by.. ฟาง

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

3/ ข่าวลือในวันนี้ (แก้คำผิด)

ชื่อตอน : 3/ ข่าวลือในวันนี้ (แก้คำผิด)

คำค้น : ตอนที่ 3

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 43.6k

ความคิดเห็น : 116

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2560 06:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 500
× 0
× 0
แชร์ :
3/ ข่าวลือในวันนี้ (แก้คำผิด)
แบบอักษร

​ปอรักP...

ตั้งแต่ลงจากรถไอ้แก่มาครบอาทิตย์ ไม่รู้ว่ามันเป็นความซวยอะไรของผมกันนักกันหนาชีวิตผมไม่เคยอยู่อย่างปกติสงบสุขสักวัน เพราะอะไรน่ะเหรอ

"ไอ้ปอว่าไงห้าร้อยไปปะ กูอยากลองกับผู้ชายซักครั้งนะๆไหนๆมึงก็ขายตัวอยู่แล้วนี่ กูเอาค่าเกมส์ทั้งอาทิตย์มาให้มึงเลยนะเว้ย"

"เฮ้อ กูไม่ได้ขายตัว" ผมตอบมาเป็นครั้งที่ยี่สิบกว่าแล้วมั้งของวันนี้ ไม่รู้ว่าพวกมันไปเอาข่าวมาจากที่ไหนถึงมีแต่ไอ้พวกจัญไรมาถามแบบนี้

"อ่าวก็กูได้ยินเขาพูดกันว่ามึงขายตัวไม่ใช่เหรอ อย่าอายน่า..ขายตัวก็รับๆมาเถอะ หรือห้าร้อยมันน้อยไปกูติดไว้ก่อนได้ปะเดี๋ยวอาทิตย์หน้ากูเอามาให้อีกห้าร้อย"

"ไอ้ชาย ก็บอกแล้วว่ากูไม่ได้ขายๆ อยากมากนักก็ไปถูกับเสาไฟฟ้าหรือเสียบกับรูเสาไฟฟ้าสิไอ้สัส!" ผมตะคอกใส่หน้าไอ้ชายเพื่อนร่วมชั้นเรียนแล้วเดินกระแทกไหล่มันออกมาด้วยความโมโห เกิดอะไรกับผมวะวันนี้โดนถามแบบนี้เกือบทั้งวันละ

"อย่าให้กูรู้นะว่าใครมันปล่อยข่าวแบบนี้ กูจะเอารองเท้าไปซ่อนแม่งเลย" ผมเดินบ่นพึมพำมาตามระเบียงอาคารเรียน 

ก็พอจะรู้ตัวอยู่หรอกว่าหลายวันมานี้มีสายตาหลายคู่มองผมด้วยความดูถูกดูแคลน บางคนมีพูดลอยๆออกมาว่าเมื่อก่อนก็เกาะพระกิน เดี๋ยวนี้พอไร้ที่พึ่งก็ขายตูดกิน ได้ยินแล้วก็อดเคืองแค้นคนพวกนี้ไม่ได้ ผมไปทำอะไรให้พวกเขาทำไมถึงว่ากันขนาดนี้ ถ้าเป็นเรื่องจริงผมจะไม่โกรธหรือจะไม่เถียงไม่แก้ตัวเลยสักคำ แต่นี่ผมไม่ได้ทำอ่ะแล้วทำไมแม้แต่สายตาของอาจารย์บางคนยังต้องมองผมด้วยสายตาแปลกไปจากเดิมล่ะ ผมผิดตรงไหน? ทำไมถึงมองผมแบบนี้? เกิดคำถามที่ดังขึ้นมาในใจแต่ไร้ซึ่งคำตอบทุกทาง

"ไอ้ปอ ไปแดกข้าวกันเถอะ" ไอ้คิทวิ่งมากอดไหล่ผม มันยังเป็นเพื่อนคนเดียวที่ทำตัวเหมือนเดิมโดยไม่ถามถึงข่าวลือพวกนั้นเลยสักคำ

"มึงไปกินคนเดียวเหอะ กูไม่หิวว่ะ" และก็เป็นอีกครั้งที่ผมพยายามปลีกตัวออกห่างจากมัน เพราะไม่อยากให้มันเป็นเป้าหมายหรือถูกมองด้วยสายตาแปลกๆไปด้วย

"ไอ้ปอกูถามมึงจริงๆเลยนะ มึงคิดว่ากูเป็นเพื่อนของมึงมั้ย" ไอ้คิทรั้งไหล่ผมไว้แล้วเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังมากกว่าทุกครั้ง

"อืม" ผมเองก็ไม่รู้จะตอบมันยังไงเหมือนกัน ถึงจะไม่ได้สนิทใจไว้วางใจมันเต็มร้อย แต่ไอ้คิทก็ถือว่าเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดในโรงเรียนและในชีวิตตอนนี้ก็ว่าได้

"ถ้ามึงคิดว่ากูเป็นเพื่อนของมึงแล้วทำไมมึงต้องพยายามหลบเลี่ยงกูด้วยวะ มึงคิดว่ากูโง่ไม่รู้รึไงหลายวันมานี้มึงพยายามหลบกูตลอด"

"ไอ้คิท มึงก็รู้ว่าตอนนี้คนอื่นเขามองกูพูดถึงกูยังไง เดินไปไหนมาไหนก็มีแต่คนว่ากูเป็นเด็กขาย กูไม่อยากให้มึงมาเดินมาอยู่มาคลุกคลีกับกูหรอกนะคิท เพราะกูคิดว่ามึงเป็นเพื่อนกูถึงต้องรักษามึงให้ดีที่สุด" ผมเองก็ตอบไอ้คิทกลับไปอย่างจริงจังเช่นกัน 

"กูก็คิดว่ามึงเป็นเพื่อนของกูเหมือนกันนะปอ ฉะนั้นหน้าที่เพื่อนอย่างกูคือต้องปกป้องและเคียงข้างเพื่อนอย่างมึงไม่งั้นเราจะมีเพื่อนไว้ทำไมวะ ใครมันจะมองจะว่ามึงยังไงกูไม่สนใจหรอกกูเป็นเพื่อนมึงกูรู้จักเพื่อนของกูดีพอ คนอื่นก็ช่างหัวมันดิวะถ้ามึงโกรธพวกมันก็ด่าแม่งไปเลยเดี๋ยวกูจะช่วยมึงด่าพวกมันด้วย ไม่เห็นต้องไปอดทนอะไรในเมื่อมึงถูกคุกคามแบบนี้ ไอ้ปอกูรู้นะว่ามึงไม่ใช่คนยอมคน แต่กูไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพักหลังๆมึงถึงต้องยอมให้เขาว่าให้เขาถากถาง ยิ่งมึงปล่อยให้พวกมันว่าเพลินปากแบบนี้พวกมันจะยิ่งได้ใจ เป็นตัวของตัวเองไปเหอะใครไม่ชอบใครไม่พอใจก็ช่างแม่ง เราไม่มีทางที่จะทำให้คนทั้งโลกมารักมาชอบเราได้หรอก ขนาดพระพุทธเจ้าท่านยังโดนติฉินนินทาแล้วนับประสาอะไรกับพวกบาปหนาอย่างเราจะไม่โดนไอ้พวกหมาขี้เรื้อนมันเห่าหอนใส่วะ" 

ผมคิดตามที่ไอ้คิทมันพูด ก็ถูกของมันนะโดยนิสัยแล้วผมไม่ค่อยยอมให้ใครมาเอาเปรียบ มาระราน หรือมาดูถูกกันได้ง่ายๆ ถึงแม้ว่าผมจะเป็นเด็กที่พ่อแม่ไม่ต้องการเลยทิ้งให้ผมเป็นภาระของหลวงพ่อท่านเก็บมาเลี้ยงก็เถอะ แต่ทุกคนต่างก็มีคุณค่าและมีศักดิ์ศรีของตัวเองทั้งนั้น แล้วทำไมผมถึงต้องยอมให้ศักดิ์ศรีของผมที่ถูกฟูมฟักโดยหลวงพ่อต้องมาถูกเหยียบย่ำเพราะพวกคนไร้ค่ากันล่ะ

"อืม งั้นไปกินข้าวกันเถอะกูชักจะหิวละ" ผมกอดคอไอ้คิทเดินผ่านสายตาผู้คนหลากหลายไปที่โรงอาหาร โดยเมินต่อความเคลือบแคลงสงสัยจากผู้คนรอบข้างเหล่านั้น 

ไอ้คิทมันคงจะเข้ามาทำให้ความหวาดกลัวหวั่นระแวงในเรื่องมิตรภาพจอมปลอมเมื่อครั้งเนิ่นนานที่ผมฝังใจ ให้มันเจือจางลงบ้างล่ะน่า.. ผมเริ่มคิดถึงประโยคที่ว่า

ชีวิตหนึ่งของคนเราไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนมากมายหรอก เพราะคำว่าเพื่อนนับกันที่คุณภาพไม่ใช่ปริมาณ​​ อืม..มันคงจะเป็นแบบนั้นจริงๆด้วยสินะ

"ไอ้ปอคืนนี้มึงมีคิวว่างมั้ย ได้ข่าวว่ามึงคิวทองเลยนี่กูอยากลองซักหน่อย ดูซิว่าจะซี๊ดเหมือนที่เขาร่ำลือกันมั้ย" ผมกำลังอ้าปากตักข้าวใส่กระเพาะก็ต้องวางช้อนลงอย่างเอือมระอาปนรำคาญ

"นั่นสิปอเขาว่านายขายตัวจริงๆเหรอ เราไม่อยากจะเชื่อหรอกนะแต่มีคนเห็นนายขึ้นรถไปกับลูกค้าด้วยแหละ"

"แล้วไอ้คนที่เขาว่ากับไอ้คนที่เห็นไอ้ปอขึ้นรถน่ะมันเป็นใครเหรอฟ้าใส ไหนลองบอกให้เป็นบุญหูหน่อยซิ เราจะได้เอารางวัลไปให้มันในฐานะพวกชอบเสือกเรื่องชาวบ้าน ปั้นน้ำเป็นตัว นั่งเทียนเขียนข่าวดีเด่น" ไอ้คิทพูดสวนฟ้าใสออกมาอย่างรวดเร็วและมันก็เป็นประโยคที่ผมกำลังจะอ้าปากถามอยู่เหมือนกัน 

ใครวะที่เห็นผมไปขึ้นรถกับคนนั้นคนนี้น่ะ แล้วผมเคยไปขึ้นรถใครชีวิตนี้ของไอ้ปออย่างผมขนาดแท็กซี่ก็ยังไม่ค่อยได้ใช้บริการเลยครับนอกจากจะไปกับหลวงพ่อ อย่างดีที่สุดก็ขึ้นรถกระบะของลุงทิศลูกศิษย์อีกคนที่เคารพหลวงพ่อมาก

"เอ่อคือ เราก็ได้ฟังจากคนอื่นเขาเล่ามาอีกทีอ่ะคิท"

"แล้วคนอื่นที่เล่าน่ะใครเหรอครับฟ้าใส เราก็อยากรู้เหมือนกันว่าใครเห็นเราขึ้นรถไปกับใคร" ผมเอ่ยถามฟ้าใสนิ่งๆ ฟ้าใสเป็นเพื่อนในห้องเรียนอีกคนหนึ่ง ปกติก็ไม่ได้คุยกันบ่อยเท่าไหร่แต่ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์เลวร้ายอะไรกับผม

"งั้นเราขอนั่งด้วยคนได้มั้ย?"

"อืมนั่งสิครับ" ผมเอ่ยอนุญาตกับฟ้าใส โดยที่ไม่หันไปมองเพื่อนชั้นเดียวกันแต่เรียนคนละห้องอีกสี่ห้าคนที่เดินเข้ามาก่อกวนเมื่อกี้ 

ที่ผมไม่ได้โต้ตอบพวกมันไม่ใช่เพราะกลัว แต่ผมคิดว่าที่นี่คือโรงอาหารและที่นี่ก็ยังมีคนรอดูละครฉากนี้อีกเยอะแยะ เวลาเราถูกใครทำพฤติกรรมแย่ๆใส่ ขอให้ลองยืนฟังเขาเฉยๆยังไม่ต้องไปโต้ตอบอะไร บางครั้งเราอาจจะรู้สึกหน้าชาบ้างรู้สึกเจ็บใจเคืองแค้นบ้าง แต่ถ้าหากคนยิ่งอยู่เยอะสังคมจะตัดสินให้เองว่าใครมีวุฒิภาวะมากกว่ากัน 

และถ้าสังคมจะตัดสินผมจากคำครหาไร้ซึ่งที่มาที่ไปและความจริงใดๆ ทั้งที่สังคมตรงนี้หลายๆคนก็เคยเห็นผมอยู่ในสายตาตั้งแต่เด็กๆ ต่างก็รับรู้ความเป็นมาเป็นไปหลายๆคนก็น่าจะพอรู้จักนิสัยผมบ้าง ถ้าพวกเขาจะตัดสินว่าผมเป็นไปตามข้อกล่าวหาข่าวลือพวกนั้น ผมก็คงไม่อาจไปบังคับให้ใครมาเชื่อผมได้ เพราะขนาดสิ่งที่เขาเห็นสิ่งที่เขารู้จักมาตลอดเขายังไม่เชื่อเลยเราจะอธิบายไปเพื่ออะไร

"แล้วพวกมึงอ่ะ ไม่ไปแดกข้าวกันรึไง!" ไอ้คิทหันไปแว้ดใส่คนพวกนั้นเสียงดัง ผมกวาดตามองไปรอบๆโรงอาหาร สายตาเกือบทุกคู่จับจ้องมาทางโต๊ะที่ผมนั่งอย่างสนใจใคร่รู้ บางคนบางกลุ่มก็พูดเสียงดังเยาะเย้ยเจตนาให้ได้ยินกันจะๆ 

อืม.. บางทีสิ่งที่ผมคิดว่าจะยืนฟังเฉยๆไม่โต้ตอบอะไรก็คงเป็นความคิดที่ผิดสินะ ขนาดมีอาจารย์นั่งอยู่ด้วยสองสามท่าน คนพวกนี้ก็ยังปฏิบัติตัวดูหมิ่นดูแคลนต่อผมซึ่งเป็นพี่เป็นเพื่อนเป็นน้องร่วมสถาบันเดียวกันต่อหน้าคณะครูอาจารย์ และก็ไม่มีคำกล่าวตักเตือนใดๆออกมาจากคนที่ผมคิดว่าน่าจะควบคุมดูแลความประพฤตินักเรียนในปกครองของตัวท่านเอง

"ขอรบกวนเวลาทุกคนด้วยนะ ผมไม่รู้หรอกว่าพวกคุณไปได้ยินหรือได้รับข่าวสารข้อมูลผิดๆจากไหนมา ที่ผมพูดว่าข้อมูลผิดๆนั่นก็คือ สิ่งที่พวกคุณได้รับรู้มาทั้งหมดไม่มีความจริงเลยซักนิด อะไรคือเรื่องที่ผมขายตัว? อะไรคือเรื่องที่ผมขึ้นรถไปกับคนนั้นคนนี้? และอะไรคือเรื่องที่ผมยอมมีอะไรกับคนที่เอาเงินมาให้แค่ห้าร้อยบาท ผมไม่ได้ดูถูกเงินนะแต่อย่างที่ทุกคนก็รู้ว่าผมเป็นแค่เด็กวัดคนนึง เงินห้าร้อยสำหรับผมมันเป็นเงินจำนวนมาก อย่าว่าแต่ห้าร้อยเลยแม้แต่เงินห้าบาทสำหรับผมมันก็มีคุณค่ามากอยู่ดี แต่ไม่ว่ามันจะมีคุณค่ามากเท่าไหร่ก็ตามแล้วอะไรทำให้พวกคุณคิดว่าผมต้องยอมขายตัวเพื่อให้ได้มันล่ะ หลายๆคนที่นี่ก็รู้ว่าผมใช้ชีวิตยังไง ผมเป็นเด็กล้างจานกับเด็กเสิร์ฟร้านลาบลุงเลิศได้ค่าจ้างเดือนละแปดพันบาท ผมเช่าห้องแถวอยู่เดือนละหนึ่งพันห้าร้อยผมใช้เงินมาโรงเรียนวันละห้าสิบบาท นั่นเท่ากับว่าเดือนๆนึงค่าใช้จ่ายจริงๆก็คือสามพันบาท ผมไม่มีภาระต้องจ่ายค่าโทรศัพท์เพราะผมไม่ได้ใช้โทรศัพท์ ผมไม่ต้องเสียเงินไปกับการเล่นเกมส์เพราะเรื่องเล่นเกมส์มันไม่มีความจำเป็นอะไรกับชีวิต ผมไม่มีค่าใช้จ่ายในเรื่องซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าใหม่ทุกเดือนผมไม่ได้ต้องการของพวกนั้น นอกจากชุดนักเรียนที่ใส่มาเรียนและอุปกรณ์สำหรับการเรียนซึ่งที่เหลือเดือนละห้าพันมันก็เพียงพอ แล้วทำไมผมต้องไปดิ้นรนขายตัวล่ะ ที่ร่ำที่ลือว่าผมขายตัวน่ะมีหลักฐานกันบ้างมั้ย? สมัยนี้จะกล่าวหาอะไรมันต้องมีหลักฐานเป็นเครื่องยืนยัน" 

ผมลุกขึ้นยืนบนเก้าอี้พูดเสียงดังฟังชัดเอาให้ได้ยินไปถึงหูครูบาอาจารย์ที่นั่งกันอยู่ ประโยคสุดท้ายยืมของไอ้แก่มันมาใช้มันคงไม่รู้หรอกเนอะ

"แต่กูได้ยินมาจริงๆนะเว้ยว่ามึงขึ้นรถไปกับผู้ชายข้างโรงเรียนวันก่อนอ่ะ" ไอ้ต้นที่เรียนอยู่ห้องข้างๆมันตะโกนออกมา คำพูดของมันชักทำให้ผมตงิดๆขึ้นมาละ ผมไปขึ้นรถใครเมื่อไหร่วะ?

"มึงได้ยินมาจากไหนห๊ะไอ้ต้น! กูจะได้ไปลากตัวมันมาถามต่อหน้าจะๆไปเลย แล้วกูถามหน่อยเถอะถ้าสมมุติว่าไอ้ปอมันขึ้นรถคนอื่นจริงๆ พวกมึงเอาอะไรเป็นบรรทัดฐานว่ามันขึ้นรถไปขายตัววะ การที่เราจะขึ้นรถใครซักคนนึงมันจำเป็นต้องไปขายตัวตลอดเลยเหรอ ตรรกะอะไรของพวกมึงโคตรอ่อนสัสๆ งั้นต่อไปพวกมึงไม่ต้องขึ้นรถเพื่อนฝูงคนรู้จักหรือขึ้นรถใครเลยนะ ถ้าพวกมึงขึ้นรถคนอื่นนอกจากพ่อแม่มึงกูจะถือว่ามึงไปขายตัว!" ไอ้คิทลุกขึ้นยืนหันหน้าไปตะโกนใส่ไอ้ต้นอย่างไม่ยอมความเหมือนกัน

"สุดแล้วแต่ว่าใครจะคิดยังไงนะครับ เพราะไม่ว่าพวกคุณทุกคนที่นี่จะคิดบวกหรือลบมันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของผมดีขึ้นมาเลย แต่อย่าเอาบรรทัดฐานของตัวเองไปดูถูกคนอื่นเขา ความคิดแบบนี้มันจะแย่กับตัวคุณเอง ฟ้าใสขอโทษนะวันนี้เราไม่สะดวกคุยน่ะ วันหลังถ้าฟ้าใสมีอะไรติดใจสงสัยมาถามเราได้เรายินดีตอบขอตัวก่อนครับ ไปเถอะคิทกูอิ่มจนจุกละ" 

พูดจบผมก็กวาดตามองไปจนทั่วมองแม้กระทั่งโต๊ะที่อาจารย์นั่งอยู่ ก่อนจะก้าวลงจากเก้าอี้เอ่ยขอตัวกับฟ้าใสแล้วชวนไอ้คิทออกจากสถานการณ์แบบนี้ ก่อนที่ตัวเองจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่แล้วเรื่องจะบานปลายขึ้นไปอีก เฮ้อ ชีวิตของไอ้ปอรักทำไมมันมีแต่สีสันนักวะ


"หน้าหงิกหน้างอเป็นอะไรของมึง หรือว่าเจอไอ้รวยนั่นอีกวะ เอาไปของโต๊ะสอง"

"เปล่าหรอกลุง แต่มันก็แย่ไม่น้อยไปกว่าการเจอกับไอ้แก่นั่นหรอก โต๊ะหนึ่งเพิ่มไส้เป็ดทอดกับต้มแซ่บกระดูกหมูอ่อนรสจัดด้วยนะลุง" ผมตอบคำถามลุงเลิศอย่างเซ็งๆกับเหตุการณ์วันนี้ก่อนจะรับจานลาบไปเสิร์ฟให้ลูกค้า แล้วก้มหน้าก้มตาเก็บโต๊ะที่เพิ่งลุกไปเมื่อกี้ต่อ

"เวลาลูกค้าเข้าร้านมึงต้อนรับลูกค้าแบบไม่มองหน้ารึไงไอ้เด็กสิบแปดมงกุฎ วันนี้เจอกูแน่ หึหึ" เสียงพญามารมีแต่ความจองหองดูถูกดูแคลนคนอื่นแบบนี้มันไอ้แก่ชัดๆ โอ๊ย!วันนี้มันวันโลกาวินาศอะไรของผมวะปวดกะโหลกจากเรื่องที่โรงเรียน นี่ยังจะมีไอ้แก่ศัตรูคู่อาฆาตแต่ชาติปางก่อนตามมาระรานถึงที่ร้านอีกเหรอ ทำไมมันไม่หายไปแล้วหายไปเลย แล้วที่มันขู่ตอนเดินผ่านไปเมื่อกี้หมายความว่าไงผมต้องเผชิญกับเวรกรรมอะไรอีกเนี่ย! 

"น้องๆ จานนี้กูไม่ได้สั่ง" 

"อะไรอีกวะไอ้พี่ ก็เมื่อกี้ไอ้พี่เป็นคนสั่งเองอ่ะ" ผมเดินมาที่โต๊ะมันเป็นรอบที่สิบสองครบโหลพอดีภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงที่ไอ้แก่มันเข้ามานั่ง จะเรียกไอ้แก่เฉยๆเดี๋ยวมันจะดีดหน้าผากผมอีก นึกแล้วยังจี๊ดไม่หายคนอะไรวะมือหนักชะมัด

"ก็กูบอกว่าเมื่อกี้กูสั่งลาบเป็ดไม่ได้สั่งลาบหมูมึงเคยแคะขี้หูบ้างป่ะ เอาไปเปลี่ยนให้เลยนะกูไม่กินหมู" ผมล่ะอยากจะยกจานลาบหมูมาสาดหน้าไอ้แก่มันจริงๆเลย ช่างกล้าพูดออกมาได้ว่าไม่กินหมูทั้งที่บนโต๊ะมันก็เต็มไปด้วย น้ำตกหมู คอหมูย่าง ยำคอหมูย่าง ต้มแซ่บกระดูกอ่อนหมู ฮึ่ย ไอ้แก่พ่อหมูเอ๊ย!

"เอาๆ ยังจะยืนจ้องหน้าอีกรีบเอาไปเปลี่ยนให้กูดิวะ"

"ไม่เปลี่ยนก็เมื่อกี้พี่สั่งจริงๆนี่ พี่ๆเป็นพยานให้ผมหน่อยสิว่าเมื่อกี้เพื่อนพี่สั่งแบบนี้" ผมหันไปขอความร่วมมือจากพยานบุคคลที่กำลังนั่งจิ้มโทรศัพท์อย่างไม่สนใจโลก

"หึหึ ไหนชอบเรียกกูว่าไอ้แก่ไงวะ แต่ไอ้เหี้ยที่มีเมียเป็นโทรศัพท์น่ะมันรุ่นน้องกูเว้ย" ไอ้แก่มันยักคิ้วใส่ผมอย่างสะใจเหมือนดั่งว่ามันชนะเกมส์งูกินหาง เอ่อ มันเป็นเกมส์ในโทรศัพท์โนเกีย3310ที่ตกรุ่นไปนานละ เมื่อก่อนตอนผมเป็นเด็กผมเคยเห็นหลวงพี่รูปหนึ่งมาจำพรรษาที่วัดท่านเล่นอยู่บ่อยๆ

"เฮ้อ เออๆเอาไปเปลี่ยนให้ก็ได้ เมื่อไหร่ไอ้แก่มันจะรีบกินรีบกลับซักทีวะ" ผมเดินถือจานลาบหมูกลับมาหาลุงเลิศที่ยืนทำอาหารอยู่หน้าร้านอย่างเซ็งๆ

"ลุง ไอ้แก่นั่นมันบอกว่ามันไม่ได้สั่งลาบหมูอ่ะ"

"ไอ้แก่โต๊ะไหนวะ?"

"ก็ไอ้แก่สองคนที่เพิ่งเข้ามาเมื่อกี้ไง ไอ้คนที่ใส่เสื้อกล้ามสีดำไว้ทุกข์ให้ตัวเองอ่ะเป็นคนเดียวกับไอ้รวยของลุงนั่นแหละ ฮึ่ม! ปออยากสาดมันด้วยน้ำจิ้มไส้เป็ดจริงๆ"

"ไหนๆกูดูหน้าหน่อยซิ จะได้ดักเอาไม้ตีหัวถูกตัวฮ่าๆๆ" ลุงเลิศพูดอย่างขำๆแล้วทำเนียนเดินผ่านโต๊ะไอ้แก่ไปหยิบของในร้าน

"หล่อนี่หว่า" ไม่ถึงสองนาทีก็เดินกลับมา ในมือถือน้ำปลากันเขินมาด้วยขวดหนึ่ง

"เบ้าหน้าแบบนี้หาดูได้เยอะแยะลุง อ้อ ไอ้แก่มันจะกินลาบเป็ดลุงทำแล้วไปเสิร์ฟให้มันได้มั้ยอ่ะ เดี๋ยวปอดูเนื้อย่างให้เองขืนปอไปเสิร์ฟเดี๋ยวมันก็หาว่าไม่ได้สั่งอีก" 

"น้องๆโซดาขวดนึง"

"ฮ่าๆๆไปๆ ไอ้แก่แต่หล่อเนื้อคู่มึงเรียกหาแล้ว" ยังไม่ทันที่ลุงเลิศจะตอบรับหรือปฏิเสธไอ้แก่นั่นมันก็ตะโกนมาจองเวรผมอีกละ ใจคอจะดื่มแต่โซดารึไงนี่มันสั่งโซดาทีละขวดมาห้าหกรอบได้แล้วมั้ง สาธุขอให้โซดากัดกระเพาะมันทีเถอะ

นับจากขวดโซดาตอนนั้นสองทุ่มจนนี่เวลาก็ล่วงเลยมาตี1จะปิดร้านอยู่แล้ว ไอ้แก่ก็ไม่ยอมเช็คบิลกลับสักทีจนลุงเลิศกับผมต้องช่วยกันเก็บร้านไล่มันทางอ้อม แต่มันก็ยังหน้าด้านหน้ามึนนั่งกินไม่ยอมไปแถมกินจนจะอาบได้แล้วมั้ง สองคนเหล้าสองกลมผมล่ะยอมใจไอ้แก่จริงๆเลยกินได้อย่างไม่เกรงใจตับสักนิด และไม่ต้องสงสัยว่าตั้งแต่สองทุ่มจนถึงตอนนี้ผมต้องเดินเทียวไปเทียวมาที่โต๊ะมันกี่รอบ คือนับกันไม่หวาดไม่ไหวจนขาแทบจะลากอ่ะ

"ไอ้เด็กสิบแปดมงกุฎอยากได้ทิปปะ" อะไรของไอ้แก่มันอีกวะอยู่ๆก็เดินตามมาก่อกวนผมถึงหน้าห้องน้ำ เอ๊ะหรือว่าไอ้แก่มันจะไปหาอะไรกินในน้ำห้องน้ำนะฮ่าๆๆ

"ไม่อยากได้อ่ะพี่ พี่ก็รีบๆเช็คบิลกลับไปได้แล้วคนเขารอเก็บร้านจะปิดร้านแล้วเว้ย ไปๆรีบๆไปเลย เอ๊ะ!อะไรของพี่มึงวะ" ผมหลุดคำเรียกที่ไม่น่ารักออกไปด้วยความตกใจเมื่อไอ้แก่มันดันตัวผมจนติดประตูห้องน้ำ

"ปากดีนักนะมึง" เสียงพึมพำดังชิดเข้ามาก่อนที่มันจะแนบปากมาประกบกับปากผม แล้วสอดลิ้นเข้ามาอย่างที่ผมเองก็ไม่ทันได้ตั้งตัว

"อื้ออ อ่อยย" 

จ๊วบบ ผมพยายามหันหน้าหนีครางประท้วงในลำคอแต่ก็ไม่พ้นเมื่อไอ้แก่มันใช้สองมือล็อกหน้าผมแน่น ปากกับลิ้นมันก็ทำงานไม่หยุด ผมซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องแบบนี้มาก่อนในชีวิตก็ถึงกับทั้งกลัวทั้งสั่น แต่มันกลับมีความวาบหวิวเคลิบเคลิ้มปนอยู่ในนั้นอย่างที่ผมเองก็ไม่สามารถห้ามความรู้สึกตัวเองได้

"อื้ออ"

"อืมม" 

หูผมได้ยินเสียงครางเบาๆในลำคอของตัวเองกับไอ้แก่ดังเข้ามาแว่วๆ สองมืออ่อนแรงเกินกว่าจะผลักไสร่างควายๆนั้นให้ออกห่าง ในความสับสนนั้นผมรู้สึกถึงมือที่ล้วงเข้าในเสื้อด้านหลังแล้วลูบไล้อย่างจาบจ้วง

"อ่ะ อื้ออ ยะ อย่า" ผมพยายามทักท้วงแต่ลิ้นร้อนๆนั้นก็ยังรุกล้ำไม่ยอมหยุด แถมยังทั้งบดเบียดตัวควายๆดันผมจนติดแทบจะสิงเข้าไปกับประตูห้องน้ำ ปากก็บดขยี้จนผมรู้เลยว่ามันต้องบวมเจ่อแน่ๆ

จ๊วบบ แรงดูดดึงสุดท้ายก่อนที่ไอ้แก่นั่นมันจะยอมปล่อยตัวผม พอหลุดมาได้ผมก็รีบเดินจ้ำอ้าวออกไปหาลุงเลิศที่หน้าร้านอย่างสั่นๆ

"เก็บตังค์ด้วย" สักพักไอ้แก่มันก็ตะโกนบอก ผมต้องกลั้นใจเดินเอาบิลไปยื่นให้มันอย่างเสียไม่ได้

"ก้มหน้าหาเศษเหรียญรึไง" ไอ้แก่พูดขึ้นนิ่งๆโดยไม่แสดงความรู้สึกผิดหรือเก้อเขินกับเรื่องเมื่อกี้สักนิดเดียว ทำได้ไงวะไอ้หน้าด้าน!

"ไม่ต้องทอน ถือว่าเป็นค่า...หึหึ" ผมรีบเดินก้มหน้าเอาเงินไปให้ลุงเลิศโดยไม่หันไปมองว่าไอ้แก่มันจะทำสีหน้าท่าทางยังไง วันนี้อยากกลับห้องแล้ว มันเหนื่อยเกินไปที่จะต่อปากต่อคำกับใครอีกวันนี้พอได้แล้วมั้งสำหรับความเลวร้ายในชีวิต แค่นี้ก็พอเถอะไอ้ปอรักแทบจะยืนไม่ไหวอยู่แล้วครับ 


ปี๊นๆ ผมไม่ได้หันไปตามเสียงแตรรถหรอก ในชีวิตผมมีคนกวนตีนทำอย่างนี้อยู่แค่คนเดียวเท่านั้นแหละ ผมเดินผ่านรถไอ้แก่ที่มาส่งพี่เปาเป็นวันที่สามนับตั้งแต่วันที่มันจูบผมวันนั้น พี่เปานี่ทำเวรทำกรรมอะไรมาวะมีแฟนทั้งทีแฟนก็นอกใจไปจูบคนอื่นเฉยเลย

"อ่ะ กูเอามาฝาก" ผมเกือบหงายหลังกับแรงดึงกระเป๋านักเรียนจากทางด้านหลัง ไอ้อดีตเพื่อนรักปัจจุบันเพื่อนแค้นนี่ก็อีกคนหนึ่ง ตั้งแต่มีข่าวลือว่าผมขายตัวมันก็พยายามเอาตัวเองเข้ามาวนเวียนอยู่ใกล้ๆไม่ไปผุดไปเกิดสักที ชีวิตมึงนี่มันอะไรกันนักกันหนาวะไอ้ปอ

"กูไม่กิน มึงเก็บไว้กินเองเหอะแล้วปล่อยกระเป๋ากูได้แล้ว" บอกมันอย่างเซ็งๆกับชีวิตช่วงนี้ของตัวเองโดยไม่ได้หันไปดูว่ามันจะทำหน้ายังไง อยากจะเข้าไปในโรงเรียนสักที อยู่ตรงนี้เกิดไอ้แก่มันเกิดเฮี้ยนขึ้นมาจะขับรถเฉี่ยวผมอีก

"รับไปเถอะ มึงชอบกินนี่" ผมเงียบไม่ตอบไอ้เบียร์สักคำ ขาก็ก้าวเดินต่อไปโดยมีไอ้เบียร์เอามือจับกระเป๋าด้านหลังเป็นเห็บเกาะตามมาด้วย ไม่รู้ว่ามันเป็นบ้าเป็นบออะไรไม่ได้พูดกันตั้งหลายปี อยู่ดีๆอยากจะมาทำตัวสนิทสนมเอาตอนนี้

ปี๊นนน ผมรีบจ้ำอ้าวเดินเข้ามาในโรงเรียนทันทีที่ได้ยินเสียงแตรรถดังออกมายาวๆ ไอ้แก่ก็อีกคนเมื่อไหร่มันจะไปผุดไปเกิดทำให้ผมนอนผวาอยู่ได้ตั้งหลายวัน ยังไม่พอทุกเช้าต้องมาทนเห็นพี่เปาเทวดาของผมกับมันให้ช้ำอกช้ำใจเล่นอีก

"วิ่งหนีอะไรวะ"

"โอ๊ยไอ้เบียร์! มึงจะอะไรกันแน่เนี่ยกูรำคาญมึงจะเอายังไงพูดมาเลยดีกว่า มาตามติดกูอย่างนี้กูไม่ชินนะเว้ย! ไม่ชอบด้วย" เดินมาถึงหน้าห้องเก็บอุปกรณ์กีฬา ผมก็อดไม่ไหวหันไปถามมันอย่างจริงจังเคลียร์เลยทีเดียวให้มันจบๆไป

"ก็ไม่เอาอะไร ตอนนี้มึงอาจจะยังไม่ชินแต่กูจะพยายามทำให้มึงชินไง" แววตาของมันทำให้ผมรู้สึกว่ามันแปลกไปจากเดิมนิดหนึ่งแต่ก็ไม่รู้ว่าแปลกไปยังไง ช่างหัวมันเถอะอย่ามายุ่งวุ่นวายกับผมก็พอ แค่นี้เรื่องของผมมันก็ยุ่งเหยิงไปหมดแล้วมีแต่เรื่องเข้ามาไม่ให้ได้หยุดหายใจเลยสิน่า

"กูขอร้องนะเบียร์ถึงมึงจะไม่เห็นกูเป็นเพื่อน หรือมึงจะเห็นกูเป็นแค่เบ๊เป็นเด็กวัดเป็นหมูหมากาไก่อะไรก็ได้ กูจะไม่ว่าไม่ปฏิเสธเลย มึงจะคิดยังไงก็ตามสบายแต่อย่ามายุ่งวุ่นวายอะไรกับกูเถอะ กูขอละแค่นี้ก็มีแต่เรื่องเข้ามาเยอะพอแล้วขอให้กูได้มีพื้นที่หายใจบ้างเถอะ" 

ไม่รู้ว่าผมทำหน้าตายังไงออกไปและไม่รู้ว่าตอนนี้มันมีสีหน้ายังไง เพราะผมมองไม่เห็นอะไรนอกจากเสื้อนักเรียนสีขาวของไอ้เบียร์ที่มันดึงผมเข้าห้องเก็บอุปกรณ์กีฬาแล้วออกแรงกอดรัดจนใบหน้าผมแนบสนิทไปกับไหล่ของมัน ผมเองก็ยืนอึ้งงงอยู่เลยไม่ได้สะบัดตัวออกมา มันเป็นอะไรอีกวะ

"ปอกูขอโทษเรื่องป.หกนะ ตอนนั้นกูแค่อายไอ้พวกนั้นที่มันแซวว่ากูจะจีบมึงเป็นแฟนกูเลยพูดไปอย่างนั้น ที่จริงกูไม่คิดดูถูกอะไรมึงเลย กูขอโทษเรากลับมาคุยกันเหมือนตอนป.หกได้มั้ย" ผมดิ้นออกมาจากอ้อมกอดของมัน แล้วยืนจ้องหน้าไอ้เบียร์อย่างเอาเป็นเอาตาย

"โอเคเอาเป็นว่ากูรับรู้แล้วว่ามึงอายพอใจรึยัง จากนี้ก็ต่างคนต่างอยู่เหมือนที่ผ่านมาเหอะว่ะกูก็จะได้สบายใจ มึงก็จะได้ไม่ต้องอายอีก"

"มันไม่ใช่แบบนั้นนะเว้ยปอ ที่กูอายไม่ใช่อายในแบบที่มึงคิด แต่กูอายเพราะกูเขินที่พวกมันจับได้ว่ากูจะจีบมึงจริงๆ"

"ห๊ะ!!" ผมร้องออกมาดังๆ ขายังแข็งยืนอึ้งฟังคำสารภาพของไอ้เบียร์

"กูชอบมึงนะปอ ชอบมาตั้งแต่ป.หกแล้ว ตอนนี้ก็ยังชอบอยู่และไม่เคยคิดจะเลิกชอบด้วย"

"หยุดพอไอ้เบียร์มึงยังไม่ต้องพูดอะไรกูขอเรียบเรียงก่อน มึงบอกว่ามึงชอบกูมาตั้งแต่ป.หกจนถึงตอนนี้ งั้นกูเดาได้มั้ยว่าชอบของมึงคือในแบบเพื่อนใช่มั้ยวะ?" ผมพยายามทำใจก่อนจะเอ่ยถามกับมัน 

คือไม่คิดไม่ฝันว่าจะโดนอดีตเพื่อนรักมาสารภาพแบบนี้ ส่วนเรื่องที่มันเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายนั้นไม่สำคัญ ผมไม่ได้ตั้งสเปคไว้ว่าคนที่ผมรักต้องเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย มันอาจเป็นเพราะว่าผมเกิดมาจากหญิงชายคู่หนึ่งแต่ก็ไม่เห็นว่าพวกเขาจะมีความรับผิดชอบในผลผลิตความรักหรือความใคร่ของพวกเขาเลยนี่ 

เพราะฉะนั้นสำหรับผมแล้วความรักไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับเพศไหน วัยไหน ขอแค่คนนั้นรักในสิ่งที่ผมเป็น ขอแค่คนนั้นไม่ละทิ้งความเป็นเราสองคน ไม่ทิ้งให้ผมต้องโดดเดี่ยว ไม่ทำร้ายกันอย่างไม่มีเหตุผลก็เพียงพอแล้ว ที่ผ่านมาผมอยู่แต่กับหลวงพ่อ จนมาถึงวันนี้ก็อยู่ตัวคนเดียว สักวันหนึ่งถ้าผมโชคดีเหมือนนามสกุล ก็ขอให้ผมโชคดีมีอีกคนมาอยู่เป็นครอบครัวคนเดียวที่ผมจะมีไปตลอดชีวิตสักคนเถอะครับ


***"ชีวิตต่อให้ติดลบแค่ไหน หากพรุ่งนี้ตื่นมาแล้วยังมีลมหายใจ เราก็ยังมีโอกาสสู้ใหม่ พลิกชีวิตให้กลับมามีกำไรได้เสมอ" 

อาจเป็นไปตามที่มีคนคาดการณ์เรื่อง เพื่อนกูรักมึงว่ะ คือฟางเคยไปดูเรื่องแฟนฉันแล้วชอบมาจนวันนี้เลยคิดว่าเกือบทุกคนคงพอจะมีโมเมนต์บ๊อปปี้เลิฟๆกันบ้างนะ มานั่งพิมพ์ย้อนๆไปสมัยประถมแล้วคิดถึงเพื่อนๆประถมของตัวเองดี555

จูบๆ นั่นใครจะหลงจูบของใครกันหนอพรุ่งนี้ฟางจะเอาอิท่านมาเล่าบ้างว่าคิดยังไงกับเรื่องจูบ ส่วนเรื่องข่าวลือมันต้องมีที่มาที่ไปสิ ต้องกราบขออภัยอาชีพคุณครูที่ฟางมีบทพาดพิงในตอนนี้ด้วยนะคะ คือไม่ได้จงใจว่าอะไรท่านเลยคุณครูดีๆมีเยอะเช่นครูจูหลิงคนนี้ฟางกราบด้วยใจร้องไห้ที่สุดในวันที่เห็นข่าว แต่เราต้องยอมรับว่าในสังคมครูที่คิดว่าอาชีพครูก็แค่อาชีพหนึ่งที่ทำให้ตัวเองมีงานทำและก็ทำไปตามหน้าที่ไม่ได้ทำด้วยใจรัก มันก็มีเน้อ รู้สึกว่าฟางจะเขียนถึงอาชีพราชการด้านลบมา2อาชีพ2เรื่องละ เรื่องแรกก็หมวดโชค ขออภัยกราบงามๆจ้าว

ฟางพยายามเขียนว่าน้องปอก่อนจะเป็นหลงนั้นน้องก็แค่เด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ชีวิตต้องต่อสู้เพราะงั้นการกระทำใดๆในตอนต่อๆไปอาจมีบ้างที่น้องจะทำผิดคือมีจริงๆแหละ และมันจะสืบสานพัวพันยาวๆมาเลย ขอให้หลับตานึกถึงเด็กหนุ่มวัย17ปีที่ต้องอยู่ลำพังมันโหดร้ายนะสำหรับฟางอ่ะคือมันเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อไง พอๆสปอยแค่นี้อีกไม่กี่ตอนคงมีให้เห็น

ขอบคุณทุกๆคอมเม้น ทุกๆความคิดเห็น ทุกๆกำลังใจฟางขอบคุณและขออภัยที่หยุดไม่ได้กับช่วงเวิ้นเว้อนี้อ่ะ คือมันติดนิสัยอยากสื่อสารกับคนอ่านไงแต่รับรองว่าไม่กินเนื้อเรื่องแน่ๆตอนนี้มีเนื้อ13หน้าฟางเวิ้น1หน่อยๆเพราะอัพรายชื่อด้วยหน้า=14หน้า บอกไว้ก่อนเดี๋ยวเข้าใจว่เป็นเรื่องสั้นอีก

คุณแอปขอบคุณค่ะ ฟางเห็นคุณตั้งแต่บ้านหมอมาถึงบ้านหลงเลยคนนี้เม้นทุกตอนอ่านไปยิ้มไป ขอบคุณหลายๆท่านที่ยังไม่ได้เอ่ยนามด้วย ไม่ติดเหรียญ จบแฮปปี้ และหลงผมยาวสิในอนาคตอ่ะไม่เหม่งตลอดนะเห็นเม้นมาถามแว่บๆ

คำพูดหรือคำคมในเนื้อกับตอนท้ายอาจผ่านตาสาวกเฟสบุ๊คมาบ้างฟางยืมมาจากเพจ สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก อ่านแล้วให้กำลังใจตัวเองดีเน้อ

อัพเดทรายชื่อท่านที่โอนค่าหนังสืออาทิตย์ที่ผ่านมา ขอสงวนนามสกุลนะคะ

23. คุณ Paweena ชลบุรี

24. คุณ รัชยา ปทุมธานี

25. คุณ พัณณ์ชิตา สมุทรสาคร

26. คุณ อัมพร นครราชสีมา

27. คุณ ณัฐพงษ์ นนทบุรี

28. คุณ รุ่งนภา นครราชสีมา

29. คุณ ไม่ประสงค์ออกนาม

30. คุณ มานิตา ฉะเชิงเทรา

31. คุณ วาสินี ภูเก็ต

ตกหล่นท่านไหน รายชื่อไม่ถูกต้องรบกวนแจ้งฟางด้วยนะคะ กราบงามๆจ้าวว

ปล. คำผิดเดี๋ยวมาแก้นะคะ เจอแล้วกระซิบเม้นบอกฟางหน่อยจ้าวว

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น