-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 33

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 25.2k

ความคิดเห็น : 102

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ค. 2560 22:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 33
แบบอักษร

33

อดีตนายทหารถูกผู้เป็นอดีตแม่ทัพคว้าตัวหนีจากอ้อมอกผู้เป็นองค์จักรพรรดิต่อหน้าต่อตา เบื้องหน้าคือหนทางหนีที่ซูลี่เตรียมเอาไว้ ทางตำหนักด้านหลังคือเส้นทางที่จะไปสู่แม่น้ำเว่ย กัดฟันทนกับรอยแผลที่ถูกแทงสาหัส ใช้พลังลมปราญโบยบินทะยานด้วยความทุลัดทุเล

ผืนไพรได้ช่วยบดบังความตายชั่วครู่ ซูลี่ไม่ได้ทะนุถนอมผู้เป็นตัวประกันแต่อย่างใด มีแต่สร้างความเสียหายให้ร่างกายอีกฝ่ายมากขึ้นเท่านั้น ยามที่เห็นซ่งจินเหลียงตามมาติดๆ ซูลี่ก็เร่งฝีเท้าเบา หวังให้ห่างจากกษัติย์วิปลาส

เมื่อจนตรอก…ซูลี่ไม่อาจหนีได้อีกแล้ว จึงต้องหยุดฝีเท้าตัวเองเพื่อเตรียมประชันหน้ากับซ่งจินเหลียง ด้านข้างคือก้อนหินใหญ่ที่วางเรียงรายสะเปะสะปะ ด้านหน้าคือผืนป่า

ยามนี้บุรุษผูมีนัยตาสีดำ แสดงสีหน้าให้เห็นว่ากำลังเคืองโกรธกว่าครั้งไหนๆ อาจเป็นเพราะซูลี่ดันไปเล่นกับของรักของหวงเข้าอย่างตั้งใจ

ความอยากเอาชนะ...ความอิจฉา...ทุกสิ่งสร้างความโง่งมบังตาให้ผู้เคยเป็นใหญ่ หวังเพียงแค่แก้แค้นอีกฝ่ายที่ได้ดีกว่าตน

แม้หนิงลี่จะเคยเป็นทหาร ทั้งพลังและร่างกายก็ไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้ สองมือทุบพยายามรั้งตัวเองให้เป็นอิสระจากคนที่กำลังคิดร้าย ใบหน้าบิดเบี้ยวทุกครั้งที่ซูลี่ออกแรงกระชาก หนิงลี่ที่ไม่เป็นวรยุทธ แน่นอนว่าไม่มีทางชนะผู้มีวรยุทธ เรือนผมสีนิลถูกกระชาก ฝ่ามือที่ใหญ่กว่าขยุ้มผมจนเต็มไม้เต็มมือ ก่อนที่หนิงลี่จะได้คิดอะไรมากกว่านี้พลันความเจ็บแปลบก็ประทะที่ใบหน้าและหัว

หนิงลี่ถูกจับโขกที่โขดหินซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวห้าถึงหกครั้ง แต่แค่นี้มันก็มากพอที่จะทำให้เขาแทบไม่รับรู้อะไรรอบด้าน และไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่ากำลังมีสิ่งแหลมคมแทงเข้าที่หน้าท้องจนเลือดไหลทะลัก

คนถูกจับเป็นตัวประกันได้ยินเสียงดังเคร้งของกระบี่ ดวงตาหม่นมองไปยังด้านหน้า เห็นเงาของคนคุ้นเคยกำลังใช้ฝีมือปะทะ ซ่งจินเหลียงกำลังโกรธจัด ดวงตาราวกับเป็นสีแดงก่ำ หรืออาจเป็นเพราะหนิงลี่มองผ่านเลือดกันแน่ถึงได้เห็นเป็นเช่นนั้น

ร่างของซูลี่ถูกซ่งจินเหลียงฟันจนเป็นแผล กระอักเลือดไปหลายที ทว่าก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ สองขายาวก้าวไปทางด้านหลัง พลันแสยะยิ้มอย่างคนมีชัยเหนือกว่า

ด้านหลังคือแม่น้ำเว่ยที่เชี่ยวกราด

“ซ่งจินเหลียง หากท่านต้องการพระสนมของท่านคืน ก็ไปตามเอาคืนที่นรกเถิด!”

ตูม!

ได้ยินแค่นั้นร่างทั้งร่างของพระสนมผู้เคยอัปลักษณ์ก็ลงไปสู่ใต้น้ำ ซ่งจินเหลียงเอื้อมมือจะคว้าผู้เป็นดั่งดวงใจแต่ก็ไม่อาจทันเสียแล้ว แถมยังถูกซูลี่รั้งกายไว้อีก ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อกันไม่ให้ลงไปช่วยได้ ซ่งจินเหลียงสะบัดตัวให้หลุดจากพันธนาการ ง้างกระบี่ขึ้นสูงฟาดฟันในร่างงดงามอีกคราวหนึ่ง ซูลี่ที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ไม่อาจทนรับบาดแผลเพิ่มอีกได้ไหว ร่างกายร่วงหล่นไปกับพื้นดิน สองมือยังคงเกาะขาซ่งจินเหลียงไว้แน่น ราวกับว่ากลัวอีกฝ่ายจะจากไปเสียเต็มประดา

ไม่เลย...ซูลี่ไม่ได้กลัวว่าบุรุษผู้นี้จะจากไป แต่กลัวว่าจะไปช่วยคนที่เกลียดแสนเกลียดได้ทันท่วงทีต่างหากเล่า!

“ฮึ่ม! เจ้าบังอาจนัก!”

องค์จักรพรรดิสบถคำ หมายจะตรงเข้าไปช่วยร่างที่กำลังจม เมื่อสักครู่ก่อนที่เขาจะตามมาถึงตัว หนิงลี่ได้ถูกทำร้าย จึงได้เร่งฝีเท้าตามมาจนทัน

ซูลี่เริ่มหมดแรงลง ลมหายใจติดขัด ไม่อาจฝืนร่างกายได้อีกแล้ว ลมหายใจหอบรวยรินลงทุกขณะ ก่อนลมหายใจเฮือกสุดท้ายจะหมดลง...ซูลี่รับรู้ถึงศีรษะตัวเองที่กำลังหลุดจากบ่า

ซูลี่...อดีตผู้เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งจี้หนานสิ้นชีพ

ซ่งจินเหลียงมองศพนั้นอย่างเลือดเย็น เขาไม่แม้แต่จะนึกสงสาร มันสมควรแล้วที่ซูลี่ต้องมาตายอย่างน่าอนาถ บางทีมันเป็นความตายที่รวดเร็วเกินไปด้วยซ้ำ หากเป็นไปได้เขาอยากสับให้มันเป็นหมื่นๆ ชิ้น แล้วโยนเศษเนื้อให้พวกสัตว์ป่ากิน

เมื่อไร้คนที่มาขัดขวาง ซ่งจินเหลียงจึงได้ลงไปที่แม่น้ำเว่ย มองหาร่างที่จมลงไป ไม่นานนักเหล่าทหารของแคว้นฉินก็ตามมาติดๆ พวกเขาเอ่ยร้องห้ามผู้เป็นองค์จักรพรรดิ ความโกลาหลเกิดขึ้นในชั่วขณะ ทหารที่ได้รับคำสั่งต่างพากันช่วยหาอย่างสุดกำลัง ร่างกายที่ต้องอยู่ในน้ำนานๆ เหนื่อยล้า ทหารบางคนหอบจนเกือบจมน้ำตายเสียด้วยซ้ำ

คล้อยตะวันกำลังเริ่มจะตกดิน...ก็ไม่อาจหาร่างของพระสนมเจอ

ซ่งจินเหลียงบ้าคลั่ง มือไม้สั่นเทาจนไม่อาจห้ามได้ ความกลัวการสูญเสียประดังเข้ามาในสมอง ยามนี้องค์ฮอ่งเต้ผู้เคยนิ่งเรียบกลับทำตัวราวกับไฟโหมกระหน่ำ ดั่งเกลียวคลื่นพายุร้าย จนไม่มีใครกล้าเข้าหน้า กระทั่งหวางมู่คนสนิทก็ยังหวั่นเกรง

ในขณะนั้นที่แคว้นเว่ย

องค์ชายแห่งแคว้นฉู่ได้ท่องเที่ยวต่างแคว้นเพื่อเยี่ยมชม แคว้นเว่ยกับแคว้นฉู่ถือได้ว่าเป็นแคว้นพันธมิตร หาได้เป็นศัตรูกันไม่ ด้วยพื้นที่ของแคว้นหานที่เล็กกว่ามากโข ล้อมรอบด้วยแคว้นใหญ่ไม่ได้ต่างจากแคว้นหานเท่าใดนัก ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นแคว้นมหาอำนาตย์ แต่นั่นก็ไม่อาจเทียบเคียงกับแคว้นฉู่หรือแคว้นฉินได้

ในขณะที่กำลังเสด็จเดินทางกลับ ความอยากรู้เรื่องพื้นที่โดยรอบ ฉู่หนันเฟยจึงได้เลือกเดินทางเลาะไปตามเขตแม่น้ำ

บุรุษสง่าบนหลังอาชาสีน้ำตาลแก่มองไปรอบด้านด้วยแววตานุ่มลึก ทิศด้านขวาคือแคว้นหานที่เพิ่งจากมา ส่วนทิศด้านซ้ายคือแคว้นฉินที่ยิ่งใหญ่ ยามที่ได้มองเห็นเส้นทางไปยังต่างแคว้น ฉู่หนันเฟยกลับหวนคิดถึงบุรุษที่อยู่ในงานเลี้ยง ช่างน่าเสียดายนักที่ไม่ได้มีโอกาสได้เจอกันอีกครั้ง

ฉู่หนันเฟยที่กำลังใช้ความคิด กลับสะดุดสิ่งหนึ่งที่ลอยตัวอยู่ในน้ำไม่ไกลนัก ดวงตาเรียวคมเข้มเพ่งมองจนเริ่มมั่นใจแล้วว่าสิ่งที่กำลังลอยอยู่ในน้ำเป็นคน จึงได้สั่งให้ทหารเร่งรีบช่วยเหลือให้บุรุษผู้นั้นพ้นภัย

หากไม่ตายก็คงจะโชคดี แต่หากว่าสิ้นชีพก็ถือว่าช่วยสงเคราะห์

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”

ทหารติดตามฉู่หนันเฟยวิ่งตรงเข้ามาพร้อมคุกเข่ารายงาน

“บัดนี้ชายผู้นั้นยังมีชีวิตพ่ะย่ะค่ะ เพียงแค่ว่าได้รับบาดเจ็บสาหัส หากไม่เร่งรีบรักษาโดยพลันอาจสิ้นชีพได้”

ฉู่หนันเฟยพยักหน้ารับ มองไปทางคนเจ็บที่เห็นเพียงแผ่นหลัง เสื้อผ้าที่สวมใส่ช่างไม่คล้ายคนจากแคว้นหานเลยสักนิด ใคร่ความอยากรู้อยากเห็นจึงได้ลงจากหลังอาชา ย่างก้าวเดินเข้าไปใกล้ ทหารที่อยู่ข้างตัวจึงพลิกร่างที่ยังคงนอนสลบไสลให้ฉู่หนันเฟยได้เห็นเต็มตา

เพราะเป็นหนึ่งในคนที่อยู่ในงานเลี้ยง เพราะเป็นอีกคนหนึ่งได้เห็นพระสนมผู้เคยอัปลักษณ์เต็มตา แม้ว่าใบหน้าด้านขวาจะมีรอยแผล ถึงกระนั้นฉู่หนันเฟยกลับจำอีกฝ่ายได้ดี

“พระสนมลี่?”

ฉู่หนันเฟยเร่งให้คนรีบพาผู้มีตำแหน่งเป็นถึงสนมขององค์ฮ่องเต้แคว้นฉีไปรักษาตัวโดยด่วน หมอจากต่างแคว้นได้เข้าทำการรักษาโดยพลัน

สิ่งที่ทำให้ฉู่หนันเฟยแปลกใจคือรอยแผลจากการถูกทำร้าย หรือว่าแคว้นฉีเกิดเหตุร้ายอันใดขึ้นจึงทำให้เป็นเช่นนี้ ถ้าจำไม่ผิดเมื่อตอนที่อยู่เมืองหลวงเสียนหยางก็ไม่เห็นมีอันใดผิดปกติ พระสนมผู้นี้ต่างก็เป็นที่ยอมรับของประชาชนและเหล่าบริพาน ไหนจะยังท่าทีแปลกประหลาดนี้อีก...พระสนมลี่ทำหน้าราวกับทรมานอย่างเหลือแสน ใบหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาทั้งสองข้างที่ปิดสนิทกลับมีน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย

หลับเหมือนไม่ได้หลับ

ในความฝันที่ยาวนาน...หนิงลี่มองเห็นตัวเองในอดีต ในน้ำที่เย็นยะเยือกจนถึงกระดูก สองหูได้ยินเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือจากรอบข้าง สองมือพยายามตะเกียกตะกายขึ้นจากสิ่งที่กำลังจะคร่าชีวิต ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งหมดแรง หนิงลี่ไม่อาจต้านทานความหนาวเหน็บได้ไหวจึงค่อยๆ จมลง...จมลง...

“ชะ ช่วย...ช่วยด้วย”

หนิงลี่ละเมอเพ้อพกไม่รู้ตัว ราวกับว่ากำลังอยู่ในเหตุการณ์จริง จึงได้เผลอทำท่ากลืนน้ำเข้าไปหลายอึก ใบหน้าเริ่มมีเหงื่อกาฬไหลซึมไหล สองมือกำผ้าห่มไว้แน่น

“องค์ชาย ข้าน้อยเกรงว่าถ้ายังเป็นเช่นนี้ บางทีอาจไม่รอด” หมอผู้ทำการรักษาส่ายหน้า

ฉู่หนันเฟยเริ่มร้อนใจ “ท่านหมอ ท่านไม่มีหนทางรักษางั้นรึ”

ผู้รักษายกมือคารวะ “ข้าพอจะมีวิธีอยู่บ้าง แต่เกรงว่า...”

“เกรงว่าอันใด?” ฉู่หนันเฟยต้องการความกระจ่างแจ้ง

“เกรงว่าอาจทำให้ต้องลืมอดีตชั่วคราว” ผู้รักษาถอนหายใจอธิบายต่อ “ยาชนิดนี้ถ้าให้กินสามเวลา มันจะช่วยทำให้หลงลืมอดีตเพียงชั่วครู่ หากไม่ทำเช่นนี้ข้าน้อยเกรงว่าเขาอาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน จะต้องทำให้ลืมเสียก่อนพ่ะย่ะค่ะ”

ฉู่หนันเฟยมองคนเจ็บที่ยังทำท่าทรมานไม่หาย บุรุษในชุดสง่าจึงได้ตัดสินใจฉับพลัน เพื่อรักษาให้คนผู้นี้ยังมีชีวิตรอด

“หากเช่นนั้นท่านหมอก็เร่งทำเถิด”

“พ่ะย่ะค่ะ”

ท่านหมอรับคำสั่งแล้วเดินออกไปเพื่อเตรียมปรุงยา

ในห้องที่ทำการรักษา มีเพียงแค่องค์ชายแห่งแคว้นฉู่กับเว่ยชางคนสนิทเท่านั้น

เว่ยชางมองไปยังคนหลับพลางถอดถอนหายใจ ในปีนี้เขาเองก็อายุปาไปครึ่งคนแล้ว ย่อมเห็นโลกมานักต่อนัก เห็นผู้คนมากมาย พวกรักชอบในเพศเดียวกันก็เห็นอยู่มาก ในกองทัพที่ไม่มีหญิงงามไว้คอยปรนนิบัติ ก็มีบ้างที่จะหันมาเชยชมในพวกเดียวกัน แต่นั้นก็เป็นเพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ได้ข่าวว่าเดิมทีพระสนมผู้นี้ก็เป็นเพียงแค่เชลยต่างแคว้นก่อนถูกแต่งตั้งเป็นพระสนม ซ่งจินเหลียงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นจักรพรรดิวิปลาสอยู่แล้ว บางทีอาจเป็นแค่การเล่นสนุก

“เว่ยชาง เจ้าคิดว่าเหตุใดพระสนมลี่ถึงได้รับบาดเจ็บมาเช่นนี้” ใคร่ความอยากรู้จึงหันไปถามคนที่ยืนด้านหลัง

เว่ยชางตอบเสียงเรียบ “องค์ชาย ข้าน้อยเกรงว่าจะถูกทำร้าย”

“จากใคร?”

“อาจเป็น...คนที่เกลียดชังพระสนมลี่ หรืออาจเป็น...” เว่ยชางหยุดคำ

“เจ้าคิดว่าเป็นซ่งจินเหลียง?” ฉู่หนันเฟยผินมองหน้า

เว่ยชางพยักหน้ารับอย่างจำยอม “องค์ชาย มนุษย์ย่อมมีความเปลี่ยนแปลง ครั้งหนึ่งพระสนมลี่อาจเคยเป็นที่รัก แต่พระสนมลี่เป็นชาย ใยเล่าจะครองรักได้ดั่งหญิงสาว”

ฉู่หนันเฟยทำเพียงแค่พยักหน้ารับ เขาไม่มีความคิดเห็นในเรื่องพวกนี้ ไม่อาจรู้ได้ว่าต้องรู้สึกเช่นไร แต่ถ้าหากว่าเป็นอย่างที่เว่ยชางว่าก็นับได้ว่าพระสนมชายผู้นี้ช่างน่าสงสารนักและช่างน่าเสียดายในความงดงามของซ่งจินเหลียง

ผ่านไปสามวันเต็มๆ หนิงลี่ได้ลืมตาตื่นขึ้นมา ดวงตาทั้งสองข้างสั่นไหวเมื่อรอบด้านคือสถานที่ไม่คุ้นชิน ความตื่นตระหนกจึงได้พาร่างกายที่บอบช้ำพอสมควรลุกขึ้น ร่างกายที่ยังคงเจ็บหนักอยู่มาก ทำให้ไม่อาจรั้งตัวให้ลุกขึ้นยืนได้ อาการเจ็บแปลบที่หน้าท้องเกิดขึ้น หนิงลี่เอามือทาบไปที่อาภรณ์ที่มีหยาดเลือดซึมออกมาจากด้านใน

และเป็นจังหวะเดียวกันกับที่บานประตูที่ถูกปิดเปิดออกจากด้านนอก ปรากฏบุรุษผู้ไม่คุ้นหน้า หนิงลี่สะดุ้งเฮือกกระเถิบถอยหลังหนี

“เจ้าไม่ต้องกลัว”

ชายผู้นั้นห้ามเอาไว้ ด้วยเกรงว่าจะกระทบกับบาดแผลจนฉีกขาดมากขึ้นกว่าเดิม

ทันทีที่เห็นอีกฝ่ายนิ่งแล้ว ฉู่หนันเฟยจึงได้วางใจ ตลอดสามวันที่ผ่านมาเขาได้สั่งให้คนดูแลหนิงลี่เป็นอย่างดี ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง

“ท่าน...ท่านเป็นใคร?”

คนบาดเจ็บนึกฉงนนัก เขาจำได้ว่าไม่รู้จักคนนี้

ไม่รู้จักแม้กระทั่ง...ชื่อตัวเอง

ฉู่หนันเฟยไม่อาจอธิบายได้ ด้วยเกรงว่ามันอาจส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจ จึงได้โป้ปดครึ่งหนึ่งและพูดความจริงครึ่งหนึ่ง เขาทำเพียงแค่เล่าเหตุการณ์คร่าว บอกว่าตัวเองเป็นสหายเก่าตอนที่หนิงลี่อยู่แคว้นฉิน พบหนิงลี่ได้รับบาดเจ็บลอยน้ำมาด้วยความบังเอิญจึงได้เร่งช่วยเหลือ...องค์ชายแคว้นฉู่มองลึกเข้าไปยังดวงตาสีนิล บัดนี้แววตาที่เคยสดใสกลับว่างเปล่า เขาเดาว่าคงเป็นเพราะผลของยาที่ให้กินตลอดเวลาสามวันมานี้ หนิงลี่จึงได้แปลกไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมเมื่อครั้งที่เคยเห็นอยู่ในงานเลี้ยง

เมื่อได้ฟังดังนั้นคนที่ถูกช่วยชีวิตเอาไว้จึงซาบซึ้งใจนักตนเองได้เป็นหนี้ชีวิตองค์ชายต่างแคว้นผู้นี้แล้ว...การพูดคุยเป็นไปครู่หนึ่ง ไม่นานนักฉู่หนันเฟยก็เดินออกไป ปล่อยให้หนิงลี่พักผ่อน และเตรียมตัวเดินทางกลับแคว้นฉู่ในวันรุ่งขึ้น

คนจำความไม่ได้เอนกายนอนเหมือนเก่า สิ่งที่ถูกใส่มาในสมองยามที่ตื่นเป็นเหมือนความทรงจำใหม่ หนิงลี่รู้สึกเบาหวิวในอกน่าอย่างน่าประหลาด เหมือนกับว่ามีสิ่งสำคัญที่ได้ลืมเลือนไปเสียแล้ว

หลายวันที่ผ่านมานี้ ซ่งจินเหลียงได้ให้คนค้นหาที่แม่น้ำเว่ยทั้งวันทั้งคืน จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ยังไร้วี่แววของคนหาย ทหารบางนายถึงกับถอดใจว่ายังไงพระสนมก็ไม่น่ารอด ถูกแทงจนบาดเจ็บสาหัสขนาดนั้นหากไม่สิ้นชีพใต้น้ำก็คงได้รับบาดเจ็บจนตาย

ความคิดเห็นเหล่านั้นซ่งจินเหลียงไม่อาจยอมรับ หากไม่เห็นศพซ่งจินเหลียงไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าพระสนมผู้เป็นดั่งดวงใจได้สิ้นชีพ

ความปวดร้าวโหมเข้ามาในความรู้สึกจนไม่อาจยับยั้งได้ การที่เขาอยู่เหนือผู้คน แม้จะต้องทนทุกข์ ก็ไม่อาจปล่อยให้ความเจ็บนี้มาทำให้การปกครองบ้านเมืองต้องหยุดชะงัก ซ่งจินเหลียงยังคงทำหน้าที่ของตัวเองต่อ ปกครองประชาราษฎ์เพื่อความผาสุข

เพื่อรอคอยวันที่พระสนมจะกลับมาอยู่เคียงกายอีกครั้ง



-----------

TAKE

โอ๊ยย เค้าซอรี่ เค้าเสียใจ เค้าไม่ได้ว่าใครน้าา มีอะไรติได้เลยจ้า ส่วนไหนที่ต้องแก้ ส่วนไหนที่ต้องปรับปรุงบอกเทคได้เลย ถ้าส่วนไหนแก้ได้เทคจะเอาไปแก้ (แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ตอนนี้กำลังเคลียร์งานส่งน สนพ อยู่จ้า)

เค้าขอโทดดดดด เค้าไม่ได้ว่าใคร อย่าเข้าใจผิดนะ และขอบคุณมากด้วย แค่นี้เทคก็ดีใจแล้ว ><


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น