สามกันยา

ขอบคุณที่รักกัน ❤

ตอนที่ ๕๕ ผู้มาเพิ่ม [ ดำเกิง & ขมิ้น ]

ชื่อตอน : ตอนที่ ๕๕ ผู้มาเพิ่ม [ ดำเกิง & ขมิ้น ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.8k

ความคิดเห็น : 37

ปรับปรุงล่าสุด : 16 พ.ค. 2560 19:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 5,000
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ ๕๕ ผู้มาเพิ่ม [ ดำเกิง & ขมิ้น ]
แบบอักษร



เสียงโหวกเหวกที่ดังมาจากเพิงเก็บเสาปูนสำเร็จรูปเรียกความสนใจจากเจ้าของกิจการค้าวัสดุก่อสร้างให้ต้องวางมือจากการดัดเหล็กปลอกเสาแล้วเดินไปดูที่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่นั่น

"จะวางก็ไม่บอก เป็นไงล่ะ เสาหักเลยมึง" เสียงของแสนดังขึ้นก่อนที่ดำเกิงจะเดินไปถึง "รีบเก็บแล้วไปรายงานพี่ดำไว้เลย งานนี้ถูกหักค่าแรงจนติดลบแน่"

"ไอ้แสน...อย่าบอก" เสียงแสบดังแผ่ว ๆ แต่ก็ชัดเจนพอที่คนในหัวข้อสนทนาจะได้ยิน

"อย่าบอกอะไรเหรอ มีอะไรที่กูควรรู้ไหม?" ดำเกิงเอนกายพิงเสาเพิงพลางกอดอกทำหน้าเครียด เขาไม่ได้บึ้งตึงเพราะเสาหักที่วางอยู่บนพื้น หากแต่คำว่าไม่ให้บอกความจริงแก่เขาต่างหากที่ทำให้ผู้เป็นลูกพี่เกิดความไม่พอใจ ชิชะ ริอ่านมีความลับกันอย่างนั้นเรอะ !

"พ...พี่ดำ" แสบปากคอสั่นเมื่อหันกลับมาพบใบหน้าดุดันของลูกพี่ที่ยืนอยู่ด้านหลังตน

"เออ กูเอง มีอะไรกันวะ ตะกี้เสียงสบถดังลั่นเลย" ดำเกิงแกล้งทำเหมือนว่าไม่รู้ข้อมูลใด ทั้งที่เสาปูนพิการก็นอนอยู่ตรงหน้า ตอนนี้เขาต้องการฟังความจริงจากปากลูกน้องมากกว่าสิ่งใด

"อ...เอ่อ คือ ฉ...ฉัน ฉัน..." แสบพยายามจะอธิบาย แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่กวนใจของเขาในตอนนี้จะเป็นความลับที่สำคัญมากเสียคนหนุ่มไม่กล้าบอกเล่าออกมา

"ไอ้แสบมันใจลอยน่ะพี่ มันคิดฮอดผู้สาวขายปลาหมึกแห้งที่งานผลไม้ กลัวเขาจะไปมีผู้บ่าวใหม่แล้วทิ้งมัน มันก็เลยไม่ค่อยมีสมาธิทำงาน นี่ก็ทำเสาหลุดมือ ก่อนนี้ก็ทำอิฐแตก เมื่อวานก็เดินสะดุดตอนเอาปูนลงให้ลูกค้า ฉันก็พลอยทำงานลำบากไปด้วย" แสนชิงเล่าคล่องปร๋อ ทำให้แสบตาเหลือกนลานที่ความลับถูกเปิดเผย

ด้านขมิ้นที่นั่งชั่งน้ำหนักตะปูแล้วบรรจุใส่ถุงไว้เพื่อให้ง่ายต่อการหยิบฉวยให้ลูกค้าที่มาซื้อในปริมาณน้อย เมื่อเห็นว่าสามีเดินหายไปทางหลังร้านนานสองนานก็วางมือจากงานแล้วเดินตามไปดู

หญิงสาวแว่วได้ยินเสียงคนพูดพึมพำฟังดูค่อนข้างเคร่งเครียดว่าที่เคยเป็นมา เมื่อเดินต่อไปจนพ้นโรงเรือนเก็บเหล็กเส้นก็พบว่าดำเกิงกำลังยืนกอดอกจ้องมองแสบที่ยืนหงออยู่ตรงหน้า ดูท่าว่าจะมีเรื่องกันเสียแล้วสิ

“คิดว่าเก็บไว้คนเดียวแล้วจะแก้ปัญหาเองได้เหรอ ไหนบอกมาซิว่าคิดจะทำยังไงต่อไป” ดำเกิงตั้งคำถามเรียบง่าย ทว่ายากแก่การตอบเหลือเกิน แสบยังไม่ได้คิดอะไรเอาไว้ด้วยซ้ำ เพียงแต่ที่ยังไม่บอกก็เพราะต้องการเวลารวมรวมความกล้าอีกสักนิดเท่านั้น...

“เรื่องแบบนี้มันรอเวลาได้ซะที่ไหนกัน ไปบอกพ่อกำนันเองเลยนะ ไปเดี๋ยวนี้เลย” ลูกพี่จอมดุขึ้นเสียงดังลั่น อีกทั้งมือก็ยังผลักไหล่ของลูกน้องให้รีบไปพบบิดาของตน ซึ่งนี่เป็นอาการปกติที่พวกเขาทำกันมานาน ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีใดแอบแฝง เพียงแต่ขมิ้นไม่เคยเห็น เธอจึงคิดไปว่าดำเกิงกำลังโมโหจนถึงขั้นไล้แสบออกจากบ้าน

หญิงสาวก้าวฉับ ๆ ออกจากโรงเก็บเหล็กเส้น หมายจะไปห้ามให้สามีใจเย็นลง แต่เมื่อเดินออกจากที่ร่มไปอยู่กลางแดดจ้า คนตัวเล็กที่รู้สึกหน้ามืดขึ้นมากะทันหัน

ขมิ้นทรุดนั่งก่อนที่ตัวเองจะล้มทั้งยืน เธอหลับตาปี๋ พยายามประคองสติให้ได้ แต่ดูเหมือนว่ามันจะยากลำบากเหลือเกิน หญิงสาวรู้สึกเหมือนโลกหมุนเคว้ง หาที่ยึดเหนี่ยวไม่ได้ จนกระทั่งได้ยินเสียงดำเกิงที่หันมาพบเหตุการณ์พอดีดังขึ้น

“หมิ้น...ขมิ้น” เสียงอันคุ้นเคยเรียกชื่อเธอไม่หยุด มือใหญ่ที่กอดประคองร่างช่วยให้หญิงสาวคลายกังวล อย่างน้อยก็ยังมีเขาที่คอยดึงเธอไว้ในโลกที่หมุนติ้ว ๆ แบบนี้

“พาเข้าร่มก่อนเถอะพี่ดำ สงสัยจะเป็นลม” เสียงของใครบางคนดังขึ้น จากนั้นขมิ้นก็รู้สึกว่าตัวเองลอยขึ้นจากพื้นแล้วเคลื่อนไปจากที่เดิมอย่างเร่งรีบ

คนที่หมดสติไปนานรู้สึกว่ามีกระแสลมแรงพัดกระทบใบหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า นอกจากนั้นยังมีกลิ่นพิมเสนลอยอบอวลอยู่ใกล้จมูก ขมิ้นย่นคิ้วเล็กน้อยก่อนจะลืมตาขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง

“ฟื้นแล้ว” น้ำเสียงตื่นเต้นของคนที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างกายดังขึ้น “ขมิ้นฟื้นแล้ว” เขาจับมือเธอไปกุมไว้ที่แก้มตัวเอง อีกมือก็ลูบหน้าผากมนครั้งแล้วครั้งเล่า หากไม่เห็นแววตาแห่งความห่วงใยคู่นั้นจ้องมองมาล่ะก็ หญิงสาวอาจจะโวยวายไปแล้วว่าเขาจะเป็นต้นเหตุทำให้เธอหัวล้าน

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมทำหน้าตาดีใจขนาดนี้” เสียงหวานแหบพร่า ทำให้คนเฝ้าไข้ต้องรีบหาน้ำมาให้ดื่มแก้กระหาย

“หมิ้นเป็นลม” ดำเกิงบอกพลางมองภรรยาที่กำลังดื่มน้ำ จับตามองอย่างใกล้ชิดเพราะกลัวว่าเธอจะสำลัก “แล้วตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ปวดหัวไหม ยังมีอาการไม่ปกติรึเปล่า”

“ไม่เป็นอะไรแล้ว” หญิงสาวบอกพลางนึกสำรวจตนเอง ที่ผ่านมาเธอทำงานหนักกว่านี้มากนัก แต่ไม่เคยเป็นลมเลยสักที อะไรกันนะ แดดก็ไม่ร้อน ร่างกายก็แข็งแรงดี แล้วจู่ ๆ ทำไมถึงเป็นลมไปได้

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว นอนพักซะ แล้วถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลก็รีบบอกเลยนะ ตกลงไหม” ดำเกิงยีผมเธอก่อนจะเดินกลับไปทำงานส่วนของตัวเองซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแคร่ที่หญิงสาวนอนพัก

ขมิ้นยิ้มรับก่อนจะพลิกมานอนตะแคง ทอดสายตามองคนตัวโตมัดเส้นลวดอย่างเพลิดเพลิน เธอชอบสีหน้าเวลาที่เขามุ่งมั่นทำบางสิ่งบางอย่าง ดูจริงจังและตั้งใจ นอกจากนั้นเธอยังชอบที่เขามีความเด็ดเดี่ยวและกล้าได้กล้าเสีย ซึ่งส่วนมากดำเกิงจะได้มากกว่าเสีย และถึงแม้จะเสีย เขาก็ยังรับมือกับความผิดหวังได้เป็นอย่างดี

“ดำ...” เสียงเล็กเรียกชื่อสามีเมื่อนึกขึ้นได้ว่าก่อนที่เธอจะหมดสติไปนั้นเขากำลังทะเลาะอยู่กับแสบ เมื่อชายหนุ่มละสายตาจะงานแล้วมองมายังเธอ จึงพูดธุระต่อ “เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นเหรอ ทำไมต้องไล่แสบด้วย”

“อ๋อ นั่นน่ะเหรอ ไม่ได้ไล่สักหน่อย แค่บอกให้ไปหาพ่อ” ดำเกิงระบายยิ้มแล้วหันไปมัดเหล็กต่อ “แสบมันจะมีเมียแล้ว จำงานผลไม้เมื่อสองเดือนก่อนได้ไหม ที่พวกมันไปเที่ยวโต้รุ่งกัน เห็นว่าไปเจอสาวร้านขายหมึกย่างแล้วเกิดปิ๊งกัน ไม่รู้ว่าแอบไปจู๋จี๋กันอีท่าไหน สาวเจ้าบอกว่าท้อง ถ้าไม่ยอมไปสู่ขอ พ่อกับแม่ผู้หญิงจะหาผู้ชายคนใหม่ให้ลูกสาว แล้วทีนี้ไอ้แสบก็เครียดสิครับ ไม่ยอมปรึกษาใคร คิดวุ่นวายอยู่คนเดียวจนเสียการเสียงาน”

“แล้วทำไมแสบไม่บอก...” ขมิ้นไม่เข้าใจ

“ถามดูแล้ว มันบอกว่าไม่มีเงินไปขอสาว ครั้นจะบอกพ่อกำนันก็เกรงใจ เมื่อตัดสินใจไม่ได้ก็เลยเงียบไว้ก่อน นี่ก็ใกล้จะถึงเส้นตายแล้วด้วย”

“แล้วที่ให้ไปบอกพวกเขาว่าเงินสองร้อยที่หักไว้ทุกวันคือเงินเก็บเงินก้อนของพวกเขาล่ะ ไม่ได้บอกเหรอ?” ขมิ้นเปลี่ยนหัวข้อสนทนา หันมาเอาเรื่องกับสามีที่ดูท่าว่าจะบกพร่องตรงจุดนี้ไป

จริงอยู่ที่เธอจ่ายค่าแรงคนงานรวมทั้งสามีวันละหนึ่งร้อยบาท แต่เงินส่วนที่เหลือนั้นขมิ้นก็นำไปเก็บใส่กระปุกไว้ให้วันละหนึ่งร้อยห้าสิบบาท ส่วนอีกห้าสิบบาทก็เก็บเป็นค่าน้ำค่าไฟและค่าอาหาร อ้อ สาบานได้ว่าเธอไม่เคยยักยอกเงินนี้ไปเป็นของตัวเองเลยสักบาท

“ไม่ได้บอก” ดำเกิงตอบมาอย่างไม่หวั่นภัย เมื่อขมิ้นส่งเสียงจิ๊จ๊ะไม่พอใจ เขาจึงอธิบายว่า “ขืนบอกไป พวกนั้นก็จะเอาแต่หวังในเงินส่วนนั้น เดี๋ยวก็มาขอเบิกไปซื้อนั่นซื้อนี่ มือถือใหม่บ้าง เสื้อผ้าใหม่บ้าง เดี๋ยวก็ไม่เหลือเงินเก็บเลยสักบาท อย่าลืมสิว่าส่วนนี้คือเงินตั้งตัว ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็อย่าให้รู้เลยดีกว่า ถ้าพวกนั้นอยากได้อะไรก็ปล่อยให้ค่อย ๆ ออมกันไปเอง กว่าจะได้ครบตามยอดก็คงท้อใจกันไปหมดแล้ว”

ขมิ้นที่ได้ฟังเหตุผลก็พลอยพยักหน้าเห็นดีเห็นงามตามสามี เธอลืมคิดถึงความจริงข้อนี้ไปว่าแสนกับแสบเคยใช้เงินมือเติบตามผู้เป็นลูกพี่ แล้วการที่ดำเกิงกลับใจมาทำงานเก็บเงินก็เป็นเรื่องส่วนตัวที่เขาคิดได้เอง พวกแสนกับแสบนั้นเพียงแต่ตามมาอยู่ด้วย หาได้เป็นความคิดของพวกเขาที่จะมาสร้างตัว ดังนั้นการแอบเก็บเงินไว้ให้จึงสมควรเป็นความลับต่อไป

“ตอนนี้ก็ถือว่าแสบมีเรื่องจำเป็นที่ต้องใช้เงินแล้วนะ จะได้เป็นฝั่งเป็นฝากันสักที” ขมิ้นนึกถึงเงินในกระปุกที่ใช้เวลาเก็บมาตั้งแต่สมัยปลูกผักขาย น่าจะมากพอที่จะใช้เป็นสินสอดได้...

ดำเกิงพยักหน้าเห็นด้วย ชายหนุ่มวางมือจากงาน เดินมานั่งทับส้นเท้าที่ข้างแคร่ จับมืออุ่น ๆ ของภรรยาไปกุมเพื่อที่จะบอกการตัดสินใจของเขาที่คิดเอาไว้เมื่อสองเดือนก่อน

ว่าจะสร้างบ้านใหม่ เขาบอกเธอ จะเอาเงินเก็บไปใช้หนี้รายปีแล้วยืมออกมาเท่าเดิมเพื่อสร้างบ้าน เธออยากได้บ้านแบบไหนก็ลองบอกมา แต่มีคำขอเล็กน้อยว่าให้แสนกับแสบอยู่ด้วยได้ แบบที่เป็นส่วนตัวสักหน่อย

ขมิ้นรับฟังด้วยความตื้นตัน คำว่าบ้านใหม่เป็นคำที่พิเศษเหลือเกิน เธอมองกระท่อมที่เริ่มเก่าลงทุกปี เห็นมันมาแต่เล็ก และคิดเสมอว่าอยากมีบ้านปูนหรือไม่ก็บ้านไม้เหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ บ้าง แต่จนแล้วจนรอดก็ได้แค่หวัง แล้วดูตอนนี้สิ ชายตรงหน้ากำลังบอกเธอว่าเขาจะสร้างบ้านหลังใหม่แทนบ้านกระท่อม แถมยังให้เธอเป็นคนตัดสินใจด้วยว่าอยากได้บ้านแบบไหน

“ม...ไม่รู้สิ” หญิงสาวใจเต้นแรงไปหมด วาดฝันถึงบ้านหรู ๆ ที่เคยเห็นในโทรทัศน์ แต่เมื่อนึกถึงกำลังเงินที่มีก็ต้องพับเก็บไป เอาที่ใช้ได้ในโลกความเป็นจริงดีกว่า ที่ดินของเราก็มีเท่านี้ แม้ดำเกิงจะขอซื้อที่ที่เคยเช่าปลูกผักมาได้แล้ว แต่ถ้าสร้างบ้านหลังใหญ่มากเกินไปก็จะไม่มีพื้นที่สำหรับโรงเรือนเก็บของ แล้วอย่าลืมว่าต้องให้แสนกับแสบอยู่ด้วยได้แบบเป็นส่วนตัว...


เมื่อตัดบ้านในฝันออกแล้วลากโจทย์ที่ดำเกิงขอมาพิจารณาร่วมกับลักษณะของที่ดินที่มี ขมิ้นก็นึกถึงห้องแถวเป็นอันดับแรก เธอคิดว่าคงจะดีถ้าสร้างบ้านใหม่ให้เหมาะกับกิจการที่ทำ คือแบ่งห้องให้แต่ละคนแบบเป็นสัดเป็นส่วน โดยให้มีสักห้องหรือสองห้องเพื่อเก็บสินค้าและวางโต๊ะเขียนรายการ อีกทั้งการสร้างบ้านใหม่รูปทรงนี้จะไม่กินพื้นที่ไปถึงโรงเรือนเก็บเหล็กเส้นและปูนที่สร้างไว้อย่างมั่นคง จึงไม่ต้องกังวลว่าจะต้องรื้อมันออกโดยเปล่าประโยชน์

หลังจากที่ขอเวลาคิดอยู่พักใหญ่ ขมิ้นก็เล่าความคิดของตนให้ดำเกิงฟังเพื่อให้เขาพิจารณาดูว่าจะทำได้จริงอย่างที่จินตนาการไว้หรือไม่ ชายหนุ่มนึกภาพตามที่ภรรยาบอก ไม่ว่าจะรูปแบบบ้าน การวางแนว การแบ่งส่วน ตลอดจนการใช้สอยที่เธอต้องการ เขาคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่อย่างไรเสียก็ต้องวางแผนให้เป็นเรื่องเป็นราวอีกที และที่สำคัญ ต้องไม่ลืมปรึกษาย่านวลผู้เป็นเจ้าของบ้านกระท่อมด้วย

ตกเย็น ตอนที่รับประทานอาหารค่ำ สองหนุ่มสาวปรึกษาหารือกับย่านวลถึงเรื่องบ้าน แม่เฒ่าผู้ไม่ยอมแก่ตามวัยก็เห็นดีเห็นงามกับความคิดของหลานสาว ทั้งยังชี้แนะเรื่องการจัดวางตัวบ้านให้เหมาะสม รวมทั้งการหาฤกษ์หาวันที่ดีตามที่โบราณถือปฏิบัติ ทำให้ขมิ้นคลายใจเรื่องที่คิดกังวลว่าย่าจะติดที่จนไม่ยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

เมื่อได้รับอนุญาตจากย่านวล อีกทั้งแบบที่คิดเอาไว้ก็มีทางเป็นจริงได้ ขมิ้นจึงดูอารมณ์ดีกว่าปกติ หญิงสาวนั่งดูโทรทัศน์เป็นเพื่อนย่าที่ชานบ้าน ปล่อยให้ดำเกิงที่บอกว่าจะลองร่างแบบบ้านได้ทำงานของเขาไปตามลำพัง

สารคดีสัตว์โลกตัวน้อยที่ออกอากาศทางช่องดาวเทียมจบตอน ย่านวลก็เปลี่ยมไปชมช่องเพลงลูกทุ่ง ขมิ้นที่นอนหนุนตักย่าเริ่มง่วง อ้าปากหาวบ่อยเสียจนน้ำตาไหล ทำให้ย่านวลต้องไล่ให้ไปนอน เดี๋ยวย่าฟังอีกเพลงสองเพลงก็จะไปนอนแล้วเหมือนกัน นางบอกพร้อมกดไปยังช่องรายการข่าว

ขมิ้นดึงดันอยากจะอยู่เป็นเพื่อนย่า แต่ในที่สุดก็ฝืนทนสู้กับความง่วงไม่ไหว หญิงสาวผล็อยหลับไปตรงนั้นเอง

แม่เฒ่านวลลูบหน้าผากหลานสาวอย่างอ่อนโยน แต่ดวงตาที่ใช้งานมานานเท่าอายุทอดมองออกไปนอกรั้วบ้านคล้ายจะรอคอยการกลับมาของใครบางคน

แม้จะยินดีที่หลานสาวกับหลานเขยจะมีรากฐานที่มั่นคง แต่เมื่อคิดว่าบ้านนี้จะไม่มีที่สำหรับหลานชายกำพร้าอีกต่อไป  นางก็อดใจหายไม่ได้เลย

...เจ้าจะเป็นอย่างไรบ้างหนอโทน


###



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น