I-RISRED ไอริสเรด
facebook-icon Twitter-icon

ถ้าชอบผลงานเรื่องนี้ อย่าลืม "คอมเม้น" และ "กดถูกใจ" ให้ริสด้วยนะคะหรือถ้าใครอยากติดตามอ่านผลงานเรื่องอื่นๆของริสสามารถจิ้มที่รูปโปรไฟล์ได้เลยค่ะ ริสมีผลงานหลายแนว หลายอารมณ์ให้ได้เสพ 😍😘

[10] : เสวี่ยนอัน

ชื่อตอน : [10] : เสวี่ยนอัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 29

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ค. 2562 17:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[10] : เสวี่ยนอัน
แบบอักษร

 

[10] 

'I-RIS RED' 

 

หลังจากที่ส่งอี้หลานทำงานเรียบร้อยแล้ว ฟางซินก็กลับเข้ามาในบ้านก่อนจะทำงานบ้านทุกอย่างโดยไม่คิดจะหยุดสักนิด ในเมื่ออี้หลานทำให้เธอขนาดนี้นินาเธอก็ต้องแทนเขาบ้างและเธอก็ตอบแทนอะไรไม่ได้มากนอกจากจะเป็นภรรยาที่ดีให้เขาถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ภรรยาแต่งแต่เธอก็เต็มใจอยู่ที่นี่ในฐานะภรรยาแบบหลบซ่อน 

ฟางซินเดินมายังหีบเสื้อผ้าก่อนจะหยิบเอาเสื้อผ้าของตัวเองออกมาดู มือบางลูบไปตามเนื้อผ้าอย่างดีที่ราคาแพงหูฉีกซึ่งเธอไม่มีปัญญาซื้อเองแน่นอน ข้าวของเครื่องประดับเหล่านี้มาจากอี้หลานทั้งนั้นแหละเขาซื้อมันทั้งหมดมาให้เธอโดยไม่คิดจะถามเธอสักคำซึ่งบางชิ้นมันแพงมากด้วยซ้ำ 

แต่พลันเด็กสาวกลับคิดถึงลี่จูขึ้นมาเสียอย่างงั้นเพราะเสื้อผ้าแพงๆ เหล่านี้ถ้าเป็นตอนที่เธออยู่หอนางโลมคนที่จะใส่มันได้ก็มีแต่รุ่นพี่ลี่จูเท่านั้นเพราะสงวนไว้เฉพาะนางโลมชั้นสูงที่เป็นดาวเด่นของหอนั้นเอง “ป่านนี้รุ่นพี่จะเป็นยังไงบ้างนะ” 

@หอนางโลม 

ลี่จูเดินลงมายังด้านล่างก่อนจะกวาดสายตามองเหล่านางโลมชั้นล่างที่กำลังนั่งจับกลุ่มคุยกันด้วยสายตาราบเรียบ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าน่าจะกำลังซุบซิบนินทาเรื่องของฟางซินเป็นแน่เพราะมันคงไม่แปลกอะไรที่ฟางซินจะถูกนินทาเพราะนางเป็นเพียงเด็กสาวหน้าตาธรรมดาแต่กลับถูกนักปราชญ์อย่างอี้หลานที่เกิดมาเพียบพร้อมทุกอย่างซื้อตัวไปแบบนั้น 

“มันว่างมากนักหรือไงพวกเจ้าถึงได้มาสุมหัวนินทาผู้อื่นแบบนี้ งานการไม่มีทำกันหรือ?” 

“...อ๊ะ...ระ...รุนพี่ลี่จู!” 

ทันทีที่นางโลมชั้นล่างเหล่านั้นหันมาเห็นลี่จูยืนอยู่ก็วงแตกไปในทันทีด้วยความกลัวเพราะอำนาจของลี่จูก็มีไม่ต่างจากแม่เล้าหรอกเพราะลี่จูคือนางโลมดาวเด่นแม่เล้าเลยตามใจทุกอย่างไม่มีขัดข้องเรื่องใด 

“รุ่นพี่ลี่จูไม่เจ็บใจฟางซินบ้างหรือเจ้าคะ ทั้งๆ ที่รุ่นพี่เป็นคนโปรดของท่านอี้หลานมาตลอดแท้ๆ แต่ท่านอี้หลานดันเลือกซื้อเด็กหน้าตาบ้านๆ อย่างฟางซินออกไปแทน” นางโลมใจกล้าคนหนึ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะจ้องมองลี่จูด้วยรอยยิ้มราวกับจะเยาะเย้ยอีกฝ่าย 

“ทำไมข้าจะต้องอิจฉากันล่ะ ในเมื่อข้าอยู่ที่นี่ก็สุขสบายดี” ลี่จูพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินลงมาจากบันไดด้วยท่าทางสง่างาม หญิงสาวทิ้งตัวนั่งที่เก้าอี้ก่อนจะยกขาขึ้นไขว่ห้างจนเผยให้เห็นขาอ่อนเรียวสวย “และมันก็ดีแล้วไม่ใช่หรือที่ข้ายังอยู่ที่นี่เพราะถ้าไม่มีข้าก็คงจะไม่มีแขกเข้ามาเหมือนกันเพราะสารรูปพวกเจ้าก็หน้าตาบ้านๆ เหมือนกันเทียบชั้นกับข้าไม่ได้สักนิด” 

คำพูดของลี่จูทำให้เหล่านางโลมชั้นล่างกำหมัดกันแน่นด้วยความไม่พอใจในทันทีแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะลี่จูคือดาวเด่นถ้านางเป็นอะไรไปรับรองว่าหอนี้คงจะตกระดับลงแน่ๆ เพราะลี่จูคือนางโลมที่ขึ้นชื่อว่างามเลิศที่สุดในแคว้นเลยก็ว่าได้ดาวเด่นจากหออื่นเทียบชั้นไม่ติดสักนิด 

“และข้าว่าพวกเจ้าก็ไสหัวไปทำงานได้แล้วอย่าให้แม่เล้ากลับมาดีกว่านะเพราะถ้าแม่เล้ากลับมาแล้วงานยังไม่เสร็จมีหวังพวกเจ้าได้โดนลงโทษแน่ๆ อันนี้ข้าก็คงช่วยไม่ได้” 

ลี่จูพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มหวานก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปยังด้านนอกเพื่อไปซื้อข้าวของต่างๆ ที่ตลาดโดยมีนางโลมคนสนิทติดตามไปด้วยสองคนเพื่อช่วยถือของ เธอไม่จำเป็นต้องทำงานอะไร ที่นี่เป็นเหมือนบ้านของเธอและเธอก็เป็นเหมือนคุณหนูที่มีอิสระเต็มที่จะออกไปเที่ยวไหนในเวลากลางวันก็ได้แต่ต้องมีนางโลมรุ่นน้องตามไปด้วยเพื่อความปลอดภัย 

หญิงสาวจ้องมองไปยังท้องฟ้าที่แสนสดใสก่อนจะยกยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่เคยนั่งมองท้องฟ้ากับฟางซิน “ป่านนี้เจ้าคงกำลังมีเช้าวันใหม่ที่สดใสแน่ๆ ฟางซิน” 

@วังหลวง 

“ข้าว่าวันนี้อาจารย์ดูแปลกๆ” 

“นั้นน่ะสินั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ได้” 

“แถมยังไม่ค่อยโหดด้วยนะ” 

เสียงซุบซิบนินทาของเหล่าลูกศิษย์ดังขึ้นเบาๆ ในทันทีเมื่อวันนี้อาจารย์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดและดุที่สุดกลับไม่ดุเลยและเอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่นั่งกินลมชมวิวอยู่ได้ ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะหูของเขาได้ยินหมดนั่นแหละ มือหนาเอื้อมไปหยิบม้วนกระดาษก่อนจะปามันไปยังกลางกลุ่มของลูกศิษย์ตัวแสบที่กำลังซุบซิบนินทาเขาอยู่ 

ตุบ! 

“เห้ย!” 

พลันวงที่เคยสุมหัวกันก็วงแตกในทันทีเมื่อม้วนกระดาษหนาตกลงมากลางวงแบบนั้น ลูกศิษย์ตัวแสบต่างพากันกระโดดกลับไปนั่งยังโต๊ะของตัวเองในทันทีก่อนจะก้มหน้าลงแล้วหยิบเอาพู่กันมาเขียนกันยกใหญ่ 

“พวกเจ้าอยากขัดลายมือสัก 100 คำหรือไงห๊ะ?” อี้หลานพูดดุขึ้นจนเสียงดังลั่นก่อนจะจ้องมองเหล่าลูกศิษย์ด้วยแววตาดุดันป่านจะกินเลือดกินเนื้อ เขาอุตส่าห์อารมณ์ดีอยู่แล้วแท้ๆ แต่เจ้าพวกลูกศิษย์พวกนี้ดันมาทำลายบรรยากาศเสียได้ 

“ข้าเห็นท่านยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ท่านเป็นอะไรหรือเปล่า?” ลูกศิษย์ใจกล้าคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น 

“ข้าปกติดีแต่ถ้าเจ้ายังถามข้าอีกรับรองว่าเจ้าคงไม่ปกติแน่” อี้หลานจ้องมองลูกศิษย์ใจกล้าด้วยแววตาดุดันก่อนจะจ้องมองไปยังกระดาษเบื้องหน้า “ก้มหน้าก้มตาเขียนไปอย่าให้ข้าโมโหดีกว่าเพราะมันคงไม่สวยงามเหมือนยืนอยู่กลางสวนดอกไม้หรอก” 

ว่าจบอี้หลานก็ละสายตามาจากพวกลูกศิษย์แล้วจ้องมองออกไปยังวิวของสระบัวเบื้องหน้าแทนเพื่อพักผ่อนสายตา เขาล่ะเบื่อพวกลูกขุนนางหยิ่งยโสพวกนี้เสียจริงๆ ทั้งดื้อทั้งรั้นจนบางครั้งก็เอือมระอาเหลือเกินแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะมันคืองานและงานของเขาคือการให้ความรู้ซึ่งมันเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่และเขาจะต้องตั้งใจทำมัน 

หลังจากที่สั่งสอนเหล่าลูกขุนนางเสร็จแล้วจนเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงเย็น อี้หลานก็เดินออกมาจากสำนักก่อนจะตรงไปยังด้านนอกเพื่อเตรียมจะกลับบ้านนั่นแหละ แต่คงต้องแวะไปที่จวนก่อนเพราะต้องไปบอกท่านแม่ท่านพ่อเรื่องที่เขาจะขอย้ายไปอยู่บ้านที่ใกล้วัง 

@จวนตระกูลคัง 

อี้หลานเดินเข้ามาในตัวเรือนใหญ่ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยดังเล็ดลอดออกมาจากห้องโถงรับรองแขก ชายหนุ่มเดินตรงไปยังห้องโถงในทันทีก่อนจะยกยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อพบว่าท่านพ่อท่านแม่ของตนเองนั่งอยู่ในนั้นกับแขกที่เขารู้จักดี 

“ท่านอาเสวี่ยนเอ๋อนั้นเอง ข้าก็นึกว่าใครเสียอีก” 

“อ้าวหลานอี้หลานเจ้ากลับมาแล้วหรือ อากำลังรอเจ้าอยู่พอดี” เสวี่ยนเอ๋อเศรษฐีค้าผ้าไหมผู้มั่งคั่งประจำแคว้นฉินเอ่ยทักทายอี้หลานด้วยรอยยิ้มในทันที 

“รอข้าหรือ มีเรื่องอันใดกับข้าหรือ?” 

อี้หลานถามขึ้นด้วยความสงสัยก่อนจะเดินเข้าไปนั่งข้างๆ ผู้เป็นแม่พลันดวงตาคู่คมก็มองไปเห็นสาวงามนางหนึ่งที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่กับพวกเขาจนทำให้อี้หลานแทบจะละสายตาไม่ได้เลยต่อมความเจ้าชู้ของอีกฝ่ายมันทำงานขึ้นมาในทันที 

“ก็วันนี้อาเสวี่ยนเอ๋อพาน้องเสวี่ยนอันมาแนะนำเจ้าน่ะสิ” คังฮูหยินพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม 

“เสวี่ยนอัน?” อี้หลานขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะคุ้นเคยกับชื่อนี้มากพลันดวงตาคู่คมก็เบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อนึกออกก่อนจะหันไปมองสาวงามที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับเขาด้วยรอยยิ้ม “นี้เจ้าคือเสวี่ยนอันเด็กอ้วนเตี้ยคนนั้นจริงๆ หรือ ให้ตายสิเจ้าโตขึ้นมาแล้วงดงามเสียจนข้าจำไม่ได้เลย” 

“ขอบคุณสำหรับคำชมนะคะท่านพี่แต่ท่านก็ชมข้าเกินไป” เสวี่ยนอันพูดขึ้นด้วยท่าทางเหนียมอาย 

“ไม่มากเกินไปหรอกเพราะเจ้างดงามจริงๆ เจ้าทำข้าเกือบละสายตาไม่ได้ในตอนแรกเลยแหละ” 

ชายหนุ่มพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มขณะจ้องมองเสวี่ยนอัน ใบหน้ารูปไข่ นวลเนียนไร้ตำหนิใดๆ ริมฝีปากบางสีแดงธรรมชาติ ดวงตากลมโตสุกใสเหมือนตากวางไม่มีผิด แบบนี้ไม่เรียกว่างดงามจะให้เรียกว่าอะไร นี้งามระดับเทพธิดาเลยนะ 

“เจ้าชมน้องเสียน้องอายเลย” เซียงเจิ้น อดีตแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าลูกชายคนโตของตนแววเจ้าชู้กำลังจะออกอีกแล้ว 

“แล้วท่านอากับน้องเสวี่ยนอันมาทำอันใดที่นี้หรือ?” อี้หลานถามขึ้นด้วยความอยากรู้ 

“ท่านอาเดินทางมาส่งผ้าไหมที่นี้ก็เลยแวะมาเยี่ยมพวกเรา ความจริงทั้งสองคนจะค้างที่จวนเราคืนหนึ่งนั่นแหละ” คังฮูหยินพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม 

“ว่าแต่เจ้านั่นแหละวันนี้กลับจวนไวมีเรื่องอันใดหรือเปล่า?” เซียงเจิ้นถามขึ้นด้วยความสงสัย 

“...ปะ...เปล่าข้าแค่เหนื่อยเลยรีบกลับบ้านเฉยๆ” 

อี้หลานตอบออกไปด้วยรอยยิ้มโดยที่สายตากลับจ้องมองเสวี่ยนอันตลอดเวลาโดยลืมไปเสียสนิทว่าที่รีบกลับมาก็เพื่อบอกเรื่องที่จะย้ายไปอยู่บ้านพักแถวราชวังเพราะตอนนี้เหมือนว่าสิ่งงดงามเบื้องหน้าจะดึงดูดชายหนุ่มได้มากกว่าสิ่งอื่นใดจนลืมบางสิ่งที่สำคัญกว่าไปเสียแล้ว 

ช่วงค่ำ 

@บ้านพักอี้หลาน 

ฟางซินชะเง้อคอมองไปยังประตูบ้านเพื่อหวังว่าใครสักคนจะเปิดมันเข้ามาแต่ก็มีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น ไม่มีเงาของอี้หลานสักนิดตอนนี้ก็มืดมากแล้วเขายังไม่กลับมาเลยจนเธออดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ หรือว่าเขาจะค้างที่วังหลวงกันนะเห็นช่วงนี้บ่นว่างานยุ่งๆ แต่ถึงแบบนั้นก็น่าจะส่งข่าวมาบอกกันบ้าง 

เด็กสาวเดินออกมายังสวนหย่อมด้านนอกก่อนจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อยเมื่อแหงนมองท้องฟ้าที่ประดับไปด้วยหมู่ดาวมันช่างสวยงามแต่เธอกลับรู้สึกเหงาเหลือเกิน การที่ต้องอยู่คนเดียวแบบนี้มันไม่ดีเอาเสียเลย ถ้าเธอยังอยู่ที่หออย่างน้อยก็ยังมีงานให้ทำ มีเพื่อนๆ พี่ๆ ให้นั่งคุยกัน อย่างน้อยมันก็ไม่ได้เหงาเช่นนี้ 

“ท่านกำลังทำอะไรอยู่นะท่านอี้หลานทำไมถึงปล่อยให้ข้ารอท่านแบบนี้” 

@จวนตระกูลคัง 

อี้หลานเดินออกมายังด้านนอกก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ เพราะได้ยินเสียงขลุ่ยที่ไพเราะลอยมาตามลมพลันสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับเสวี่ยนอันที่กำลังนั่งเป่าขลุ่ยอยู่ ชายหนุ่มยกยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปหาเด็กสาว 

“เสียงขลุ่ยของเจ้าช่างไพเราะนัก” 

“อ๊ะ! ท่านพี่อี้หลาน” เสวี่ยนอันมีท่าทางที่ตกใจเล็กน้อยก่อนจะหยุดเป่าขลุ่ยแล้วหันมาส่งยิ้มหวานให้ชายหนุ่มอย่างเขินอาย “ท่านพี่ยังไม่นอนอีกหรือเจ้าคะ?” 

“แล้วเจ้าล่ะทำไมยังไม่นอนอีก ข้างนอกมันหนาวมานะรู้ไหม?” อี้หลานพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล 

“ข้าชอบออกมานั่งดูดาวแบบนี้แล้วก็เป่าขลุ่ยไปด้วยมันทำให้ข้าสบายใจและนอนหลับฝันดีเสมอ” เสวี่ยนอันพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มอย่างไร้เดียงสา 

“เจ้าช่างเป็นสตรีที่มีความเพียบพร้อมจริงๆ นะ หน้าตาก็งดงาม ความสามารถก็มีครบ ข้าแปลกใจนักว่าทำไมไม่มีบุรุษตระกูลขุนนางมาสู่ขอเจ้า” 

“ความจริงก็มีเจ้าค่ะแต่ข้าไม่ได้สนใจบุรุษใดก็เลยปฏิเสธไป” 

“งั้นเจ้าก็คงเป็นคนที่เอาชนะใจยากสินะ” 

“มันก็ไม่ขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะถ้าเจอคนที่ข้าถูกใจข้าก็ยินดีจะตกลงปลงใจด้วย” เสวี่ยนอันพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มอย่างเขินอาย 

“งั้นถ้าข้าอยากจะชนะใจเจ้าข้าต้องทำเช่นไรล่ะ เจ้าจะช่วยใบ้ให้ข้าได้หรือไม่?” อี้หลานพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มหวาน รอยยิ้มที่ใช้กระชากใจสตรีมานักต่อนักแล้ว 

“...ทะ...ท่านพี่พูดอะไรเจ้าคะ ข้าอายนะเจ้าคะ” เสวี่ยนอันพูดขึ้นด้วยท่าทางเขินอายก่อนจะเสมองไปทางอื่นเพื่อปกปิดใบหน้าที่แดงก่ำเกิดมาเธอก็เคยโดนบุรุษเกี้ยวนะแต่ไม่เคยหวั่นไหวกับใครได้เท่าอี้หลานมาก่อนเลย อาจจะเป็นเพราะเคยเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็กเธอเลยรู้สึกกับเขาเป็นพิเศษแหละมั้ง 

อี้หลานยกยิ้มออกมาเล็กน้อยกับท่าทางเหนียมอายของเสวี่ยนอันที่น่ารักน่าชังเหลือเกิน ชายหนุ่มค่อยๆ เอื้อมมือไปลูบที่แก้มนวลเนียนเบาๆ ซึ่งในตอนแรกเสวี่ยนอันก็เอียงใบหน้าหลบเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ยอมให้อี้หลายลูบที่แก้มอย่างเขินอายแทน 

“ข้าจะได้รู้จักเจ้ามากกว่านี้ไหม?” 

“ท่านพี่หมายความว่ายังไงเจ้าคะ?” 

“มันจะมีโอกาสที่เราจะได้ไปนั่งจิบน้ำชาคุยกันแบบสองคนบ้างไหมนะ?” 

“อันนั้นข้าคงต้องขออนุญาตท่านพ่อก่อน” 

เสวี่ยนอันพูดปัดออกไปอย่างสุภาพเพราะถึงเธออยากจะใช้เวลากับอี้หลานมากกว่านี้แต่เธอก็เป็นสตรีต้องวางตัวให้เหมาะสมจะเที่ยวไปกับบุรุษแบบสองต่อสองมันก็จะดูไม่ดี เธอต้องขออนุญาตท่านพ่อก่อนนั้นแหละจะได้ไม่เสื่อมเสียชื่อเสียงของตระกูล 

“ไม่เป็นไรหรอกข้ารอเจ้าได้” อี้หลานพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มหวาน 

“งั้นข้าขอตัวไปนอนดีกว่านะเจ้าคะ เดี๋ยวท่านพ่อจะดุข้าเอา” 

เสวี่ยนอันพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มก่อนจะตัดสินใจลุกออกมาจากตรงนั้นเพราะไม่อยากจะเปิดโอกาสให้อี้หลานมากเกินไปเพราะใครๆ ก็รู้ว่าอี้หลานขึ้นชื่อเรื่องเจ้าสำราญจะตาย มักชอบเกี้ยวหญิงงามเป็นประจำนั่นแหละและคารมของอีกฝ่ายก็ทำให้สาวน้อยสาวใหญ่หลงใหลกันมานักต่อนักแล้ว เธอยังไม่อยากจะเป็นหนึ่งในนั้นหรอกนะ 

เพราะเธอไม่ได้อยากจะเป็นของเล่นแต่อยากเป็นของจริงมากกว่า 

อี้หลานจ้องมองร่างบางที่แสนงดงามด้วยรอยยิ้ม เสวี่ยนอันช่างงดงามยิ่งนักงดงามจนต้องตาต้องใจเขาเหลือเกิน อยากได้มาเชยชมแต่เหมือนจะยากนักเพราะเสวี่ยนอันช่างดูถือตัวและมีความเป็นสตรีผู้มีชาติตระกูลสูง แต่ช่างเถอะ ต่อให้ผู้หญิงแข็งแค่ไหนยังไงก็ต้องแพ้คารมผู้ชายอยู่ดีนั่นแหละ 

ช่วงเช้า 

@บ้านพักอี้หลาน 

ฟางซินเดินออกมายังด้านนอกก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็ยังคงพบแค่เพียงความว่างเปล่าเท่านั้นเมื่อคืนอี้หลานไม่ได้กลับมาที่บ้านและไม่มีข่าวส่งมาหาเธอเลยด้วยซ้ำ เธอไม่รู้ว่าอี้หลานติดธุระอะไรแต่ก็ไม่คิดจะโกรธเคืองหรอกเพราะเธอไม่มีสิทธิ์โกรธเขา 

แอ๊ดดดด! 

พลันเสียงประตูก็ถูกเปิดออกจนฟางซินหันไปมองในทันทีก็พบว่าเป็นอี้หลาน เด็กสาวยกยิ้มออกมาจนกว้างก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายในทันทีด้วยความดีใจ “กลับมาแล้วหรอเจ้าคะ?” 

“ข้าขอโทษนะที่เมื่อคืนไม่ได้กลับมาที่นี้” อี้หลานพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มก่อนจะเอื้อมมือไปลูบที่แก้มเนียนของฟางซินเบาๆ 

“เมื่อคืนท่านพี่นอนที่ไหนมาหรือเจ้าคะ?” ฟางซินถามออกไปด้วยความอยากรู้ 

“ข้านอนที่จวนมาพอดีข้ากลับไปหาท่านพ่อท่านแม่แต่มีแขกมาที่จวนพ่อดีข้าก็เลยต้องอยู่รับแขกเป็นเหตุให้มาหาเจ้าไม่ได้ไงซึ่งความจริงข้าคิดถึงเจ้าใจจะขาด” อี้หลานพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มหวานก่อนจะยื่นใบหน้าไปกดจูบลงบนหน้าผากเนียนของฟางซิน 

ฟางซินลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อยเมื่อได้รู้เหตุผลของอี้หลานอย่างน้อยเข้าก็ไม่ได้ไปค้างที่อื่นกับคนอื่นนั้นก็เพียงพอแล้ว เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองอี้หลานด้วยรอยยิ้ม “ท่านพี่หิวหรือเปล่าเจ้าคะเดี๋ยวข้าจะไปทำอาหารเช้าให้ทาน ท่านพี่อยากทานอะไร?” 

อี้หลานยกยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนจะเดินเข้าไปหาฟางซิน มือหนาเอื้อมไปจับที่แก้มของเด็กสาวก่อนจะยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ๆ แล้วกดจูบลงบนริมฝีปากบางหวานอย่างนุ่มนวลเมื่อพอใจในรสจูบแล้วชายหนุ่มจึงผละริมฝีปากออกมาก่อนจะส่งยิ้มหวานให้เด็กสาว 

“ตอนนี้ข้าอยากกินเจ้าเหลือเกิน” 

. 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น