-[TAKE]-

รักเทค แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้วจ้าา

ชื่อตอน : ราตรีที่ 34

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 24.6k

ความคิดเห็น : 90

ปรับปรุงล่าสุด : 20 พ.ค. 2560 16:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 700
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 34
แบบอักษร

34

ฉู่หนันเฟยได้พาร่างคนเจ็บกลับแคว้นฉู่อย่างเร่งรีบ หนิงลี่ที่ยังร่างกายอ่อนแอจึงไม่สามารถไปได้อย่างรวดเร็วได้เท่าที่ควร ถึงจะโดนแค่กระบี่เล่มเดียวแทง แต่แผลนั้นกลับทะลุผ่านปอดเลยกระดูกสันหลัง นับว่าคนทำร้ายมีฝีมือมากพอตัว รู้ตำแหน่งที่จะคร่าชีวิต ยังโชคดีที่หนิงลี่ไม่มีอาการผวาเฮือกเหมือนครั้งแรก ผลพวงของยาที่ให้ทานอย่างต่อเนื่องถือได้ว่าดีพอสมควร จนกว่าจะสืบสาวราวเรื่องให้กระจ่างแจ้ง คงต้องให้กินยาต่อไปเสียแล้ว

เมื่อเดินทางมาถึงเมืองหลวงแคว้นฉู่...ก่อนหน้าฉู่หนันเฟยได้ส่งม้าเร็วให้คนมาเตรียมจัดหาที่พักแด่พระสนมลี่ เพื่อเป็นการปกปิดข่าวไม่ให้รั่วไหลจึงได้นำมาพำนักอยู่ที่ตัวเมืองมากกว่าอยู่ในตำหนัก โดยมีหมอหลวงเฉินคอยเข้าทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ความอ่อนเพลียจากการเดินทางหลายวัน หนิงลี่จึงได้หลับลึกมากกว่าเดิมหลายเท่า ไม่รู้ตัวแม้กระทั่งถูกหมอหลวงจับที่ข้อมือเพื่อตรวจชีพจร

นับได้ว่าอาการยังเป็นที่พอใจพอสมควร ยังดีที่ไม่เกิดโรคแทรกซ้อนตามหลัง รายงานเกี่ยวกับอาการพระสนมลี่ถูกกล่าวทีละประโยค ฉู่หนันเฟยทำเพียงแค่พยักหน้ารับฟังอย่างเข้าใจ ครั้นพอทำการรักษาเสร็จ ผู้เป็นหมอรักษาก็เดินออกไปนอกห้อง เจอกับคนรับใช้คอยอยู่แล้ว

“ท่านหมอ ข้างในนี้เป็นใครงั้นรึ” ความอยากรู้อยากเห็นของอาตง ผู้เป็นคนติดตามของหมอหลวงเฉินจึงได้เอ่ยถาม หาได้ยากยิ่งที่องค์ชายรองจะเป็นเช่นนี้

หมอหลวงผู้ทำการรักษาส่ายหน้าเล็กน้อยคล้ายหน่ายกับความอยากรู้ของคนรับใช้คนสนิท “ข้ารู้จักที่ไหนเล่า ข้าแค่ทำการรักษา”

อาตงเริ่มอธิบาย หมอหลวงที่อยู่ด้านในอาจไม่รู้ แต่คนที่อยู่ด้านนอกอย่างเขาย่อมรับรู้อยู่บ้าง จึงได้เร่งรีบอธิบายในสิ่งที่ได้ยินจากเหล่าทหารที่ติดตาม

“ท่านหมอ เมื่อครู่ข้าได้ยินทหารเรียกชายด้านในว่าพระสนม เขาเป็นชายจริงหรือไม่”

“ก็เป็นชายน่ะสิ”

“งั้น...” ตั้งท่าจะถามอีกครั้งแต่กลับถูกขัดเสียก่อน

“เจ้าจะอยากรู้ไปใย ไปๆ กลับเรือนได้แล้ว”

หมอหลวงเดินฉับๆ โดยไม่สนใจเสียงค้านของอาตกสักนิด

หลังจากกลับมาจากการรักษาแล้ว อาตงก็ยังคงสงสัยไม่หายถึงปริศนาที่ยังไม่กระจ่างแจ้ง แต่เมื่อไม่อาจหาคำตอบได้จึงต้องปล่อยวาง

ผ่านไปหลายวันหมอหลวงเฉินก็ยังคงเดินทางไปรักษาชายผู้นั้นตามปกติ อาตงเองก็คอยตามไปเป็นข้ารับใช้คอยถือของให้เหมือนเก่า มีบางครั้งที่เขาแอบลองมองเข้าไปด้านใน เห็นเพียงแค่ผู้ป่วยที่เดิมทีนอนอยู่บนเตียงกลับลุกขึ้นมาได้ปกติ ความแคลงใจในคราวแรกก็พอมีมากอยู่ แต่พอนานเข้าอาตงก็ไม่คิดที่จะสนใจ ในเมื่อมีงานอื่นให้ทำอีกมาก ใยต้องสนเพียงแค่คนเดียวเล่า

อาตงเคยคิดเช่นนั้นจนกระทั่งมีญาติที่มาจากแคว้นฉิน ที่ไปค้าขายที่แคว้นฉินจนพอมีอันจะกิน ด้วยความพลั้งเผลอจึงเล่าเรื่องคนป่วยที่น่าสงสัยให้ฟัง ครั้นพอเล่าถึงจุดสำคัญกลับถูกซักไซ้จากญาติสนิท พอได้คำตอบที่ชัดเจนแล้วก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ก่อนจะขอตัวเร่งกลับแคว้นฉินทั้งที่เพิ่งมาถึง สร้างความงุนงงให้กับอาตงยิ่งกว่าเก่าเป็นเท่าตัว

ซ่งจินเหลียงนั่งอยู่บนบังลังก์ทอง คอยว่าราชการทั้งที่หัวใจบอบช้ำ ท่าทีองอาจยังคงเผยให้เห็นต่อหน้าเหล่าเสนาอำมาตย์ แต่ใครเล่าจะไม่รู้ถึงความเจ็บปวดขององค์จักรพรรดิ เพียงแค่ว่าไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาทั้งนั้น เมื่อวันก่อนหวงเหมยผิงมาขอเข้าเฝ้า แต่กลับถูกตะวาดไล่ให้กลับไปอย่างไม่ไว้หน้า แถมยังประกาศอีกว่าหากหวงเหวยผิงยังจะมาตอแยพูดเรื่องพระสนมลี่สิ้นชีพจะไม่ไว้หน้าหวงอี้ชิงที่เป็นรองแม่รองแม่ทัพจับประหาร

นางเพิ่งเห็นองค์จักรพรรดิโกรธครั้งแรก จึงได้ขวัญผวาเป็นไข้ไปเสียหลายวัน คงจะขวัญเสียไม่น้อย ช่างน่าสงสารนางนัก

ไม่มีใครไม่เสียใจกับการสูญเสีย แต่ดูเหมือนว่าคนที่จะเสียใจที่สุดคงเป็นซ่งจินเหลียง จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่อาจปล่อยวางได้

ในขณะที่ท้องพระโรงกำลังตรึงเครียด เครียดเพราะงานราชการยังคงมีมาก หรืออาจเครียดเพราะเรื่องของพระสนมลี่ เหล่าเสนาอำมาตย์ก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ใครจะกล้าเงยหน้าสบพระเนตรร้ายที่พร้อมจะฆ่าคนได้อยู่นั่นกัน จึงต้องเอาแต่ก้มหน้ามองพื้น อกสั่นขวัญแขวนด้วยเกรงว่าใครจะเป็นรายต่อไปที่ทำให้องค์จักรพรรดิระบายอารมณ์ใส่

“ฝ่าบาท! รองแม่ทัพขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

ครั้นพอได้ยินเสียงร้องขอเข้าเฝ้าของรองแม่ทัพ ทำให้เหล่าอำมาตย์ต่างโล่งใจกันเป็นแถวๆ คิดว่าต้องทนอยู่ในบรรยาการที่น่าอดสูตลอดทั้งวันเสียแล้ว

ไม่นานนักผู้ขอเข้าเฝ้าก็เร่งฝีเท้าเดินเข้ามาพร้อมกับคุกเข่าชันขาข้างหนึ่งลงพื้น สองมือยกขึ้นคารวะองค์ฮ่องเต้ สีหน้าของรองแม่ทัพที่น่าจะเคร่งเครียดกลับดูสดใสราวกับว่าไม่ได้มีเรื่องเดือดร้อนอันใด สีหน้าของหวงอี้ชิงบันนี้สร้างความสะพรึงกลัวแก่ท่านอำมาตย์ทั้งหลายยิ่งนัก

“เจ้ามีเรื่องอันใด”

ดวงพระเนตรนิ่งเรียบไม่สบอารมณ์ ถึงจะเป็นรองแม่ทัพผู้องค์อาจซ่งจินเหลียงก็ไม่อาจไว้หน้า หากมิใช่เรื่องสำคัญอันใดคงได้ถูกลงโทษแน่ ยิ่งเห็นหน้าของหวงอี้ชิงแล้วซ่งจินเหลียงก็พลันนึกถึงหวงเหวยผิงผู้เป็นน้องสาว หากไม่เห็นถึงความดีความชอบแล้วคงได้ประหารหวงเหวยผิงโทษฐานที่กล่าวไม่รู้จักกาลเทสะ

“ฝ่าบาท ได้ข่าวพระสนมลี่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

“อาลี่”

คนถูกเรียกหันไปมองยังองค์ชายแคว้นฉู่ พลางเผยยิ้มแผ่วบางให้ตามปกติ...นับเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้วที่หนิงลี่เข้ามาอยู่ต่างแคว้น แผลที่มีก็เริ่มหายดีอีกเช่นกัน การเดินเหินก็ไม่ลำบากเหมือนเมื่อก่อน ยกเว้นเสียก็แต่ยาที่ฉู่หนันเฟยยังคงเอามาให้กินต่อเนื่อง ตอนแรกก็วันละสามครั้ง แต่เดี๋ยวนี้โชคดีหน่อยที่ลดเหลือเพียงแค่วันละครั้งเท่านั้น

หนิงลี่ไม่ค่อยชอบมันมากนัก รสชาติช่างแปลกประหลาดมากกว่ายาชนิดอื่น ขมมากกว่าเป็นเท่าตัว จนบางครั้งต้องเบือนหน้าหนี

“เจ้ามาอ่านหนังสือตรงนี้แล้วรึ”

ฉู่หนันเฟยนั่งลงข้างๆ เจ้าตัว

สังเกตจากพฤติกรรมแล้ว เขาพอเดาออกว่าหนิงลี่เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสืออยู่มาก หากว่างเมื่อใดก็มักจะมานั่งอ่านหนังสือที่ใต้ต้นไม้ที่สวนด้านหลัง ตอนยังนอนเจ็บก็เช่นกัน เขาเรียกร้องขอหนังสือสักเล่มแก้เบื่อ

หนิงลี่พับหนังสือในมือเก็บตามเดิม “องค์ชาย”

องค์ชายรองแห่งแคว้นฉู่สบเข้าลึกไปยังดวงตาที่นิ่งเฉย ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่เขาเห็นใบหน้านี้ก็ยังทำให้เขาหวนนึกถึงผู้เป็นเจ้าของร่างนี้ที่แท้จริง เมื่อวันก่อนเขาได้ให้รับคำตอบจากคนที่ถูกส่งให้ไปสืบเรื่องของหนิงลี่ พบว่าที่ได้รับบาดเจ็บเป็นเพราะถูกทำร้ายจากคนต่างแคว้นที่หมายจะเอาชีวิต ไม่ใช่ฝีมือของซ่งจินเหลียงอย่างที่คิดในคราวแรก เรื่องข่าวการหายตัวไปของพระสนมไม่ได้ถูกประกาศให้ราษฎรรับรู้ อาจเป็นเพราะซ่งจินเหลียงเกรงว่าจะเกิดการโกลาหล แต่ภายในกลับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี

คนถูกมองทำเพียงแค่หันหน้าหนีไปอีกทางหนึ่ง นี่มันก็นานมากแล้วที่เขาอยู่แบบนั่งๆ นอนๆ วันหนึ่งแทบไม่ได้ทำอะไรด้วยซ้ำไป

คนความจำเสื่อมชั่วคราบขบคิด

“องค์ชาย ข้าขอกลับ...” หนิงลี่กลืนน้ำลายลงคอ “กลับบ้านได้หรือไม่”

ฉู่หนันเฟยรู้สึกเบาโหวงภายในอกชั่วครู่ เขาเอื้อมมือจับฝ่ามือหยาบกระด้าง ช่างน่าแปลกนักที่เขาเองไม่ได้รังเกียจอะไร...พระสนมลี่ผู้เป็นชายาชายเพียงหนึ่งของแคว้นฉิน ในคราวแรกฉู่หนันเฟยไม่เข้าใจถึงความคิดขององค์ฮ่องเต้นัก หญิงงามหรือบุรุษงามก็มีอยู่มากมายแต่กลับไม่เลือก มาเลือกคนที่อัปลักษณ์ให้มีตำแหน่ง ในความสงสัยนี้ฉู่หนันเฟยได้หาคำตอบอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนที่จะพึงพอใจในคำตอบ

“อยู่กับข้ามันไม่ดีหรือ” เขาถามกลับ

หนิงลี่ชักมือออก พยายามทำตัวให้เป็นปกติ การอยู่กับฉู่หนันเฟยมันก็สบายอยู่หรอก แต่ความทรงจำที่หายไปนี่สิ ไม่ว่าอย่างไรเสียก็อยากได้มันกลับคืนมา

เหมือนกับมีสิ่งสำคัญกำลังรออยู่ แต่หนิงลี่พยายามนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก บางทีหากได้เดินทางกลับแคว้นมันอาจทำให้นึกอะไรออกบ้าง

มันเป็นคำถามที่มีความเงียบเป็นคำตอบเท่านั้น ฉู่หนันเฟยเหมือนรู้ในความคิดจึงได้เปลี่ยนเรื่องพูด เมื่อวันก่อนเห็นหนิงลี่หยิบหนังสือเกี่ยวกับการรบมาอ่าน จึงทำให้นึกได้ว่าความสามารถที่ซ่อนอยู่ในดวงตาว่างเปล่านั้นทำให้แคว้นโจวต้องเป็นอันพ่าย

“เจ้ามีความคิดเห็นอันในเรื่องศึกกัวต๋อหรือไม่”

หนิงลี่ผินหน้ามองคนพูด เหมือนความทรงจำเก่ากำลังปะทุ ศึกกัวต๋อเป็นศึกในตำนานของสามก๊ก มีใครเล่าจะไม่รู้ ในยุคนั้น...เกิดขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำฮวงโห เป็นศึกที่โจโฉได้ชัยชนะต่ออ้วนเสี้ยว การลอบโจมตีทัพขนเสบียงของอ้วนเสี้ยวที่อัวเจ๋า ทำให้ทัพอ้วนเสี้ยวขาดเสบียงและเกิดความระส่ำระสายไปทั้งกองทัพ

เหมือนกับว่าตัวเองได้เข้าไปอยู่ในหอสมุดขนาดใหญ่ ดวงตาทั้งสองลุกวาวโรจน์ยามที่ค่อยๆ เอ่ยปากเล่า ใบหน้าที่ดูซีดเซียวในคราวแรกสว่างไสวราวกับเป็นคนละคน ฉู่หนันเฟยฟังสิ่งที่หนิงลี่เล่าอย่างตั้งใจ เขาไม่ใช่คนที่ไม่รู้ ไม่ใช่คนที่มองคนไม่ออก ฉู่หนันเฟยไม่แปลกใจเลยว่าทำไมซ่งจินเหลียงจึงได้เลือกผู้นี้

การพบปะคุยกันไปเรื่อยเปื่อยก็อยู่จนเกือบครึ่งค่อนวัน พอถึงเวลาพอสมควร ฉู่หนันเฟยจึงเดินมาส่งหนิงลี่ที่เรือน แม้จะได้ยินเสียงทัดทานจากชายตรงหน้า แต่ความเอาแต่ใจในฐานะองค์ชายรองของแคว้นจึงไม่ยอมฟัง หนิงลี่ได้แต่ยิ้มบางให้ ฉู่หนันเฟยทำราวกับเขาเป็นอิสตรีที่ต้องได้รับการปกป้องตลอดเวลา ทั้งที่จริงแล้วมันไม่จำเป็นสักนิด แม้จะได้รับบาดเจ็บจากการถูกทำร้ายตามที่องค์ชายรองอ้างอิง แต่พื้นฐานเดิมเขาคือบุรุษ ไม่จำเป็นต้องประคบประหงมให้มากความ

เมื่อเดินมาส่งถึงหน้าห้อง...มีคำถามหนึ่งที่องค์ชายรองฉู่ต่างอยากรู้ยิ่ง

“ถ้าหากเจ้ามีผู้ที่รักเจ้า แต่ความรักของเจ้ามีแต่อุปสรรค์ เป็นดั่งมีดกรีดเนื้อเจ้าให้เจ็บทุกครั้ง เป็นเหมือนดั่งเหวลึกที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเจ้าตกลงไป เจ้าเลือกที่จะหลีกหนีหรืออยู่เคียงข้าง”

ในคำถามนี้มีความหมายลึกซึ้ง ฉู่หนันเฟยยังต้องการคำตอบอีกเช่นกัน

“องค์ชาย”

“เจ้าตอบคำถามข้าได้หรือไม่”

หนิงลี่หยุดนิ่งให้กับคำถาม ความรู้สึกบางอย่างมันทำให้ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยเป็นคำพูดได้ในครั้งแรก แน่นอนหากความรักเป็นเหมือนดั่งมีดกรีดเข้าเนื้อ เป็นใครต่างก็ย่อมต้องหลีกหนีด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครอยากทนเจ็บได้นาน หากต้องเผชิญอันตรายวิสัยมนุษย์ย่อมต้องหลีกหนีเป็นธรรมดา

“ข้า...”

หนิงลี่ยังไม่ทันเอ่ยปากตอบก็ถูกขัดเสียก่อน

“เอาเถิด ข้าคงถามเจ้ามากเกิดไป เจ้าจงกลับไปพักผ่อนให้สบาย”

ฉู่หนันเฟยพูดแล้วก็หันหลังเดินจากโดยมีเหล่าองค์รักษ์เดินเคียงข้าง

หนิงลี่มองตามหลังก่อนปิดประตู สิ่งที่ฉู่หนันเฟยถามเมื่อสักครู่ยังคงตราตรึงในหัว มันเป็นคำถามที่เหมือนกับถามอิสตรีที่กำลังมีรัก

สาวเท้าเดินมานั่งที่เก้าอี้ที่อยู่กลางห้อง ด้านหลังคือที่นอนนุ่มที่เอาไว้ใช้นอนตลอดแรมเดือนที่ผ่านมา มีสิ่งหนึ่งที่หนิงลี่ไม่ได้บอกให้ผู้ใดรู้ เมื่อครั้งที่ได้รับบาดเจ็บหนิงลี่ไม่เคยฝัน ไม่เคยแม้กระทั่งอยู่ในหัว จนเมื่อไม่นานมานี้กลับฝันเห็นสิ่งหนึ่งซ้ำๆ ร่างของตัวเองลอยอยู่ในน้ำบ้าง บางครั้งก็เห็นถึงสนามรบที่มีแต่คนตาย และหัวของชายคนหนึ่งกำลังถูกตัดออกจากบ่า ภาพเหล่านั้นมันช่างน่าสยดสยองจนต้องตื่นกลางดึกทุกครั้งไป แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ฝันนึกฉงนคือบุรุษผู้หนึ่ง หนิงลี่เห็นหน้าอีกฝ่ายไม่ชัด เห็นแต่รอยยิ้มที่งดงาม อาภรณ์สะอาดที่เปื้อนไปด้วยสีแดง ยืนอยู่ท่ามกลางสนามรบที่เต็มไปด้วยหอกหนาม

นี่ข้าไปเจอกับอะไรมานะ...หนิงลี่อดพึมพำกับตัวเองไม่ได้

ขบวนเสด็จขององค์จักรพรรดิแคว้นฉินถูกจัดขึ้นอย่างเร่งด่วนพร้อมมุ้งหน้าไปยังต่างดินแดน โดยมีแม่ทัพหวางมู่และรองแม่ทัพหวงอี้ชิงเป็นผู้นำขบวน

ซ่งจินเหลียงนั่งอยู่บนอาชาตัวใหญ่ หัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวมีความหวัง เบื้องหน้าเขาคือองค์จักรพรรดิผู้ไม่เคยผิดพลาด ต่อให้เจอกับเรื่องอันใดก็ไม่อาจสั่นคลอนในราชบัลลังก์ แต่เบื้องหลังซ่งจินเหลียงคือบุรุษที่ทุกข์ระทมยิ่งกว่าใครในใต้หล้า เขาเหมือนกลับไปเป็นเด็กอายุสิบห้า ในคราวนั้นเป็นการสูญเสียที่น่าชิงชัง ความโกรธแค้นถูกลงฝังลงไปในตัวหยั่งรากลึงไปจนถึงจิตวิญญาณ

ได้ยินเสียงหวางมู่ร้องย๊าเพื่อพาพลเคลื่อนม้าไปสู่จุดหมายที่อยู่ห่างไกลหลายพันลี้ เสียงฝีเท้าดังกุบกับสะเทือนแผ่นดินจนสั่นคลอน ทุกฝีเท้าที่อาชาใหญ่เคลื่อนไหวมันเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจที่ไม่หยุดสั่น

การไปเยือนแคว้นฉู่ในครั้งนี้ใช่ว่าจะไปทำศึกแต่อย่างใด แต่ซ่งจินเหลียงไปเพื่อนำตัวของพระสนมกลับมาสู่แคว้น...การลอบเข้าเมืองฉู่เป็นเรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก พอถึงด่านหน้าเมืองซ่งจินเหลียงได้ปลอมตัวเป็นพ่อค้านำเอกสารใบรับรองการค้าที่เพิ่งทำมาหมาดๆ แสดงแก่นายทหารผู้รักษาประตูเมือง เหตุที่ซ่งจินเหลียงต้องปลอมตัวเข้าไปด้วยด้วยเกรงว่าอาจเกิดอันตรายต่อหนิงลี่ เพื่อสืบทราบให้แน่ชัดกระจ่างแจ้งจึงต้องหาคำตอบ

ฉู่หนันเฟย...องค์ชายรองแห่งแคว้นฉู่ เป็นคนเช่นใดกันหนอ

“ฝ่าบาท” หวางมู่กำลังโน้มตัวคารวะ แต่พอนึกได้ว่าฐานะตัวเองนั้นเปลี่ยนจากราชองครักษ์เป็นผู้ติดตามของพ่อค้าจึงนิ่งเงียบ แล้วเปลี่ยนคำพูดฉับพลัน “นายท่าน ข้ามีธุระอยากพบหน้าญาติสนิทในแคว้นฉู่ ขอแยกตัวชั่วครู่ได้หรือไม่”

ซ่งจินเหลียงเข้าใจความหมายนั้นเป็นอย่างดี ที่หวางมู่ต้องการแยกตัวไปนั้นเพื่อไปสืบข่าวพระสนมลี่จึงไม่ได้คัดค้าน

พอได้รับคำสั่งเป็นการพยักหน้ากลายๆ หวางมู่ก็แยกตัวไปอีกทาง เดินรวมเข้าไปในกลุ่มผู้คนที่ขับคั่ง ทำตัวให้กลืนกินไปกับชาวบ้าน ใช้แววตาสอดแววไปรอบทิศด้วยความระมัดระวังตัวเป็นอย่างดี



---------------

TAKE

กรี๊สสส ขอบคุณที่เตือนจ้าา โอ๊ยย อิฉันลืมไปได้เยี่ยงไรว่าอาลี่ถูกแทงที่ท้อง หวายย  ต้องขอโทษหลายๆ เดี๋ยวกลับไปแก้ เป็นที่ปอดน้า เป็นที่ปอดดด

ป.ล.ติได้ ติเลยจ้า เทครับฟังเสมอ ไม่มีแน่นอน ไม่ชอบก็ไม่ต้องอ่านอะ เทคไม่พูดดด  ><

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น