-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 32

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 26.2k

ความคิดเห็น : 87

ปรับปรุงล่าสุด : 16 พ.ค. 2560 01:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 700
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 32
แบบอักษร

32

หวางมู่ได้รับคำบัญชาจากองค์จักรพรรดิให้ไปตรวจสอบในที่เกิดเหตุเรื่องเกี่ยวกับการตายของนางกำนัลเสี่ยวหง เหล่าผู้ที่มีผีมือดีในการค้นหาความจริงต่างทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย ถ้าหากว่าพระสนมลี่ถูกใส่ร้ายจริงดั่งคำที่ว่าก็เท่ากับว่าความปลอดภัยของวังหลวงหละหลวม หลังจากจบเรื่องก็คงมีแต่ต้องโดนลงโทษกันเป็นแถว พลางนึกถึงตอนนั้นเกรงว่าหัวจะหลุดออกจากบ่าเสียก่อน

จากคำให้การนั้นผู้ต้องสงสัยที่ได้บันทึกไว้ก่อนหน้าให้การว่าไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับผู้ตายแต่อย่างใด ถึงรอยนิ้วมือจะเป็นของพระสนมก็ตามทีแต่ก็ยังมีจุดที่น่าสงสัยอยู่มาก

“ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยได้ตรวจสอบกลิ่นหอมที่พระสนมได้กลิ่นแล้ว มันเป็นยาสลบขอรับ”

หวางมู่ยกยิ้มมุมปาก ข้อข้องใจกระจ่างแจ้งแล้วหนึ่ง ที่เหลือก็เพียงแค่หาตัวคนร้ายที่กล้าลงมืออย่างอุอาจเท่านั้น!

นับได้ว่าผู้ร้ายรายนี้ช่างกล้าหาญชาญชัย! คิดต่อการกับองค์จักรพรรดิ ซ่งจินเหลียงมิใช่คนโง่งมจนหูหนวกตาบอด แต่ยังฉลาดล้ำลึกยิ่งนัก

เมื่อไขข้อกระจ่างแจ้งได้แล้วหนึ่ง หวางมู่ยังพบร่องรอยของคนร้ายที่แอบลอบเข้ามา ด้านหลังของหอสมุดจะมีหน้าต่างบานหนึ่งที่สามารถพาผู้ชายตัวใหญ่ๆ เข้ามาได้อย่างสบาย และมีร่องรอยของการถูกใช้งาน จึงคาดได้ว่าอาจใช้เป็นเส้นทางหลบหนี หวางมู่จึงได้เร่งรีบไปกราบทูลสิ่งที่เห็นโดยพลัน

“รีบเก็บสิ่งที่น่าสงสัยไว้ แล้วรีบเร่งไปรายงานแก่ฝ่าบาทให้ทราบโดยด่วน!”

“ขอรับ!”

เมื่อมีคนแอบลอบเข้ามาในวังหลวง สร้างความตื่นตระหนกให้กับเหล่าพระสนมและนางกำนัลไม่น้อย ด้วยกลัวว่าตัวเองจะถูกจับไปฆ่าไม่คืนใดก็คืนหนึ่ง แต่บางคนกลับไม่เชื่อว่ามีจริง คิดว่าเป็นแผนพระสนมลี่ที่วางไว้มากกว่า ต่างคนก็ต่างถกเถียงจนกลายเป็นปากต่อปาก สร้างความอลม่านให้กับวังหลวงมากยิ่งนัก แต่ผู้ที่ดูจะสุขใจมากที่สุดก็คงจะไม่พ้นหวงเหวยผิง ที่ตอนนี้นางทำหน้ายิ้มระรื่น ไม่รู้สึกรู้สา ไม่แยแสด้วยซ้ำว่าหนิงลี่จะถูกเข้าใจผิดหรือไม่ นางหวังเพียงว่าจะกำจัดศัตรูหัวใจให้พ้นหูพ้นตาเท่านั้น

ในห้องพักที่มีหญิงงามหนึ่งคนกับสาวใช้หนึ่งคน ต่างพากันหัวเราะร่าด้วยความสาแก่ใจ หวงเหวยผิงคิดแล้วว่าพระสนมผู้นี้ย่อมต้องนำพาความเดือนร้านมาให้ฝ่าบาท ถึงจะถูกใส่ร้ายก็ช่างปะไรเล่า กลับดีเสียอีก ใบหน้างามเชิดหยิ่ง พลางนึกถึงตอนวันประหารชีวิต หากวันที่หนิงลี่ถูกกำจัดเมื่อใด นางจะฉลองเจ็ดวันเจ็ดคืน!

หวงเหวยผิงยังคงเพ้อฝันไม่หยุด เมื่อมารหัวใจถูกกำจัด นางจะเร่งรีบเข้าใกล้ซ่งจินเหลียง คอยปลอบประโลมเป็นหญิงที่ดีอยู่ข้างกาย นางเชื่อว่าบุรุษย่อมแพ้หญิงงามและจริตมารยา ขอเพียงได้มีโอกาสสักหน่อย ซ่งจินเหลียงคงไม่พ้นมือนางเป็นแน่

นางวาดฝันถึงเรือนหอที่ถูกตกแต่งด้วยผืนผ้าสีแดงสด นึกถึงคืนที่เข้าหอลงโลง และได้กลายเป็นชายาอันดับหนึ่ง จวบจนกระทั่งได้กลายเป็นฮองเฮา

อา...ชีวิตนี้มันช่างดีเสียจริง

พลาดไปแล้ว...

ฆาตกรตัวจริงกำลังคิดเช่นนั้น ใบหน้างดงามราวกับเทพบิดเบี้ยว ริมฝีปากกัดกันแน่นจนสั่นระริก ซูลี่แทบอยากฉีกเนื้อคนที่เคียดแค้นเป็นชิ้นๆ แผนที่วางเอาไว้กลับถูกฉีกทิ้งอย่างไม่มีชิ้นดี ซ่งจินเหลียงไม่ได้เชื่อว่าหนิงลี่จะฆ่าคนได้ ไม่ใช่เพียงแค่องค์ฮ่องเต้ผู้นั้น แต่ทุกคนก็แทบไม่เชื่อในสิ่งที่ตนวางแผน คนในเสียนหยางส่วนมากนับถือพระสนมผู้เคยอัปลักษณ์ มอบทั้งตัวและใจจงรักภักดีเพื่อหาหลักฐานมากลบครหา

มันนน่าเจ็บใจนัก!

ซูลี่วางแผนไว้ว่าจะให้ซ่งจินเหลียงเข้าใจผิด คิดว่าหนิงลี่สมคบคิดชู้กับนางกำนัล ให้คนที่หนิงลี่ไว้ใจไม่เชื่อในคำพูดและถูกลงโทษในที่สุด

หลังจากที่โดนขับไล่จากแคว้นฉี ซูลี่ก็ได้เข้าไปเป็นคนของโจวอี้หานโดยไม่ได้เต็มใจนัก ในตอนแรกก็นึกเจ็บใจอยู่ไม่น้อย ตั้งใจจะใช้โจวอี้หานเพื่อเป็นสะพานไปสู่เส้นทางพระชายาของซ่งจินเหลียง จากนั้นค่อยกำจัดทิ้งก็ยังไม่สาย แต่แผนการทั้งหมดกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า

ซูลี่ได้กลายเป็นขององค์รัชทายาทผู้โง่งมอย่างไม่เต็มใจนัก แต่การอยู่กับโจวอี้หานก็ใช่ว่าจะแย่ อย่างนั้นก็ยังถือว่าอนาคตได้สืบทอดตำแหน่งเป็นฮ่องเต้แคว้น ซูลี่พยายามทำใจยอมรับในส่วนนั้น การไปอยู่ต่างแคว้นที่ไม่ได้คาดหวังมันไม่ได้ดีอย่างที่คิด ถูกรังเกียจจากโจวต้านผู้เป็นบิดาและเป็นองค์ฮ่องเต้ปัจจุบัน ถูกกีดกันทุกอย่าง ถูกกักขังริดรอนอิสรภาพ ถูกวาจากล่าวว่าร้ายจากความผิดที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนก่อ

โจวต้านให้ท้ายโจวอี้หานผู้เป็นลูกรัก ยุยงให้ทำศึกกับแคว้นฉินเพื่อยึดอำนาจและทุกสิ่ง แต่แล้วเขากลับพ่ายแพ้อย่างสิ้นท่า

ทัพใหญที่มีพลทหารนับแสนนายนำโดยรองแม่ทัพบุกยึดแคว้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว โจวอี้หานกลายเป็นคนพิการแขนขาดและพูดไม่ได้เพราะถูกตัดลิ้น ความอัปยศอดสูทำให้เขาไม่สามารถมีลมหายใจได้อีกต่อไป โจวอี้หานจบชีวิตตัวเองลง สร้างความเสียใจให้กับโจวต้านไม่น้อย ซูลี่ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในศึกครั้งนี้ได้ถูกใส่ความหาว่าเป็นกาลกิณีบ้านกาลกิณีเมืองจนถูกไล่ออกจากแคว้น สร้างความลำบากลำบนให้ไม่น้อย

เมื่อตนเองไม่ได้รับความสุข จึงได้เอ่ยโทษผู้มีความสุขกว่า

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะหนิงลี่...

หากไม่มีหนิงลี่ ก็คงได้อยู่เคียงข้างซ่งจินเหลียง เป็นคนที่น่าอิจฉากว่าใครทั้งหมด...ซูลี่รู้ว่าหนิงลี่เป็นคนฉลาด และคนฉลาดย่อมหาหนทางที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง

ซูลี่นึกเคืองแค้นอยู่ในอกไม่สามารถปล่อยวางได้

เมื่อการวางแผนครั้งแรกใช้ไม่ได้ ซูลี่จึงได้เร่งรีบฝีเท้าไปยังที่หลบภัย ยังโชคดีที่ตนเองเรียนวรยุทธ์เลยทำให้ฝีมือในการพลางตัวยอดเยี่ยมพอสมควร การอยู่ในวังหลวงนานเป็นอาทิตย์ทำให้รู้เรื่องภายในที่ถูกปกปิด ภายนอกซ่งจินเหลียงคือจักรพรรดิที่เข่นฆ่าครอบครัวเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ แต่ภายในกลับเน่าเฟะยิ่งกว่าเนื้อเน่า ถึงวังหลวงจะสั่งห้ามพูดถึงเรื่องถึงอดีตอันโหดร้าย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนพูดถึงเสียเมื่อไหร่เล่า ยังมีบางคนกระซิบกระซากแอบคุยเรื่องนี้กัน ซูลี่ที่บังเอิญหลบทหารจึงได้ยินพอดิบพอดี

ปูมหลังองค์จักรพรรดิไม่ได้ดีอย่างที่คิด

เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตราย ซ่งจินเหลียงไม่มีทางปล่อยให้ผู้ร้ายตัวจริงได้ลอยนวลและไม่นานก็คงจะถูกจับ

ทันทีที่คิดได้เช่นนั้นจึงได้คิดแผนการสำรองขึ้น ใช้ฝีเท้าย่องเบาดั่งแมวขโมย แม้จะมีการคุ้มกันที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องมีช่องโหว๋อยู่บ้าง อดีตแม่ทัพใหญจึงใช้ช่องโหว๋นั้น แอบเข้าไปในซอกหลืบที่ไม่มีคน ลอบมององครักนายหนึ่งที่กำลังเผลอ ซูลี่จัดการองครักษ์นายนั้นจนสิ้นใจในคราวเดียว เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ ดูจากท่าทางของซ่งจินเหลียงแล้วซูลี่ยอมรัยว่าตัวเองด้วยกว่ามาก แต่ถ้าจะให้เทียบกับองค์รักษ์ปลายแถวฝีมือย่อมเก่งกาจกว่าเท่าตัว เมื่อซ่อนสิ่งที่ทำให้รำคาญลูกตาแล้วก็สับเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที เนื่องจากใบหน้าของซูลี่นั้นงดงามยิ่งกว่าหญิงงามบางคนจึงต้องใส่หมวกให้ปกปิดใบหน้าที่แท้จริง ก้มหน้าก้มตาเดินไปยังตำหนักที่อยู่อีกด้าน

“อาลี่ เจ้าไม่รอดมือข้าแน่ ต่อให้ข้าต้องตาย ข้าก็จะเอาเจ้าให้ตายไปกับข้าด้วย!”


ในเวลานั้นเซียวถิงเย่ได้ทำกิจวัตรประจำวันปกติ นางถือถาดสำหรับอาหารสำหรับช่วงบ่ายเพื่อนำไปให้พระสนมที่ยังคงถูกกักขังอยู่ในตำหนัก แม้จะย่างก้าวออกมาเดินเล่นสักประเดี๋ยวก็ยังทำไม่ได้ เป็นเหมือนนกในกรงทองที่ต้องรอคำสั่งจากองค์จักรพรรดิ

นางใจหายก็จริงแต่ก็ยังคงเชื่อมั่นว่าพระสนมลี่ไม่ใช่ผู้กระทำผิด พอนึกแล้วก็ช่างน่าละอายนักที่นางร้องไห้เป็นเด็กทารกไปได้ จนนึกอยากเขกหัวตัวเองเบาๆ ครั้งหนึ่ง

จังหวะที่กำลังก้าวขา เซียวถิงเย่รู้สึกถึงความเจ็บแปลบที่ข้อเท้า นางร้องเสียงหลงทีหนึ่งก่อนจะร่วงลงสู่พื้น เซียวถิงเย่หลับตาแน่นคิดตัวเองคงได้เขียวช้ำอีกแน่ แต่ความเจ็บนั้นกลับเป็นเพียงแค่ความนึกคิดเมื่อมีมือหนึ่งเข้ามาโอบประคองและคอยช่วยพยุงถาดอาหารที่อยู่ในมือ นางมองผู้ที่ช่วยเหลือตาปริบๆ ไม่คาดฝันว่าจะมีทหารหน้าตาดีขนาดนี้อยู่ในวัง

เซียวถึงเย่หน้าแดง พอรู้ตัวก็รีบละตัวออกมา โค้งคำนับผู้มีพระคุณ

“ข้าขอขอบใจเจ้ามาก” นางยิ้มเขินอาย

“ไม่เป็นไร” บุรุษงามในคราบองครักตัวปลอมกล่าว แสร้งทำเป็นช่วยเหลือ ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นเขานี่แหละที่ใช้ก้อนหินดีดใส่เท้านาง

“เมื่อครู่ข้าคงสะดุดก้อนหิน” นึกเคืองขุ่นเจ้าก้อนหินตรงข้อเท้านัก! “ข้า...ขอตัวก่อน โอ๊ย!”

จังหวะที่เซียวถิงเย่กำลังจะเดินจาก ความเจ็บแปลบที่ขาเมื่อสักครู่ส่งผลให้ต้องร้องอีกครา นางเบือนหน้าหนีไปอีกทางหนึ่งเมื่อเสียงร้องของนางกลับกลายเป็นสร้างความหฤหรรษ์ให้

“เจ้าจะนำไปที่ใด ข้าจะช่วยเจ้า”

“ข้าจะนำไปให้พระสนมลี่”

เซียวถิงเย่นางไม่รู้...ว่ากำลังคุยกับงูพิษที่คอยแว้งกัดได้ตลอดเวลา นางไม่เห็นด้วยซ้ำว่ามีรอยยิ้มร้ายประดับบนใบหน้าเมื่อยามที่เจ้าตัวกำลังรับถาดอาหารมาอยู่ในมือ

ชายหนึ่งหญิงหนึ่งเดินเคียงคู่เข้าไปในตำหนักที่อยู่อีกทิศ พอเหล่าองครักษ์เห็นหน้าเซียวถิงเย่จึงได้เดินมหาพร้อมถามว่านำสิ่งใดมา เซียวถิงเย่จึงเล่าว่าเกิดเหตุไม่คาดฝันทำให้นางเจ็บเท้า จึงได้ทหารผู้นี้เข้ามาช่วยเหลือ องครักษ์ที่เฝ้าประตูทั้งสองต่างมองหน้าก่อนแล้วตรวจสอบถาดอาหารตรงหน้า เป็นคำสั่งขององค์ฮ่องเต้โดยตรง ถึงจะเป็นคนสนิทก็ต้องตรวจสอบให้ดี เพื่อว่าผู้ร้ายจ้องคิดเล่นงาน หากเกิดอะไรขึ้นกับพระสนมลี่แล้วล่ะก็ หัวอาจหลุดออกจากบ่าไม่รู้ตัว

องครักผู้มากฝีมือใยจะจับไม่ได้ บุรุษตรงหน้าเป็นภัยอันตรายต้องกำจัดทิ้ง!

กระบี่ด้ามยาวถูกควักขึ้นจากที่คาดเอว จนแสงอาทิตย์กระทบคมดาบเป็นประกาย หมายจะฟาดฟันร่างที่เป็นศัตรู ทว่าผู้มีวรยุทธ์สูงกว่ากลับถูกดูออก กระโดดก้าวถอยหลังสามสี่ก้าว พลางจับนางกำนัลเป็นตัวประกัน

เซียวถิงเย่กรีดร้อง นางตื่นตระหนกมองหน้าเลิกลักอย่างไม่รู้ความว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงแค่เสี้ยววินาทีใยถึงเปลี่ยนไปได้เพียงนี้ ครั้นพอคิดได้ก็ตอนที่รู้ว่าตัวเองถูกหลอกเสียแล้ว

นางเป็นหญิง เป็นเพียงแค่นางกำนัลตัวเล็กๆ ไร้ซึ่งวรยุทธ์และฝีมือ จะมีก็แต่เพียงฝีมือการเย็บปักถักร้อยกับทำงานเท่านั้น เมื่ออยู่ในอันตรายจึงได้กรีดร้องด้วยความกลัว

นางกำลังจะถูกฆ่าแล้ว!

เซียวถิงเย่ได้แต่มองคมกระบี่ที่กำลังมาทางตนเองเรื่อยๆ ใบหน้าขาวซีดเผือดเป็นกระดาษ ปลายกระบี่แหลมแทงพรวดเข้าไปในท้องคราวเดียว เซียวถิงเย่ก็กระอักเลือดออกมาในทันที

ซูลี่แสยะยิ้มอย่างร้ายกาจ ที่เขาเช่นนี้ก็เป็นการสร้างช่องโหว๋ให้เหล่าองครักษ์ ใช้จังหวะที่พวกมันกำลังยืนตะลึงเข้าจู่โจม ฟาดฟันกระบี่เข้าปะทะจนได้ยินเสียงดังเคร้ง พลางเหลือบตามองบานประตูที่ยังคงถูกปิด ผู้เป็นศัตรูอยู่ข้างในนั้น ขับเคลื่อนลมปราณพลางตั้งรับด้วยกระบวนท่าจนสามารถฝ่าฟันเข้าไปข้างในได้ ด้านนอกที่มีแค่ทหารยืนอยู่สองนาย แต่ด้านในกลับมีนับสิบ ซูลี่ไม่อาจปล่อยตัวถ่วงให้คอยถ่วงแข้งถ่วงขาตน จึงคิดหมายสังหารเซียวถิงเย่ให้สิ้นใจ

ร่างของนางเต็มไปด้วยหยาดเลือด ใบหน้าหวานนองไปด้วยน้ำตา ไม่สามารถเอ่ยคำพูดได้อีกแล้ว ร่างของนางถูกเขวี้ยงไปชนเหล่าทหารที่กำลังต่อสู้ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เห็นพระสนมเดินออกมาจากห้องที่ซ่อน

“อาลี่!”

ซูลี่ทำหน้าราวกับงูจงอางเห็นเหยื่อ พุ่งเป้าเข้าหมายคิดที่จะฆ่าให้ตาย

สวบ!

ช่วงจังหวะที่กำลังก้าวขากระโดด ซูลี่รับรู้ถึงความเจ็บแปลบที่หน้าอก กระบี่ด้ามยามถูกปักจากทางด้านหลัง ผู้กระทำมิใช่ใครที่ไหนนอกจากองค์จักรพรรดิผู้ครองแผ่นดิน

ซ่งจินเหลียงยืนอยู่บนหลังคา ใช้ลมปราณพาร่างให้ลอยต่ำลงสู่พื้นอย่างนิ่มนวล ดวงหน้างดงามนิ่งเรียบแต่กลับสร้างความสะพรึงให้ผู้ที่อยู่รอบด้าน เส้นผมสีดำปลิวรับกับสายลมแผ่ว เหล่าทหารต่างกลืนน้ำลายลงคอเอือกใหญ่ ไม่เคยเห็ยซ่งจินเหลียงโกรธถึงเพียงนี้ คงมีแต่บุรุษตรงหน้านี้กระมั้งที่ปลดปล่อยมังกรร้ายในร่างองค์จักรพรรดิ ทหารบางคนเคยอยู่ตอนสงครามชิงบังลังก์เมื่อหลายปีก่อน ต่างก๊อกสั่นขวัญแขวนยกใหญ่

บางทีคงได้เห็นการนองเลือดที่น่าสะพรึงอีกครา

“เป็นเจ้า?”

ซ่งจินเหลียงเอ่ยถาม นึกแปลกใจที่แม่ทัพคนงามกลายเป็นผู้รอบทำร้ายพระสนมตน นึกไว้อยู่แล้วว่าฆาตกรตัวจริงอาจจ้องเล่นงานพระสนมลี่ ทหารแค่ไม่กี่สิบชีวิตเป็นแค่ตัวหลอกล่อให้ตายใจ ซ่งจินเหลียงคาดเดาไว้ว่าหากประกาศหาตัวคนร้ายที่ยังหลบซ่อนอยู่ คนร้ายจะต้องร้อนตัวจนต้องคิดแผนการเข้าใกล้ตำหนักหนิงลี่เป็นแน่

ช่างน่าเสียดายนักที่ซูลี่ติดกับดักอย่างง่ายดาย หากรอเวลาแอบซ่อนตัวอีกสักหน่อยคงได้มีชีวิตยืนยาวกว่านี้อีกหลายวัน

เรือนกายใหญ่ที่มีไอความโหดร้ายย่างเท้าเข้าใกล้ผู้กระทำผิด ยามนี้ซูลี่ได้ถูกเหล่าทหารจับเอาไว้แล้ว ถึงจะได้รับบาดเจ็บแต่ก็ยังถูกบังคับให้อยู่ในท่านั่งหมอบ

“น้อมถวายพระพร ทรงพระเจริญหมื่นปี...หมื่นๆ ปี”

ซูลี่ยังคงเล่นลิ้น แกล้งทำเป็นสรรเสิรญ ทั้งที่ใจแท้อยากจะฆ่าอีกฝ่ายให้ตายคามือ

“ช่างน่าถูกตัดลิ้นดียิ่งนัก” ซ่งจินเหลียงรับคำนั้น

“แล้วจะรออันใดเล่าฝ่าบาท ฆ่าข้าเสียสิ” ซูลี่ยังคงท้าทาย

เดิมทีซูลี่ก็ไม่ได้รักซ่งจินเหลียงมาแต่แรกอยู่แล้ว เขาต้องการเพียงแค่เอาชนะหนิงลี่เท่านั้น ตั้งแต่เด็กยันโตก็พ่ายแพ้ให้กับคนผู้นี้เพียงผู้เดียว แต่บัดนี้กลับต้องมาแพ้ให้ซ่งจินเหลียงอีกคน ช่างน่าขันให้กับชะตาชีวิตตัวเองนักจนไม่อาจกลั้นเสียงหัวเราะไว้ได้

เป็นข้า...ที่พ่ายแพ้ แต่เป็นเจ้าที่ชนะข้า!

ซูลี่หวนนึกถึงครั้งเมื่อยังเยาว์ ไม่ว่าเมื่อใดก็มักจะได้ยินคำชมเกี่ยวกับหนิงลี่เสมอ ฉลาด และใจดี ความอิจฉาที่มักถูกเปรียบเทียบจึงอาศัยอำนาจบารมีที่เกิดมาเป็นลูกแม่ทัพใหญ่คอยข่มเหง ถึงจะใช้กำลังเอาชนะมาได้ แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่ซูลี่นึกชนะได้อย่างแท้จริง

หากต้องตายด้วยน้ำมือคนอื่น ซูลี่ขอตายด้วยน้ำมือตัวเองยังดีซะกว่า เมื่อคิดได้ก็บังเกิดพลังเฮือกสุดท้าย สะบัดตัวหนีเหล่าทหาร คว้ากระบี่ที่อยู่ข้างตัวแล้วแทงตัวเองซ้ำอีกแผล

การกระทำที่บ้าบิ่นต่อหน้าพระพักษต์ ซูลี่กระอักเลือดพลางผินมองหน้าหนิงลี่ที่อยู่ด้านข้างอยู่ในระยะไม่ไกลกันนัก กัดฟันกรอดด้วยสีหน้าอาฆาตแค้น ถึงต้องตายก็ต้องตายตามไปด้วยกัน!

อดีตแม่ทัพใหญ่ดึงกระบี่จากหน้าท้องตัวเอง ใช้แรงที่ยังมีอยู่น้อยนิดกระโดดคว้าจับตัวพระสนมชายเอาไว้มั่น เป็นการตัดสินใจเพียงชั่ววูบที่ไม่ได้คิดก่อนหน้า ซูลี่ไม่รอให้ถูกจับ เร่งฝีเท้าพาหนิงลี่กระโดดข้ามกำแพงไปอีกฝั่งโดยทีซ่งจินเหลียงตามติดอยู่ไม่ห่าง 



------------

TAKE

อ่อยย #นอนแผ่ มีความเพลียกับอินางซูและนางผิงจริงๆ เลย ช่างมโนไปไกลเหลือเกินนนน

บางตอนไม่สมเหตุสมผลก็ขออภัยนะค้าา แต่เพื่ออรรถรสน่อ จะให้อยู่ดีมีสุขตลอดก็ไม่ได้ใช่ไหมละน่อ มันต้องมีเรื่องมีราวนิดนึงงง


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น