-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 31

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 27.2k

ความคิดเห็น : 98

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ค. 2560 01:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 500
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 31
แบบอักษร

31

ความผิดที่ถูกยัดเยียนในข้อกล่าวหาขัดราชโองการ หนิงลี่ถูกซ่งจินเหลียงกระทำอย่างร้ายกาจโทษฐานความผิดไม่ไปหาที่สระบัว การทำโทษที่แปลกพิสดารมากกว่านักโทษคนอื่น หนิงลี่เพิ่งตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้วซ่งจินเหลียงอาจชอบใช้ความรุนแรง ไม่สิ! ซ่งจินเหลียงชอบใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว แต่อยู่บนเตียงกลับรุนแรงยิ่งกว่าเป็นเท่าเดิมนัก

ใบหน้าประดุจเซียนพ่นลมหายใจเข้าออก เหงื่อชื้นไหลตามหน้าผากจรดหางคิ้ว โยกกายไหวไปมาจนถึงหยาดหยดสุดท้ายของห้วงอารมณ์

แข้งขาคนรองรับสิ่งใหญ่โตสั่นพับๆ เป็นเจ้าเข้า หนิงลี่นอนหอบหมดแรง ไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อน ด้วยกลัวว่ามันจะไปสะกิดส่วนนั้นให้มันเกิดนึกคึกครื้นขึ้นมาอีก อยากจะถามว่าทำไมยังไม่เอาออกไปเสียที แต่ก็กลัวว่าจะเป็นการฉุดเพลิงพิโรษให้อีกฝ่ายกระทำรุนแรงมากขึ้นกว่าเก่า ช่วงล่างก็เหนียวเหนอะหนะไปหมด

ซ่งจินเหลียงยังคลอเคลียอยู่ไม่ห่างกาย ใบหน้าซุกไซร้กับลำคอ ได้กลิ่นเหงื่ออ่อนจากเจ้าตัว ความต้องการก็พลุ้งพล่านมาอีกระรอก ส่วนเชื่อมต่อที่ยังไม่ถอนเริ่มขยับเป็นครั้งที่สาม จนคนรองรับต้องหน้านิ่วด้วยความเจ็บแสบ ช่องตรงนั้นมันถูกรุกรานอย่างหนักมาตลอดค่อนคืน หนิงลี่อดคิดไม่ได้ว่าพรุ่งนี้คงจะได้นั่งไม่ติดเก้าอี้

การร่วมรักกับซ่งจินเหลียงเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว ในครั้งแรกๆ หนิงลี่ยังไม่คุ้นชินเท่าไหร่นัก ทั้งเจ็บ ทั้งเสียด จนนั่งไม่ติดกับเก้าอี้

ซ่งจินเหลียงได้อธิบายทุกอย่างแก่พระสนมผู้เข้าใจผิด เรื่องของหวงเหวยผิงเขาไม่เคยคิดเกินเลยกว่าน้องสาว หวงอี้ชิงคือรองแม่ทัพใหญ่ผู้เก่งกล้าไม่แพ้หวางมู่แม่ทัพคู่ใจ ถึงหวงเหวยผิงจะงดงามแต่กลับไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาสักนิด หากคิดจะสนใจคงคิดไปนานแล้ว ไม่รั้งรอเวลาให้มากกว่านี้

กว่าบทรักจะจบลงก็ใช้เวลาอยู่หลายชั่วยาม หนิงลี่นอนหอบหมดแรงยิ่งกว่าเก่า จากนั้นก็หลับไปอย่างไม่รู้ตัว ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ตอนสายของอีกวันหนึ่ง จวบเหมาะกับวรกายสูงลุกขึ้นหยิบอาภรณ์ที่ถูกวางระเกะระกะตรงพื้นมาสวมใส่ ปรายตามองคนนอนนิ่ง แววตาเต็มไปด้วยความรักอย่างล้นเหลือ

“ฝ่าบาท ท่านจะไปแล้วหรือ”

ชะโงกหน้าขึ้นมาถาม ทำท่าจะลุกขึ้นตามเช่นกัน

“เจ้าพักผ่อนไปเถิด อย่าเพิ่งลุกเลย ข้าบั่นทอนกำลังเจ้าไปเยอะนัก กลัวว่าเจ้าจะไม่ทันได้ยืนก็ล้มพับไปกับพื้น” ซ่งจินเหลียงหัวเราะแผ่วให้กับคำพูดตัวเอง

หนิงลี่ก้มหน้า เข้าใจความหมายที่ซ่งจินเหลียงล้อเล่น

แล้วเป็นใครกันละ! ที่ทำให้เขาต้องเป็นเช่นนั้น

ครู่หนึ่ง...องค์จักรพรรดิก็เดินจากไปพร้อมกับการเข้ามาของเซียวถิงเย่

นางเข้ามาดูแลความสะอาดและคอยช่วยเหลือพระสนมทุกครั้งที่อยู่ในห้องบรรทมกับฝ่าบาท สิ่งที่เกิดขึ้นก็เห็นจนชินตา หลายวันมานี้ซ่งจินเหลียงเอาแต่มาคลุกอยู่กับหนิงลี่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ทำให้ภารกิจบ้านเมืองเสื่อมเสีย เซียวถิงเย่นางเกรงว่าจะกลายเป็นขี้ปากคนในวัง

ช่างกล้าดียังไงมาหาว่าพระสนมลี่ใช้มนต์ดำ!

นางคิดอย่างไม่ชอบใจนัก...เพราะหลายวันก่อนนางก็ไปมีเรื่องกับพวกขันทีและนางกำนัลที่อยู่อีกฝ่าย จนถูกทำร้าย คนเดียวไม่อาจสู่คนหมู่มากได้จนถูกรังแกเป็นแผลเขียวช้ำไปหลายแห่ง ยังโชคดีที่หน้าของนางไม่เป็นอะไรมาก นางเป็นหญิงสาววัยเพียงแค่ยี่สิบ ยังไม่ได้ออกเรือนเป็นฝั่งเป็นฝา ถ้าเกิดว่ามีแผลเป็นบนใบหน้าเกรงว่าจะไม่มีบุรุษบ้านใดมาให้ความสนใจ

“ถิงเย่ เจ้าไปโดนอะไรมา”

ถึงจะหลบร่องรอยการถูกทำร้ายได้แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของหนิงลี่ไปได้ พระสนมมองเห็นรอยเขียวช้ำตรงข้อมือในช่วงจังหวะที่เซียวถิงเย่กำลังปรนนิบัต

“พระสนม บ่าว...บ่าวแค่สะดุดหกล้ม”

นางโกหกคำโต ด้วยกลัวว่าจะทำให้เดือดร้อน

หนิงลี่ประคองตัวให้ลุกขึ้นจนผ้าห่มร่นลงมากับหน้าตัก ทำให้เห็นแผงอกเปลือยเปล่า เต็มไปด้วยรอยจูบและฝัน เซียวถิงเย่เบือนหน้าหนีไปอีกทางหนึ่งเพื่อละสายตาไม่ให้มอง

“ถิงเย่ เจ้าอย่าทำเช่นนี้อีก พวกเขาจะพูดอะไรก็ปล่อยไปเถิด ข้าไม่สนใจหรอก”

“แต่พระสนม”

“ถิงเย่ เจ้าลืมไปแล้วหรือ ข้าเป็นชาย...ชายย่อมไม่สนใจคำนินทาของอิสตรี แต่หากว่าเจ้าเจ็บตัว เป็นข้าที่จะโทษตัวเองซะมากกว่าที่ดูแลเจ้าได้ไม่ดีนัก”

เซียวถิงเย่พยักหน้ารับอย่างจำยอมพร้อมกับนึกชื่นชมความใจดีของพระสนมลี่ยิ่งนัก

ไม่นานเซียวถิงเย่ก็เดินออกไปจากห้องหลังจากที่ปรนนิบัติเสร็จแล้ว กว่าที่หนิงลี่จะลุกขึ้นมานั่งได้เหมือนปกติก็ปาไปช่วงสาย

เมื่อถึงเวลาพอสมควรก็เลือกที่จะเดินไปยังหอสมุด นานแล้วที่หนิงลี่แทบไม่ได้ย่างก้าวเข้าไปในสถานที่ที่คุ้นเคย นึกอยากหาหนังสือมาอ่านให้สาแก่ใจ

ในหอสมุดช่างเงียบงัน ไร้เสียงรบกวนจากรอบด้าน หนิงลี่ที่ไร้วรยุทธ์ย่อมจับไม่ได้ว่ามีเงาหนึ่งที่อยู่เป็นเพื่อนตนตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเยือน

ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ มากจากหอสมุท เป็นกลิ่นที่ไม่เคยได้เจอมาก่อนหน้า หนิงลี่คิดว่าคงเป็นสิ่งที่นางกำนัลเอามาจุดเพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายตอนอ่านหนังสือ พอเลือกเล่มที่ถูกใจได้แล้วภายในเวลาไม่นานนักก็รู้สึกว่าร่างกายมันช่างหนักอึ้ง ความผิดแปลกเกิดขึ้นในทันที

บุรุษในเงาแสยะยิ้มเหี้ยม เขาแอบซ่อนอยู่กับนางกำนัลที่จับได้เมื่อวาน ขณะนี้นางกำลังสลบไสลไม่ต่างจากครั้งแรก สองขายาวเดินเข้าไปใกล้าอย่างเงียบเฉียบในขณะที่คนตกเป็นเหยื่อกำลังนั่งหันหลังให้ ใช้ความเร็วในฝ่ามือคิดหมายสับไปที่ต้นคออีกฝ่าย ถึงหนิงลี่จะไม่เป็นวรยุทธ์ แต่ก็ผ่านสนามรบมาพอสมควร ยามที่ภัยเข้ามาใกล้ตัวก็รีบหันหน้าไปอีกทาง...เป็นซูลี่ที่เร็วกว่ามาก เพียงแค่ครั้งเดียวที่โดนทำร้ายมันไม่ยากเลยที่จะทำให้หนิงลี่สลบอย่างไม่รู้เรื่อง

“หึหึ”

ใบหน้างดงามหัวเราะร้ายแผ่วเบา แล้วการจัดฉากก็ได้เริ่มต้นขึ้น นางกำนัลผู้โชคร้ายถูกรีดคอหอยให้สิ้นโดยที่ตัวเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำ หยาดเลือดเจิ่งนองไปบนพื้นแข็งๆ นางกระตุกสองสามครั้งแล้วสิ้นใจตายในที่สุด

กำจัดคนหนึ่งไปแล้วก็เหลืออีกคนหนึ่ง

ซูลี่พาร่างอ่อนปวกเปียกเข้าใกล้ศพที่ถูกฆ่าหมาดๆ ไม่จำเป็นต้องอำพรางคดีฆาตกรรมอะไรทั้งนั้น สิ่งที่ทำมันก็เป็นเพียงแค่การโบ้ยความผิด

มีดที่เปรอะไปด้วยเลือดถูกจับยัดใส่มือพระสนม ท่าทางถูกจัดให้ทำราวกับว่าหนิงลี่กำลังทำมิดีมิร้ายนางกำนัลผู้ไม่รู้อิโน่อิเน่ เมื่ออยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมแล้วซูลี่ก็ย้อนกลับไปทางเงามืดอีกครั้ง แล้วแอบหนีออกไปกบดานยังที่ซ่อน ไม่จำเป็นต้องรอดูผลงานให้ยุ่งยาก

“อาลี่ เจ้าไม่ถูกลงโทษก็ให้มันรู้ไป”

มันคือเสียงสุดท้ายที่ซูลี่กล่าว

หนิงลี่รู้สึกเหมือนตัวเองหนักอึ้ง ราวกับว่าได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากคนรอบข้าง มือขวาถูกยกขึ้นมากุมขมับตัวเองก่อนที่จะค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้น กลิ่นบางอย่างที่คุ้นเคยก็ปะทะเข้าจมูก ฝ่ามือทั้งห้าก็สัมผัสได้ถึงน้ำเหนียวเหนอะหนะจนต้องหันไปมอง

ราวกับว่าโลกทั้งโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะหนึ่ง พระสนมผู้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเห็นแต่เพียงนางกำนัลที่นอนอยู่ใต้ร่าง ใบหน้าของนางเบิกโผลงตายตาไม่หลับ และในมือของหนิงลี่ก็ถือมีดเอาไว้


ข่าวลือแพร่สะพัดไวปานสายลม

พระสนมถูกกล่าวหาว่าสังหารนางกำนัล

ผู้คนที่ไม่ชอบหน้าต่างหัวเราะเย้ยหยันอยู่ภายในใจ

หนิงลี่ยืนตระหง่านอยู่หน้าบัลลังก์ทอง รอบด้านคือเหล่าเสนอำมาตย์และผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์คือขันถีผู้ดูแลหอสมุด ได้รายงานว่าตอนแรกนั้นพระสนมลี่ได้เข้าไปอ่านหนังสือด้านในเหมือนอย่างที่เคยทำเป็นประจำ แต่ระหว่างที่หนิงลี่เลือกหนังสือตนเองไม่ได้อยู่ด้วยจึงไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น จนกระทั่งไปเจออีกครั้งก็ตอนที่พระสนมลี่นอนกอดนางกำนัลที่เปื้อนไปด้วยหยาดเลือด

คำครหายังไม่หมดเพียงแค่นั้น หนิงลี่ฟังคำสันนิฐานเบื้องต้นว่า บางทีพระสนมผู้เป็นชายอาจนัดแนะกับนางกำนัลเพื่อลอบสมสู่ แต่เกิดมีปากเสียงกัน ทำให้พระสนมทนไม่ไหวจนลงมือสังหาร

ได้ความว่านางกำนัลนางชื่อเสี่ยวหง เพิ่งเข้ามาใหม่อยู่ได้เพียงแค่ไม่กี่เดือน ก่อนหน้านั้นได้หายไปหนึ่งคืนโดยไม่มีใครรู้ เรื่องของเสี่ยวหงสร้างความตื่นตกใจให้กับนางกำนัลคนอื่นไม่น้อย ต่างก็ช่วยกันหาทุกซอกทุกมุมของวังหลวงแต่ก็ไม่มีใครพบ กว่าจะเจอนางก็ปาเข้าไปในตอนสายของอีกวัน ก็สายเกินไปเสียแล้ว

เมื่อมีเสียงเห็นด้วย ก็ต้องมีเสียงคัดค้านด้วยเช่นกัน อำมาตย์บางคนที่ต่อสู้ในศึกแคว้นโจวต่างแสดงตัวออกมาเพื่อแสดงความเห็นที่แตกต่าง เมื่อมองว่าคนสลบที่ไหนจะฆ่าคนได้ และยังสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่หนิงลี่เล่ามาว่าได้เข้าหอสมุดตามปกติโดยไร้นางกำนัลและคนติดตาม ทันทีที่เข้าไปด้านในก็ได้กลิ่นหอมบางอย่างพร้อมกับใครบางคนที่เข้ามาทางด้านหลัง จนโดนทำร้ายไม่ได้สติ

ข้ออ้างเหล่านี้ต่างกลบข้อครหาได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ทั้งหมด

พระสนมลี่ถูกใส่ร้าย...

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง แล้วใครเล่าจะเป็นคนทำ...

ในท้องพระโรงที่มีอยู่หลายสิบชีวิต ต่างวิพาร์กวิจารณ์ถึงความเป็นไปได้ ความตึงเครียดถาโถมเข้ามาเป็นระรอก ถกเถียงกันด้วยเรื่องเพียงเรื่องเดียวอยู่หลายเกือบชั่วยาม ถึงอยากจะเชื่อแต่หลักฐานก็มัดตัวอย่างชัดเจนจนดิ้นไม่หลุด เมื่อไร้คำตอบที่ดี ทางพึ่งเดียวสุดท้ายคือบุรุษที่นั่งอยู่บนลังลังก์ทอง

องค์จักรพรรดิผู้ครองแคว้นยังคงนั่งนิ่งเงียบ ดวงพระเนตรดุร้ายกลับทอประกายให้เห็นจนผู้ที่อยู่ในท้องพระโรงต้องเงียบเสียงไปตามๆ กัน แม้จะมิได้เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา หากแต่พวกเขากลับรับรู้โดยสัญชาติญาณว่าซ่งจินเหลียงกำลังเคืองโกรธ สาเหตุอาจเป็นเพราะพระสนมผู้อยู่ตรงหน้าที่ยังไม่รับรู้ชะตากรรมตัวเอง

ชายหนุ่มแผ่ซ่านความน่ากลัวออกมาจากร่าง ริมฝีปากสีสดคลี่ยิ้มบางเอ่ยถามผู้ที่กำลังตกเป็นผู้ต้องสงสัย

“พระสนมลี่”

นานแล้วที่ซ่งจินเหลียงไม่ได้เอ่ยเรียกยศขั้น

คนฟังเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรร้าย

“เจ้าได้สังหารนางกำนัลหรือไม่”

หนิงลี่กลืนน้ำลายลงคอเอือกใหญ่ ตอบด้วยสีหน้ามั่นคงและแน่วแน่...หนิงลี่ยังคงเชื่อมั่นในตัวของซ่งจินเหลียง ยังคงเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตัวเอง

“ข้าไม่ได้ทำ”

เป็นเพียงคำตอบเดียวที่หนิงลี่จะให้ซ่งจินเหลียงได้

ทั้วทั้งท้องพระโรงยังคงเงียบสงัด ไม่มีใครกล้าที่จะกล่าว จนมีขุนนางผู้หนึ่งก้าวท้าวเดินมาข้างหน้า สองมือยกขึ้นคารวะผู้เป็นเจ้าแผ่นดิน

“ฝ่าบาท ข้าน้อยอวิ่นอี้ ขอทูลกล่าวสักข้อได้หรือไม่”

“ว่ามา”

อวิ่นอี้ผู้เป็นอำมาตย์ชั้นสูงผู้ดูแลความปลอดภัย ใบหน้าสูงวัยก้มลงต่ำด้วยความนอบน้อม “ฝ่าบาท การที่พระองค์เข้าข้างพระสนมลี่เช่นนี้อาจเป็นที่ครหาได้พ่ะย่ะค่ะ ถึงพระสนมลี่จะมิได้ทำผิดคิดสมสู่กับนางกำนัลก็จริง แต่ถ้าหากว่าทรงใช้อำนาจในการตัดสิน ชาวบ้านผู้ไม่รู้อาจคิดได้ว่าฝ่าบาททรงหลงใหลในตัวพระสนมจนเกินงาม คราวนี้ผู้ที่จะย่ำแย่คือพระสนมพ่ะย่ะค่ะ”

พอมีคนกล้าท้วงติง เหล่าอำมาตย์คนอื่นๆ ต่างก็เห็นพ้องต้องกัน ต่างคนต่างพยักหน้ารับแล้วยกมือประสานเพื่อให้ซ่งจินเหลียงมีความเป็นธรรมมากกว่าที่จะเข้าข้างพระสนมทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน จนเสียงเซ็งแซ่ดังทั้วท้องพระโรงอีกครั้งหนึ่ง

ผู้นั่งบนบังลังก์ทองนิ่งเงียบก่อนลุกขึ้นเพื่ออกคำสั่ง

“ทหาร! นำตัวพระสนมกลับเข้าตำหนัก และถ้าไม่มีคำสั่งก็ห้ามใครหน้าไหนพาพระสนมออกทั้งนั้น!”

“พ่ะย่ะค่ะ”

เหล่าทหารน้อมรับคำสั่งแต่โดยดี

การตัดสินก็ได้สิ้นสุดลงในเวลาไม่นาน เพื่อไม่ให้เป็นที่ติฉินนินทาของเหล่าประชาราษฎ์และคนในวังหลัง ซ่งจินเหลียงจำเป็นต้องตัดสินด้วยความยุติธรรม ผิดก็ต้องว่าไปตามผิด ถึงหนิงลี่จะเป็นพระสนมแต่ถ้าหากทำผิดก็ไม่อาจอภัยโทษได้

ทันทีที่ท้องพระโรงหมดสิ้นซึ่งผู้คนแล้ว ซ่งจินเหลียงได้ออกคำสั่งให้หวางมู่แม่ทัพคนสนิทสืบหาตัวคนร้ายโดยด่วนที่สุด สืบให้กระจ่างแจ้งพร้อมทั้งนำหลักฐานมามอบให้เพื่อพิสูจน์ว่าพระสนมลี่ไม่ได้เป็นคนสังหาร...บัดนี้ใบหน้าที่เคยงดงามกลับไม่พึงปรารถนาสิ่งใดนอกเสียจากตัวฆาตกรที่บังอาจมาลูบคมมังการผู้ยิ่งใหญ่ได้

หากจับได้เมื่อไหร่ข้าจะสับมันให้เป็นพันชิ้น!

“พระสนม ฮึก...”

เซียวถิงเย่อัดแน่นอยู่ภายในอก นางอยากกรีดร้องออกมาเสียให้ได้ เหตุใดเล่าพระสนมผู้รักสงบคนนี้ไม่เคยได้อยู่อย่างสงบสุขเสียทีเล่า! คราวก่อนก็เรื่องของแม่ทัพคนงาม คราวนี้จะยังมาถูกใส่ร้าย ไหนจะยังเรื่องของพระสนมอื่นที่คอยกลั่นแกล้ง จนเซียวถิงเย่นึกน้อยใจในโชคชะตานัก ยังโชคดีที่องค์จักรพรรดิไม่ได้หูเบาเชื่อในสิ่งที่เห็น สั่งให้คนเร่งไปตามสืบเสาะหาตัวคนร้ายมาลงโทษ

“ถิงเย่ เจ้จะร้องไห้ทำไมเล่า ข้ามิได้เป็นอันใดเสียหน่อย” กลายเป็นหนิงลี่ที่ต้องปลอบนางกำนัลคนสนิท

“บ่าวกลัวนี่เพคะ กลัวว่าพระสนมจะถูกใส่ร้ายคนต้องโทษประหาร” เซียวถิงเย่หน้าเบ้กลั้นน้ำตา

หนิงลี่ส่ายหัวเบาๆ ทีหนึ่ง ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มอย่างเอ็นดู “ถิงเย่ หากเจ้าร้องเช่นนี้ข้าจะพลอยใจเสียไปด้วย”

หนิงลี่จับบ่านาง พูดอีกครั้งหนึ่งด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ข้าเชื่อในตัวฝ่าบาท ท่านมิใช่คนโง่งมที่มองเพียงสิ่งที่ตาเห็น เจ้าเชื่อข้าเหมือนอย่างที่ข้าเชื่อฝ่าบาทหรือไม่”

เซียวถิงเย่พยักหน้ารับ “เพคะ”

หนิงลี่ยิ้มให้ทีหนึ่งแล้วลุกขึ้นมา พลันคิดถึงเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นมาหมาดๆ เพียงแค่ผ่านไปไม่กี่ชั่วยามกลับมีเรื่องมีราวได้มากถึงขนาดนี้...แน่นอนว่าเจ้าตัวย่อมรู้ดีเช่นกันว่าถูกใส่ร้าย แต่ใครกันหนอที่อยากจำกัดทิ้งจนโยนความผิดที่ไม่ได้ก่อมาให้

ปริศนาข้อนี้ก็ยังคงทำให้แคลงใจไม่ขาด...



----------

TAKE

อินางซู!!!!!!!!!!! บังอาจมาก มาป้ายความผิดให้น้องลี่ เดี๋ยวจะโดนไม่ใช่น้อย

และแล้วการเดินทางที่ยาวนานราวสองสามเดือนที่ผ่านมา จักรพรรดิก็ใกล้จบแล้วนะเออ ร่างพล็อตจนถึงตอนจบแล้ว 40-45 ตอน บวกลบไม่เกินนี้

ขอบคุณมาก ทุกคำติ ทุกคำชม พามาถึงจุดนี้ได้ เทคปลื้มปลิ่มมากกก ><


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น