช่างสรรหาเรื่องหาราวมาให้พ่อทำแล้ว...รู้สึกว่าจะเป็นสายแข็งน่าดู

ชายหนุ่มเร่งให้แสนรีบจุดคบไฟสำหรับนำไปไล่ให้ตัวผึ้งหนีไปจากรัง จากนั้นก็หันไปสำรวจอุปกรณ์ที่จะใช้นำรังผึ้งลงมา มีมีดทำครัวหนึ่งด้ามสำหรับตัดรวงผึ้งออกจากกิ่งไม้และถังหนึ่งใบสำหรับใส่มันลงมา

เมื่อทุกอย่างพร้อม ดำเกิงยกมือไหว้ขอขมาเจ้าที่เจ้าทางตามที่ย่านวลบอกก่อนมา ซึ่งเป็นความเชื่อว่าถ้าเรารู้จักมารยาท อยากได้ของก็ต้องรู้จักขอ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จะช่วยคุ้มครองให้เราปลอดภัย

“สาธุ” ดำเกิงยกมือวันทา รวบรวมสมาธิก่อนจะเงยหน้ามองเป้าหมายอีกครั้งก่อนจะเริ่มปีนบันไดโดยมีแสบคอยจับราวไว้ให้

แน่นอนว่างานนี้เขาไม่กล้าใช้ใครมาเสี่ยงแทนตัวเอง ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงไม่แน่ ถ้าไม่ใช่แสบก็คงจะเป็นแสนนี่แหละที่ต้องปีน แต่ตอนนี้ลูกชายเทวดาของกำนันตุ้ยเริ่มกลายมาเป็นคนธรรมดาแล้ว เขาจึงมีความคิดที่ว่า...ลูกก็ลูกเรา เมียก็เมียเรา จะยกไปเป็นภาระของผู้อื่นได้อย่างไร ?


เมื่อปีนสูงขึ้นไปจนพ้นระยะที่ปลายบันไดมาถึง คนเก็บน้ำผึ้งเฉพาะกิจก็ต้องปีนกิ่งไม้ต่อขึ้นไปเอง โดยมือข้างหนึ่งหิ้วถัง ส่วนอีกข้างต้องถือคบไฟเอาไว้เพื่อไล่ฝูงผึ้งที่เริ่มออกมาปกป้องรังของมัน

คนหนุ่มไม่ได้ตั้งใจจะมองลงไป...เขาเพียงแต่กอดกิ่งไม้แล้วไต่ไปยังรังผึ้ง แต่ดวงตาเจ้ากรรมกลับมองเลยกิ่งไม้ลงไปยังพื้นดินเบื้องล่าง สูงบรรลัยเลย ถ้าถูกผึ้งต่อยแล้วร่วงลงตกไป มีหวังลูกได้เป็นเด็กกำพร้าแน่

ดำเกิงรับรู้ถึงเสียงหัวใจของตัวเอง มันเต้นแรงเสียจนเขาแทบจะได้ยินเสียงตุบก้องอยู่ในโสตประสาท ชายหนุ่มหยุดเคลื่อนไหว ใช้คบไฟกวาดไล่ไปตามรวงใหญ่ที่ห้อยลงไปด้านล่าง

‘สาธุ เจ้าที่เจ้าทางครับ ลูกมาขอน้ำผึ้งไปให้เมียท้องแก่กินแก้อยาก ขออย่าถือสาใด ๆ และช่วยให้ลูกกลับลงไปพร้อมน้ำผึ้งอย่างปลอดภัยด้วยเถิด สาธุ สาธุ สาธุ’ คนหนุ่มภาวนาอีกครั้งเพื่อเรียกขวัญและกำลังใจ

สู้เพื่อลูกคนเดียวเลยนะ อ้อ เพื่อเมียด้วยก็ได้ นี่ถ้าไม่ติดว่าท้องอยู่ เขาคงส่งขมิ้นมาปีนเองแน่นอน

ดำเกิงวางคบไฟไว้ที่กิ่งไม้แล้วหยิบเอามีดทำครัวที่ใส่มาในถังออกมาเตรียมตัดรังผึ้ง เอาหละเจ้าผึ้งน้อย พี่ดำมาขอน้ำผึ้งไปให้น้องกินหน่อยนะ รับรองว่าไม่ตัดไปหมดแน่ ขอแค่อย่ามาต่อยกันเลยนะ

ชายหนุ่มลงมือปาดใบมีดไปตามแนวรังขนาดใหญ่ ตัดแบ่งส่วนเป็นชิ้นพอให้พอดีกับถัง กะประมาณว่าถ้ามีสักครึ่งรวงก็น่าจะพอนำไปบีบเอาน้ำผึ้งให้ขมิ้นกินได้

เก้ ๆ กัง ๆ อยู่นาน ในที่สุด รวงผึ้งสีนวลก็ลงไปอยู่ในถังที่เขาหิ้วมาเสียเกือบครึ่งรวง ชายหนุ่มเห็นว่าพอสมควรแล้วก็ปักมีดลงในถัง เก็บคบไฟ แล้วจึงค่อย ๆ ไต่กลับไปยังบันไดลิงที่ลูกน้องทั้งสองคอยจับเอาไว้ให้

ไม่รู้ว่ากว่าจะคลอด ขมิ้น...เอ่อ ไม่สิ ลูกของเขาจะนึกอยากกินอะไรแปลก ๆ อีกรึเปล่า ?


เมื่อทีมเก็บน้ำผึ้งกลับมาถึงบ้านในช่วงบ่ายแก่ แทนที่จะได้นั่งพักให้หายเหนื่อยและทายาตรงที่ถูกผึ้งต่อย พวกเขากลับได้ทราบข่าวที่ชวนตกใจจากกุ้งแฟนของแสบที่เดินวนไปวนมาอย่างร้อนใจ

หญิงสาวละล่ำละลัก​เล่าว่า ระหว่างที่นั่งรอพวกดำเกิงกลับมา จู่ ๆ ย่านวลก็วูบหมดสติ ขมิ้นวานให้โหน่งที่มาช่วยงานก่อสร้างไปบอกพ่อกำนันให้โทรตามรถฉุกเฉิน จากนั้นหญิงสาวก็ขึ้นรถไปกับบุพการีโดยกำชับให้เธออยู่รอส่งข่าวให้ดำเกิงรู้

“พวกพี่ ๆ ที่มาก่อสร้างก็ขึ้นรถพ่อกำนันตามไปแล้วจ้ะ เมื่อครู่นี่เอง” กุ้งเล่าถึงเพื่อนของโทนที่ตกใจกับเหตุการณ์ไม่แพ้กัน

“ขอบใจมากนะ” ชายหนุ่มกล่าวเพียงเท่านี้ก็วิ่งเข้าไปเปลี่ยนชุดแล้วหยิบกุญแจรถยนต์ออกมา รอยที่ผึ้งต่อยแก้มจนบวมเริ่มไร้ความสำคัญเมื่อได้ข่าวใหญ่เกี่ยวกับย่านวล ดำเกิงเร่งเดินทางไปที่โรงพยาบาล โดยไม่ลืมที่จะสั่งให้ลูกน้องอยู่เฝ้าบ้านให้ดี ๆ

ไม่รู้ว่าป่านนี้ขมิ้นจะตกใจแค่ไหน รอก่อนนะคนดี พี่กำลังไปหา...

ชายหนุ่มหักเลี้ยวยานพาหนะคันเก่าเข้าไปในเขตโรงพยาบาลประจำอำเภอ เป็นจังหวะเดียวกับที่ทางออกที่อยู่อีกด้านมีรถฉุกเฉินแล่นจากไป ดำเกิงไม่ได้สนใจว่าขมิ้นจะอยู่ในรถคันนั้นจนกระทั่งได้พบกับบิดาและกลุ่มเพื่อนของโทนที่กำลังออกมาที่ลานจอดรถ

ย่านวลถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลประจำจังหวัด ขมิ้นที่เป็นญาติเพียงคนเดียวก็ติดรถไปด้วย !

ดำเกิงขอเปลี่ยนรถกับบิดา ให้พ่อพาเพื่อนของโทนกลับบ้านไปก่อน ส่วนเขาจะตามขมิ้นไปเอง

รอก่อนนะคนดี พี่กำลังไปหา...


หลอดเลือดในสมองแตก คือความที่แพทย์แจ้งแก่ญาติของนางนวล พงษ์เอก ที่เข้ารับการรักษาพยาบาลอย่างฉุกเฉินในช่วงค่ำของวัน แม้จะฟังดูร้ายแรง แต่เนื่องจากสามารถนำตัวผู้ป่วยส่งถึงมือแพทย์ได้ทันเวลา ย่านวลจึงพ้นขีดอันตราย คงมีเพียงร่างกายซีกซ้ายที่อาจจะใช้งานได้ไม่ถนัดเหมือนอย่างเคย ซึ่งแพทย์เจ้าของไข้อธิบายว่าหากผู้ป่วยคอยขยับบริหารอยู่เป็นประจำ โอกาสที่ร่างกายจะกลับมาแข็งแรงดังเดิมก็ยังมีอยู่

          แม่เฒ่านอนอยู่บนเตียงคนป่วย เพียรขยับแขนขาตามที่แพทย์บอก แม้จะรำคาญที่ตนพูดได้ไม่คล่องเหมือนเมื่อก่อน แต่กระนั้นย่านวลก็ยังพยายามตอบคำถามของคนที่มาเยี่ยมเยียน

“บักโทนจะไม่มาเยี่ยมยายของมันบ้างรึ?” หนึ่งในกลุ่มคนที่ยืนออกันอยู่ข้างเตียงถามขึ้นหลังจากที่มาถึงไม่นาน

“บ่รู้ว่าป่านนี้มันไปอยู่ไหน สงกรานต์ปีที่แล้วก็ไม่กลับ ปีนี้ก็ไม่มา บางทีมันอาจจะยังบ่รู้ข่าวยายของมันนะ” อีกคนตอบขึ้น ซึ่งนั่นทำให้ใครอีกคนที่พอจะจำได้ว่าลูกชายที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ เคยเล่าว่าเจอโทนที่โรงงาน...

“บักเขือมันเล่าอยู่ แต่ข้อยบ่ได้ใส่ใจ มันว่ามันได้เจอบักโทน แต่ว่าก็นานมาแล้ว...” มารดาของชายคนดังกล่าวเล่าพลางหันไปยังแม่เฒ่านวลที่นอนฟังความด้วยหัวใจลุ้นระทึก

สองปีกว่าแล้วที่โทนจากบ้านไป ข่าวคราวที่ส่งมาก็ไม่เคยระบุที่อยู่หรือเลขโทรศัพท์สำหรับติดต่อ แม่เฒ่าไม่รู้ว่าหลานชายเป็นตายร้ายดีอย่างไร คงมีเพียงสายใยความผูกพันที่ทำให้นางยืนหยัดเชื่อว่าเขายังอยู่และจะกลับมาพบกันในสักวัน

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอเบอร์พี่เขือได้ไหมจ๊ะ เผื่อว่าพี่เขือรู้วิธีติดต่อพี่โทนได้” ขมิ้นที่นั่งอยู่ข้างกายย่าของเธอพูดขึ้นพร้อมกันเอื้อมหยิบเครื่องมือสื่อสารที่ชาร์จไฟไว้ตรงโต๊ะหัวเตียง

“เบอร์น่ะมี แต่ไม่รู้จะโทรติดไหม บักอันนี้มันเปลี่ยนเบอร์บ่อย จะติดต่อมันได้ก็ต่อเมื่อมันโทรมาเอง...กะนานทีปีหนอีกนั่นแหละ” หญิงวัยกลางคนผู้เป็นความหวังในการตามตัวโทนว่าพลางล้วงเอาโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าถือที่พิมพ์ลายเป็นชื่อพรรคการเมือง

ขมิ้นกดบันทึกเลขหมายเอาไว้ ตั้งใจว่าหากปลอดผู้มาเยี่ยมก็จะลองโทรหาพี่เขือดู เผื่อโชคจะเข้าข้างให้ติดต่อเขาได้บ้าง


“ขมิ้นเอ้ย...” เสียงแผ่วเบาของคนที่พูดไม่ชัดดังขึ้นในช่วงดึก ทำให้ว่าที่คุณแม่ที่นั่งใจลอยอยู่ข้างเตียงรีบหันกลับไปหา

“อะไรจ๊ะย่า...” เธอกุมมือเหี่ยวย่นมากุมแล้วบีบเบา ๆ เพื่อให้เกิดการออกกำลัง

“ถ้าเกิดย่าเป็นอะไรไป เจ้าอย่าทิ้งพี่ชายเจ้าเน้อ”

“ย่า...อย่าพูดแบบนั้น...” เธอใจหล่นวูบเมื่อได้ฟังความที่คล้ายคำสั่งเสียจากปากของบุพการี “ไหนบอกว่าจะอยู่เลี้ยงเหลนจนโตเป็นหนุ่มเป็นสาว” เธอทวงคำที่ย่าเคยบอกเพื่อลดความตึงเครียดที่มี แม้จะรู้ว่าอนาคตไม่มีความแน่นอน แต่ก็ขอเวลาให้เตรียมใจสักนิดเถิด

“นั่นสินะ” แม่เฒ่าระบายยิ้ม ไม่อยากให้หลานสาวต้องพลอยเครียด “ย่าก็พูดเผื่อไว้ ไม้มันใกล้ฝั่งเข้าไปทุกที ไม่รู้ว่าในวันหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ดูอย่างไอ้ตัวที่ทำให้ต้องมานอนโรง’บาลสิ มันก็ไม่ได้เตือนล่วงหน้าด้วยซ้ำ”

“ฉันเข้าใจจ้ะ ฉันรับปากก็ได้ แต่ว่าย่าต้องพูดกับพี่โทนด้วยนะว่าอย่าทิ้งฉัน จะได้เสมอกัน” ขมิ้นตั้งเงื่อนไขเป็นยาใจให้คนป่วย แม้จะติดต่อเขือไม่ได้อย่างที่มารดาของเขาบอก แต่เธอก็พอจะนึกหาวิธีตามตัวโทนออกแล้ว...


หลังจากขอที่อยู่ที่ทำงานของพี่เขือมาจากมารดาของเขา สองสามีภรรยาที่ตั้งใจจะไปตามตัวยางนาพลัดถิ่นให้กลับเหย้าก็ออกเดินทางในช่วงบ่ายของวันถัดมา โดยระหว่างที่ขมิ้นไม่อยู่ แม่พิกุลจะเป็นคนดูแลย่านวลแทนหญิงสาว

ก่อนพ้นเขตชุมชนหนุ่มสาวก็ไม่ลืมที่จะยกมือไหว้บอกกล่าวศาลปู่ตาที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าหมู่บ้านว่าให้ช่วยคุ้มครองลูกหลานที่กำลังจะเดินทางไกลให้ไปกลับอย่างปลอดภัย

รถเก๋งของกำนันตุ้ยมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงด้วยความระมัดระวัง ขมิ้นที่นั่งอยู่ด้านข้างคนขับลอบมองคนตัวโตเป็นระยะ เขาสวมแว่นกันแดดสีเข้มรูปทรงโฉบเฉียวซึ่งรับกับใบหน้าหล่อเป็นอย่างดี

ก่อนหน้านี้กุ้งเคยบอกเธอว่าถ้าอยากให้ลูกหน้าตาดี เวลาท้องก็ให้มองคนหน้าตาดีให้บ่อย ๆ ตอนนี้หญิงสาวจึงถือโอกาสยามที่นั่งว่าง ๆ มองหน้าคนที่เธอคิดว่าหน้าตาดีไปพลาง ๆ

“อีกเดี๋ยวจะแวะปั๊ม กินข้าวเย็นกัน อย่าลืมเอายาลงไปด้วยนะ” จู่ ๆ ดำเกิงก็พูดขึ้นทำให้เจ้าโจรแอบมองสะดุ้งโหยง หญิงสาวเออออรับปาก แล้วก็หันไปสาละวนกับยาจนกระทั่งถึงสถานบริการน้ำมัน

เมื่อกินข้าวเสร็จ ว่าที่คุณแม่ก็ออกจากโรงอาหารมุ่งหน้าไปยังร้านค้าที่เปิดบริการตลอด ๒๔ ชั่วโมง เลือกซื้อเครื่องดื่มที่จะช่วยให้พลขับของเธอไม่ง่วงนอนแล้วก็ไม่ลืมซื้อเสบียงของว่างไปตุน ทั้งขนมปัง ขนมขบเคี้ยวรสชาติจี๊ด ๆ เอาไว้กินเย็นยามดึก

หากเลือกได้ เธอคงเลือกเดินทางช่วงเช้า แต่เนื่องจากว่าตอนที่ตัดสินใจว่าจะไปตามโทนกลับบ้านนั้นก็เป็นช่วงดึกของวันแล้ว กว่าจะได้ปรึกษากับดำเกิงก็ยิ่งดึกไปกันใหญ่ เพราะช่วงกลางวันชายหนุ่มต้องทำหน้าที่อยู่ที่บ้าน ทั้งขายของและคุมงานสร้าง ซึ่งกว่าจะเสร็จจากงานก็เป็นเวลาพลบค่ำ จึงจะได้เดินทางมาหาเธอที่โรงพยาบาล

ครั้นพอตกลงกันว่าจะไปตามโทน ก็ต้องไปหามารดาของพี่เขือเพื่อขอที่อยู่ที่ทำงาน แล้วไหนจะต้องมาเตรียมข้าวของที่จำเป็นกันอยู่อีก กว่าจะออกเดินทางก็ล่วงเป็นเวลาช่วงบ่ายเสียแล้ว

ปัญหาที่มาโดยไม่ทันตั้งตัวมักยากแก่การรับมือ แม้แต่ขมิ้นที่ไม่ได้ทำงานหนักยังรู้สึกว่าตนเองล้า แล้วคนที่ยืนดูดน้ำเต้าหู้ซึ่งซื้อจากร้านรถเข็นใกล้ลานจอดรถนี่เล่า เขาจะเหนื่อยหนักแค่ไหน

ดำเกิงดูซูบลงไปมาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังทำงานต่าง ๆ ได้ดีเช่นเคย...แม้แต่หน้าที่ความเป็นพ่อก็ยังไม่เคยบกพร่องสักครั้ง

“กินยารึยัง?” เขาถามทันทีที่เห็นเธอเดินมาที่รถ รีบรับถุงไปถือแล้วหันไปหยิบถุงน้ำเต้าหู้อีกถุงมาเจาะให้

“ยังเลย ขอดื่มน้ำเต้าหู้ก่อนก็แล้วกัน” หญิงสาวรับถุงไปถือก่อนจะเดินไปขึ้นรถโดยมีว่าที่คุณพ่อคอยบริการเปิดปิดประตูให้

ทั้งสองนั่งคุยกันอยู่บนรถพักใหญ่ เมื่อขมิ้นดื่มน้ำเต้าหู้หมดก็เตรียมยาออกมาไว้กิน ส่วนดำเกิงก็ถอดรถออกจากช่องจอดเพื่อเดินทางกันต่อ

“ดำ...” เสียงหวานดังขึ้นเบา ๆ เมื่อเขาตอบรับเธอจึงพูดต่อ “ถ้าเกิดง่วงก็แวะนอนพักนะ อย่าฝืน”

“ครับผม วางใจได้เลย”

“แล้วรอยผึ้งต่อย...หายสนิทรึยัง?”

“ก็ถ้าได้ทายาอีกสักทีสองทีก็คงจะดี” คนเจ้าเล่ห์ที่ถูกทายาด้วยวิธีการล้ำลึกอมยิ้มทะเล้น เขาเชื่อหมดใจว่าการจุมพิตนั้นเยียวยาทุกสิ่ง

วันแรกที่โดนต่อย เพียงแค่ขมิ้นหอมเบา ๆ ที่แก้มอันบวมตุ่ย ความเจ็บปวดก็บรรเทา ยิ่งเธอหอมแก้มของเขาในวันต่อมาแผลก็เหมือนจะยุบเร็วขึ้น นี่ก็หอมมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเหลือแต่รอยแดงปากแผล อา ใกล้จะหายเสียแล้วสิ แล้วอย่างนี้จะไปอ้อนทายาได้อย่างไรกัน


###







*** เอ่อ พี่ดำคะ เห็นแก่ยาหม่อง ยาแก้แพ้ และยาแก้ปวดที่ช่วยชีวิตของพี่บ้างเถอะค่ะ อย่าหวานให้มันมากนัก ><

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น