หนูแดง/หนูแดงตัวน้อย/NooDangzz
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สะบายดี ครั้งที่ 2: น่ารัก...น่ากระทืบ[100%]

ชื่อตอน : สะบายดี ครั้งที่ 2: น่ารัก...น่ากระทืบ[100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.2k

ความคิดเห็น : 42

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ค. 2560 23:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สะบายดี ครั้งที่ 2: น่ารัก...น่ากระทืบ[100%]
แบบอักษร

สะบายดี ครั้งที่****2: น่ารัก...น่ากระทืบ

ยังทำใจเรื่องได้ไกด์ไม่สมประกอบมาไม่ได้ วันนี้ผมก็เลยตัดสินใจยังไม่ไปเที่ยว แต่คุณแอนก็ดันคะยั้นคะยอให้ผมไปเที่ยวกับลูกชายตัวเองอยู่นั่น

ใช่ครับ พูดไม่ผิด เขาคะยั้นคะยอผมแกมขอร้องให้ไปเที่ยวกับปั้นรักเพราะเธอไม่อยากให้มันมานั่งๆ นอนๆ เดินหัวฟูเคราเฟิ้มร่อนไปร่อนมาอยู่ในเกสต์เฮ้าส์ให้เป็นที่รำคาญสายตาของแขก

อันนี้ผมไม่ได้พูดเองนะ คุณแอนเป็นคนพูดเองเลยเถอะ ตอนผมลงมากินข้าวเช้าก็พอเข้าใจว่าเพราะอะไร เธอถึงไม่อยากให้มันอยู่ ก็ดูสภาพมันสิ โอ้โห หัวฟู เคราเฟิ้มไม่พอ นี่แม่งใส่เสื้อกล้าม นุ่งผ้าขาวม้าเดินโทงๆ ไปมาในเกสต์เฮ้าส์แม่ตัวเองชนิดไม่เกรงใจแขก เห็นสภาพมันอย่างนั้น ผมก็ว่าสะอิดสะเอียนแล้วนะ น้ำท่าก็ไม่อาบ ฟันฟางแปรงหรือยังก็ไม่รู้ เที่ยวทักแขกไปทั่ว อะไรไม่ว่า แม่งมานั่งตรงโต๊ะถัดไปจากผม หันหน้าเข้าหา จิบกาแฟกับอาหารเช้าแบบอเมริกันเบรกฟาสต์ อ่านอะไรไม่รู้ในโทรศัพท์ไปด้วย ถ้ามันนั่งอ่านดีๆ ผมจะไม่ว่าเลย จู่ๆ ยกขาขึ้นมาวางบนเก้าอี้ข้างนึง จังหวะเดียวกับที่ผมเหลือบตาไปมองทันที

ไข่แล่บ!

โอ้โหไอ้ปั้นรัก! กูจะอ้วก มึงให้เกียรติไข่ดาวในจานกูหน่อยเถอะ!

โยนช้อนส้อมทิ้งทันที ไม่กงไม่กินต่อมันละ ความจริงมันก็ไม่ได้เห็นอะไรอย่างที่ผมอุทานหรอก มันใส่กางเกงบ็อกเซอร์ไว้ข้างใน แต่คือเข้าใจไหม คนกำลังกินข้าวอะ แล้วมาเห็นอะไรแบบนี้ตอนกำลังจะตักไข่ดาวเข้าปาก คิดว่าผมจะกินต่อลงเหรอ

รีบขึ้นห้องมาล้างหน้าล้างตาเพื่อลบภาพอุบาทว์ของมันแทบไม่ทัน

ทำไมต้องมาเห็นอะไรแบบนี้แต่เช้าด้วยวะ ถึงจะเป็นเกย์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะโอเคกับการได้เห็นอะไรแบบนี้นะเว้ย ผมก็เลือกดูเหมือนกัน

ปวดหัวหนึบกว่าเดิมด้วยหลังจากที่ผมตัดใจทิ้งอาหารเช้าของเกสต์เฮ้าส์ คุณแอนก็ขึ้นมาคุย แล้วเนื้อหาก็เป็นอย่างที่ผมบอกในตอนแรก

แล้วทำไมกูต้องไปกับมันวะ คนตัดสินใจว่าจะไปหรือไม่ไปคือลูกค้าไม่ใช่เหรอ?

“นะคะคุณดื้อ ฉันไม่อยากให้ปั้นนั่งว่างๆ เฉยๆ น่ะค่ะ”

“ผมก็เห็นเขาต้อนรับแขกดีนี่” ผมพยายามจะบอกปัด

คุณแอนยู่หน้า “แต่ต้อนรับในสภาพแบบนั้น ฉันว่ามันไม่โอเคน่ะค่ะ”

ไม่โอเคก็ไปบอกลูกตัวเองโน่น มาบอกผมทำไมก็ไม่รู้ ผมก็อยากจะปฏิเสธอยู่หรอก แต่พอคุณแอนเล่นบทดาวพระศุกร์ มีความดราม่าในชีวิตปุ๊บ...

“คุณเป็นคนแรกและคนเดียวเลยนะคะที่ลูกชายฉันจะได้ลองงานด้วย ถ้าไม่ได้คุณดื้อก็คงไม่มีแขกคนอื่นอยากได้ไปเป็นไกด์แล้วล่ะค่ะ เจ้าปั้นมันก็ดื้อขนาดนี้ ส่งไปอยู่เมืองนอกกับพ่อ เรียนจบแล้วก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน กลับมาก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอีก ฉันล่ะกลุ้มใจ เป็นลูกคนเดียวแท้ๆ”

เนี่ย... ผมก็เลยรู้สึกผิดทันที เหมือนเป็นคนบาปที่ทำให้ชีวิตเด็กจบใหม่พังพินาศยังไงก็ไม่รู้

“ได้ครับ ผมไปก็ได้” สุดท้ายแล้วผมก็ต้องตกปากรับคำไป

คุณแอนมีสีหน้าดีใจขึ้นมาทันที “งั้นเดี๋ยวฉันไปบอกปั้นให้เตรียมพร้อมนะคะ อยากไปที่ไหนก็บอกปั้นนะ”

จากนั้นก็ทำท่าจะลงไปชั้นล่าง ผมนึกอะไรขึ้นมาได้ก็เลยรีบร้องเรียกไว้ก่อน

“เอ้อ คุณแอนครับ ผมอยากจะขออะไรเรื่องนึง”

“คะ?”

“บอกมัน...ผมหมายถึงปั้นรักน่ะครับ บอกให้โกนหนวดโกนเคราที ผมไม่ค่อยชอบน่ะ มันดู...”

“สกปรก” อันนี้คุณแอนเสริมให้อย่างรู้ทัน

ผมไม่รู้จะตอบยังไงก็เลยพยักหน้าไป

“งั้นเดี๋ยวจะบอกให้ตัดผมด้วยแล้วกันนะคะ”

ออกปากเองอย่างนี้ ผมก็พยักหน้ารับไปสิ พอผมพยักหน้าปุ๊บ คุณแอนก็บ่นพึมพำ

“"บักลูกคนนี่ บอกให้ตัดผมตัดเผ้ากะบ่ฮู้ตัด เบิ่งดู เครากะไว้จนฮกไปเบิ่ด ให้ลูกค้าเพิ่นมาจ่ม" (ไอ้ลูกคนนี้ บอกให้ตัดผมตัดเผ้าก็ไม่ยอมตัด ดูซิ เคราก็ไว้ซะรกไปหมด ต้องให้ลูกค้ามาบ่น)”

ผมก็ฟังไม่ทันหรอกว่าเธอบ่นอะไร แต่พอจะจับใจความได้ว่าเป็นเรื่องที่ผมบอกเมื่อกี้ ปั้นรักคงจะหงุดหงิดไม่น้อยทีเดียวถ้ารู้ว่าผมเป็นต้นเหตุที่ทำให้มันต้องโดนแม่ตัวเองบ่น แต่ช่างเถอะ ผมไม่อยากจะไปเที่ยวกับไกด์ที่มีสภาพไม่ต่างอะไรจากคนป่าหรอกนะ

และพอผมรีเควสไปอย่างนั้น อีกไม่กี่ชั่วโมงให้หลัง คุณแอนก็ให้เด็กมาตามผมที่ห้องเพื่อไปรอปั้นรัก ผมเลยเตรียมตัวลงไปที่ล็อบบี้ ระหว่างที่ผมนั่งรออยู่นั้น จู่ๆ สายตาก็สะดุดเข้าให้กับผู้ชายคนหนึ่งที่เดินเข้ามาข้างในด้วยสีหน้าเรียบเฉย ประเมินจากสายตาแล้วน่าจะอายุราวๆ ยี่สิบต้นๆ แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่สายตาผมจับจ้องไปยังใบหน้าของผู้ชายคนนั้นไม่หยุด

โคตร...น่ารัก

เออ ไม่ได้น่ารักแบบหน่อมแน้มตัวเล็กอะไรแบบนั้น พูดตรงๆ ก็คือเขาหล่อ รูปร่างสูงโปร่ง ผิวสองสีเรียบเนียน แต่งตัวทันสมัยเหมือนหลุดมาจากนิตยสาร ยิ่งเอาแว่นตาดำมาคาดผมหน้าให้เสยขึ้นอย่างนั้นนะ โคตรมีเสน่ห์เลย เล่นเอาผมมองไม่วางตาเลยล่ะ

มองสักพักก็เหมือนผู้ชายคนนั้นจะรู้ตัว มองผมกลับบ้าง ผมเลยส่งยิ้มให้ แต่เขาไม่ยิ้มตอบ เดินเข้ามาหาแทน เดินมาอย่างเดียวไม่พอ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ ทำเอาผมถึงกับชะงัก

อย่าบอกนะว่าที่ส่งสายตาให้เมื่อกี้นี้จะทำให้รู้ตัวแล้วว่าผมเป็นเกย์?

หรือว่าเขาก็เป็นเกย์เหมือนกัน?

ถ้าเป็นอย่างนั้น แสดงว่าเรดาห์ดีมากเลยนะ ผมไม่ได้แสดงท่าทางอะไรออกมาให้เห็นเลยสักนิด

หากแต่ผมคิดผิดเมื่อพอผมหันไปมอง ตั้งท่าจะทักเฮลโหลสักคำ เผื่อว่าจะเป็นคนชาติอื่นที่ไม่ใช่ไทยหรือลาว อีกฝ่ายก็พูดออกมาก่อน

“แนมอีหยัง (มองอะไร)”

เอ๊ะ ภาษาลาว

“แนมจั๋งซี่คึดหยังอยู่ สายตาหื่นคัก (มองอย่างนี้คิดอะไรอยู่ สายตานี่หื่นซะ)”

ต่ออีกประโยค...

สำนวนอย่างนี้มันคุ้นๆ แฮะ

“เอ้าๆ ยังสิแนมอยู่อีก เดี๋ยวกะจิ๋มตาบอด สิไปหลิ้นบ่องได๋กะพ่าวบอกมา รำรี้รำไรเป็นตาซัง (เอ้าๆ ยังจะมองอยู่อีก เดี๋ยวจิ้มตาบอด จะไปเที่ยวไหนก็รีบบอกมา พิรี้พิไรน่ารำคาญ”

ไอ้นี่มัน...ปั้นรักนี่หว่า!

ไม่ต้องแนะนำตัว ไม่ต้องเอ่ยชื่อ ไม่ต้องให้ใครบอก ผมก็รู้ได้เองเลยจากสำนวนการพูดของมันเนี่ย

มึงนี่มันเงาะถอดรูปชัดๆ เลย!

ผมเผลออ้าปากมองมันตาค้าง มันดูหงุดหงิดขึ้นมาทันควัน ก่อนจะเอานิ้วมาแหย่ปากผมหน้าตาเฉย

“แมงหวี่บินเข้าชะแว้บ”

“เฮ้ย ทำไรเนี่ย” รู้สึกตัวปุ๊บ ผมก็ปัดมือมันทิ้ง

ปั้นรักเอามือที่แหย่ปากผมเมื่อกี้ขึ้นมาดู น่าจะมีน้ำลายผมติดอยู่นิดหน่อย มันก็เลยเอามาเช็ดกับกางเกง...ผม

มึงนี่มัน...

เห็นแล้วเส้นเลือดที่ขมับก็เต้นตุ้บๆ เลย ขณะที่มันเช็ดเสร็จก็พูดหน้าตาเฉย

“เห็นอ้าปากหวอ ซัง เลยลองจกเบิ่งจักเทือ (เห็นอ้าปากหวอ หมั่นไส้เลยจกสักที)”

แต่มึงจะมาเอานิ้วจกเข้าปากลูกค้าไม่ได้นะเว้ย!

ผมไม่อยากจะอะไรนักหรอก เห็นคุณแอนบอกว่ามันไปอยู่เมืองนอกมา การวางตัวในสังคมตะวันตกคงจะแตกต่างจากสังคมในประเทศละแวกนี้ ผมเลยไม่ได้ใส่ใจนัก ว่าออกมานิ่งๆ

“โกนหนวดโกนเคราออกแล้วดูดีขึ้นนะ ทรงผมก็ด้วย” ชมมันไปหน่อย หวังจะผูกสัมพันธ์อันดีงาม

หากแต่ปั้นรักไม่ได้ขอบคุณหรือยิ้มรับเลยแม้แต่น้อย ผมชมเสร็จปุ๊บ มันก็จ้องหน้าผมแล้วเบ้ปาก

“เทือจะของไว้หนวดไว้เคราได๋ ซามคนอื่นละหาว่าสกปรก คึดว่าจะของเป็นอนันดาบ้อ (ทีตัวเองไว้หนวดเคราได้ ทีคนอื่นล่ะหาว่าสกปรก คิดว่าตัวเองเป็นอนันดาหรือไง)” มันค่อนแคะ “อนันดาบ้าบอกคอแตกอีหยัง เล็บขบอนันดากะว่าไปอย่าง (อนันดาบ้าบอคอแตกอะไร เล็บขบอนันดาก็ว่าไปอย่าง)”

มันพูดเร็วเป็นไฟเลย แต่ผมว่าผมฟังมันออกนะ

ฟังออกชัดเจนด้วยว่ามึงว่ากูเป็นเล็บขบอนันดาเนี่ย! ต่อยปากสักทีดีไหม!

คิดภาพ อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม พระเอกที่ผมโตมากับหนังของเขาขึ้นมาทันที ก่อนจะตัดภาพไปที่เล็บขบหัวแม่โป้งเท้า

ทำไมมันถึงได้เปรียบเทียบอะไรได้อุบาทว์ขนาดนี้

ผมถึงกับยกมือขึ้นลูบเคราอ่อนๆ ที่ปลายคางตัวเอง ก่อนที่ปั้นรักซึ่งมองผมด้วยสายตาเหยียดหยามจะเปิดปากพูดอีกครั้ง

“แล้วนี่ อยากไปหลิ้นไส (แล้วนี่อยากไปเที่ยวไหน)”

ผมนิ่งคิดไปแป๊บ

“ที่ไหนก็ได้”

กะตามใจมันไง บอกตรงๆ ว่าไม่อยากทะเลาะกับคนบ้าอย่างมันเลย หากแต่ปั้นรักไม่พอใจ ผมตอบไปอย่างนั้นมันก็พึมพำ

“โอ้ย แล้วสิไปฮู้ได๋จั๋งได๋ว่าอยากไปไส (โอ๊ย แล้วจะไปรู้ไหมว่าจะไปไหน)”

มึงเป็นไกด์ มึงยังไม่รู้เลยว่าจะพาลูกค้าไปเที่ยวไหน แล้วกูจะไปรู้ไหม แถวนี้กูก็ไปมาหมดแล้วเนี่ย!

“แม่น้อแม่ จักให้มาเฮ็ดเวียกหยัง (แม่นะแม่ ให้มารับงานอะไรวะเนี่ย)” มันยังคงบ่นอยู่ ตอนนี้บ่นลามไปยังคุณแอนแล้วด้วย

ผมสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ นับหนึ่งถึงสิบเพื่อให้ใจเย็น ก่อนจะว่าออกมา

“เอางี้ ถ้าไม่อยากไป ก็ไม่ต้องไป ผมขึ้นไปนอนบนห้องก็ได้”

พูดจบก็ทำท่าจะลุก กะตัดปัญหาไปเลยให้สิ้นเรื่อง ไม่ไปมันละ จะไม่จ้างมันด้วย

ทว่าพอลุกปุ๊บ ปั้นรักก็คว้าข้อมือผมปั๊บ

“ถ้าบ่ไป แม่กะบ่ให้เงินเฮาใช้ติ (ถ้าไม่ไป แม่ก็ไม่ให้เงินผมน่ะสิ)”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผมล่ะ” ผมย้อนถาม

ปั้นรักชักสีหน้า “เว้าแปลกๆ เจ้านายกะต้องให้เงินลูกจ้างตอนเฮ็ดเวียกติ เจ้าบ่ไป แล้วเฮาสิได้ค่าจ้างได้จั๋งได๋ (พูดแปลกๆ นายจ้างก็ต้องให้เงินลูกจ้างตอนที่ทำงานสิ คุณไม่ไป แล้วผมจะได้ค่าจ้างยังไง)”

ผมนิ่งไปครู่เพื่อแปลภาษา ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ อีกครั้ง

โอเค เข้าใจแล้ว ที่มันยอมมาทำหน้าที่ไกด์ให้ผมวันนี้ก็เพราะว่ามันอยากได้เงินจากแม่มันล่ะสินะ เห็นแก่ความลงทุนของมันที่อุตส่าห์ไปตัดผม โกนหนวดเคราะตามคำขอของผม ผมจะยอมเออออไปกับมันก็ได้

“"ตกลงอยากสิไปหลิ้นบ่องได๋ (ตกลงอยากไปเที่ยวไหน)” มันถามมาอีกแล้ว

“แถวในเวียงจันทน์ก็แล้วกันครับ เอาพวกแลนด์มาร์กก็ได้ ผมยังไปไม่ทั่วเลย”

บอกไปอย่างนั้น ปั้นรักก็พยักหน้ารับ รีบบอกผมอย่างรวดเร็ว

“โอเค จั่งซั่งไปเมียนข้าวของก่อนจักคราว (โอเค งั้นเดี๋ยวไปเตรียมข้าวของแป๊บ)”

พูดจบ มันก็ลุกจากที่นั่งไป ปล่อยให้ผมยืนรออยู่อย่างนั้น ก่อนที่มันจะกลับมาพร้อมกับ...กระเป๋ากระสอบสายรุ้ง

มึงจะเอาถุงกระสอบใส่เสื้อผ้ามาทำบ้าอะไร!

ใบบักเอ้กเหมือนวันที่ผมเจอมันครั้งแรกเลย แล้วมันก็ไม่สนสายตาผมที่มองมันอยู่ด้วยนะ เดินผ่านหน้าผมไป พอเห็นผมไม่เดินตามก็หยุดเดิน หันมาพยักหน้าใส่หน้าตาเฉย

“เอ้า แนมอยู่ได๋ ย่างตามมาติละ (เอ้า มองอะไรอยู่ได้ เดินตามมาดิ)”

ก็อยากจะไปอยู่หรอก แต่ว่านะ... กูจะให้มึงไปแต่งตัวดีๆ มาทำไมในเมื่อมึงยังจะหอบกระเป๋าพะรุงพะรังเป็นคนบ้าอยู่อย่างนี้เนี่ย!

แน่นอนว่าผมไม่ยอมให้มันแบกถุงกระสอบสายรุ้งไปอย่างแน่นอน ชี้นิ้วไปที่กระเป๋ามันเป็นพัลวัน พอเห็นมันเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ผมเลยเอ่ยปาก

“นั่นน่ะ จะแบกไปจริงๆ เหรอ”

ใช้คำว่าแบกเลย ใบใหญ่มากจริงๆ

ปั้นรักพยักหน้ารับ “อือ ทำไม”

ยังจะมีหน้ามาถามอีก มึงจะเอาไปทำไม พากูนำเที่ยวนะเว้ย ไม่ได้ย้ายบ้าน!

“ผมว่าคุณเอาเฉพาะของที่จำเป็นไปดีไหม หอบไปเยอะเป็นกระสอบอย่างนี้ ผมว่ามันล่อตาล่อใจพวกวิ่งราวนะ”

ทำเป็นพูดเหมือนเป็นห่วงมันไปงั้นแหละ ถุงกระสอบสำเพ็งอย่างนั้น ใครมันจะไปวิ่งราววะ

หากแต่พอผมพูดไปอย่างนั้น ปั้นรักก็ทำสีหน้าไม่พอใจใส่ผมทันที ก่อนจะโวยวายลั่น

“กระสอบบ้าหยัง นี่มันกระเป๋า BALENCIAGA รุ่น BARZAR SHOPPER ไซส์ M ราคาหนึ่งพันห้าร้อยซาวดอลลาร์ต่างหาก ฮู้จักบ่นิ (กระสอบบ้าอะไร นี่มันกระเป๋า BALENCIAGA รุ่น BARZAR SHOPPER ไซส์ M ราคาหนึ่งพันห้าร้อยยี่สิบดอลลาร์ต่างหาก รู้จักไหมเนี่ย)”

พูดภาษาลาวปกอังกฤษออกมารัวๆ ยอมรับว่าผมฟังไม่ทันเลย จับใจความได้เพียงประโยคท้ายเลยส่ายหน้าไป มันเลยกระแทกเสียงออกมา

“โว้ย บ้านนาคัก (โว้ย บ้านนอกแท้)”

การที่กูไม่รู้จักกระเป๋าแบรนด์เนมที่มึงบอกมันผิดหรือไง แล้วมันดูเป็นของแบรนด์เนมตรงไหนไม่ทราบ มองยังไงก็ถุงกระสอบสำเพ็ง!

แต่ผมไม่เถียงกับมันหรอก มันก็คงไม่อยากจะเถียงกับผมด้วย พอพูดจบ มันก็หยุดกระฟัดกระเฟียด ร้องเรียกผมให้เดินไปยังหน้าเกสต์เฮ้าส์

“คาแต่พาเว้าหยังไร้สาระอยู่ได๋ มาได้แล้ว เดี๋ยวก็ค่ำก่อนดอก (มัวมาชวนคุยอะไรไร้สาระอยู่ได้ มาได้แล้ว เดี๋ยวก็เย็นก่อนหรอก)”

ผมไม่ตอบโต้ใดๆ เดินตามไปยังข้างหน้าเกสต์เฮ้าส์ ก่อนที่จะต้องขมวดคิ้วอีกเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็ไม่รู้เมื่อเห็นว่ามันเดินตรงไปยังลานจอดรถ

ใช่ ลานจอดรถ...แต่เป็นรถมอเตอร์ไซค์

แต่งตัวเหมือนนายแบบ สะพายกระเป๋ากระสอบสายรุ้งแล้วเดินไปขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อ Yamaha Mate

ความไม่สัมพันธ์กันแม้แต่อย่างเดียวนี่มันคืออะไรวะ...

ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรเลย ปั้นรักก็สตาร์ตรถมอร์เตอร์ไซค์ก่อนที่มันจะดังปุเรงๆ บอกอายุการใช้งานให้ผมได้รู้สึกไม่มั่นใจแม้แต่น้อยว่ามันจะไม่ไปดับกลางทาง จากนั้นก็หันมาเรียกผมอีก

“แนมหยังอยู่ได๋ พาวมา (มองอะไรอยู่ได้ มาเร็ว)”

ก็อยากจะไปอยู่หรอก แต่มึงแน่ใจเหรอว่ากูจะไม่ต้องเข็นกลับ?

ต่อให้มันบอกมั่นใจ ผมก็ไม่อยากจะเสี่ยง แทนที่จะได้เดินเที่ยวแบบสบายๆ กลายเป็นว่าต้องมาเข็นรถมันด้วย แบบนี้ผมไม่เอาหรอกนะ

แต่พอผมไม่ขึ้น มันก็ร้องเร่งมาอีก

“"เอ้า พาวๆแหน่ติ (เอ้า เร็วสิ)”

“ไปรถสามล้อได้ไหม เดี๋ยวผมจ่ายค่ารถเอง” ผมเสนอ ไม่อยากจะเสี่ยงจริงๆ

พอผมบอกไปอย่างนั้น มันก็บ่น

“"เรื่องหลายแท้วะ (เรื่องมากจังวะ)”

ก็มึงทำตัวให้กูควรเรื่องมากไหมล่ะ มึงน่ะตัวปัญหาเยอะเลย!

ถ้าผมเป็นคนใจร้อนกว่านี้สักหน่อย ผมคงจะไม่รอช้า เดินไปตะบันหน้ามันให้หงายไปแล้วกับการแสดงออกที่ไม่ค่อยให้เกียรติลูกค้าอย่างผมเนี่ย แต่ผมกลับเลือกที่จะนิ่งแล้วย้ำขึ้นมาอีกครั้ง

“ไปสามล้อ ผมออกค่ารถเอง”

“มันเปลือง รถกะมีสิไปสามล้อเฮ้ดหยัง เอ้าขึ้น อย่าเรื่องหลาย (มันเปลือง รถก็มีจะไปสามล้อทำไม เอ้าขึ้น อย่าเรื่องมาก)” ปั้นรักว่ามาอีกแล้ว

ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนว่ามันไม่ได้เป็นไกด์ให้ผมแล้วล่ะ เหมือนมันเป็นเพื่อนผมแล้วจะพาผมเที่ยวมากกว่า ผมก็อยากจะยืนกรานคำเดิมอยู่หรอกนะว่าไปรถสามล้อ ทว่าพอพูดจบ ปั้นรักก็บิดคันเร่งเข้ามาจอดเทียบใกล้ๆ แล้วว่าเสียงดุ

“ขึ้นเลย ขึ้นๆ”

ผมก็แบบว่า...นะ ขึ้นก็ขึ้นวะ

พอขึ้นปุ๊บ ก็ต้องร้องบอกมัน

“มาให้ผมสะพายกระเป๋าให้เถอะครับ”

ไม่สะพายให้มัน กระเป๋าแม่งก็ดันหน้าผมอยู่เนี่ย

ปั้นรักหันมามอง ยอมส่งกระเป๋าให้ผมสะพายแต่โดยดี

“ดีมาก รู้จักทำตัวให้เป็นประโยชน์”

กูเป็นลูกค้าไหมล่ะ!

แต่มันจะไปสนใจอะไร ผมนั่งเรียบร้อยดี มันตั้งท่าได้ก็บิดออกไปแล้ว ทำท่าเหมือนจะซิ่งด้วยนะ แต่ด้วยความที่รถเก่าไง มันเลยไปแบบปุเรงๆ เสียงท่อดังเหมือนจะบอกว่า ‘พวกมึง กูไม่ไหวแล้ว...ไม่ไหวแล้ว...’ ดังมาให้ได้ยินเป็นระยะ ผมก็นั่งเกร็งไปตลอดทางเลย กลัวว่ามันจะดับกลางทาง นอกเหนือจากนั้นแล้วก็กลัวว่าจะมาตายในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองด้วย

ก็ไอ้ปั้นรักมันเล่นขี่ปาดซ้ายปาดขวาชวนให้ถูกด่าพ่อล่อแม่ไปตลอดทางเลยน่ะสิ

กูยังอยากกลับไทยอยู่นะไอ้ปั้น!

แต่ก็กลัวว่าถ้าร้องบอกมันไป เดี๋ยวมันจะพาไปคว่ำตายโค้งหน้าเลยนิ่งๆ ไว้ นี่ถ้าไม่เกรงใจจะขอไปขี่เองด้วย หมวกกันน็อกแม่งก็ไม่มีให้ใส่ มึงนี่ไม่ได้เคารพกฎจราจรบ้านเมืองเลย!

ก็ยังดีที่มันพาผมไปถึงยังที่หมายได้ เริ่มที่วัดพระธาตุหลวง จากนั้นก็ประตูชัย วันนี้ไปได้แค่สองที่เพราะกว่าจะออกมาจากเกสต์เฮ้าส์ก็บ่ายแล้ว ผมเลยไม่มีเวลาเที่ยวมากนัก ปั้นรักบอกว่าถ้าอยากมาอีกก็ให้มาวันอื่นแต่ออกให้เช้าหน่อย แต่ถึงมันจะพูดอย่างนั้น ผมก็ไม่มีอารมณ์จะเดินดูอะไรสักเท่าไหร่แล้ว ไม่ใช่ว่าสถานที่ท่องเที่ยวไม่น่าสนใจนะ น่าสนใจมากเลย แต่หมดอารมณ์จะดูเพราะไอ้ปั้นรักนี่แหละ

โน่น ตอนนี้มันไปทะเลาะกับแม่ค้าขายน้ำโน่น ด้วยข้อหาที่มันกล่าวอ้างว่าแม่ค้าโก่งค่าน้ำมันเพราะมันเป็นคนไทย

มันเป็นคนไทย...

เดี๋ยวนะ แม่มันเป็นคนลาวไม่ใช่เหรอ?

โอเค ถึงตอนนี้แล้วผมงงมาก ทำเป็นไม่รู้จักมันแล้วรอจนกว่ามันจะทะเลาะกับแม่ค้าเสร็จและเดินกลับมา ผมถึงสบโอกาสถามตอนมันบ่น

“คนพวกนี่ แม่งเฮ็ดให้การท่องเที่ยวเสื่อมเสีย ให้เงินกีบก็สิเอาเงินบาท อย่ามาโกงกันนะเว้ย (คนพวกนี้แม่งทำให้การท่องเที่ยวเสื่อมเสียหมด ให้เงินกีบก็จะเอาเงินไทย อย่ามาโกงกันนะเว้ย)”

“ปั้นรักเป็นลาวไม่ใช่เหรอ”

ถามไปอย่างนี้ ปั้นรักก็หยุดบ่นกระปอดกระแปด หันมามองหน้าผมทันควัน

“"เคยบอกเบาะว่าเป็นคนลาว (เคยบอกเหรอว่าเป็นคนลาว)”

เอ้า ก็เห็นมึงพูดลาวจ้อขนาดนี้ จะให้กูคิดว่าเป็นคนประเทศอื่นหรือไง

“แต่คุณแอนเป็นคนลาว...” ผมบอกไปอย่างนั้น

ปั้นรักมองหน้าผมอย่างรำคาญก่อนกระดกน้ำขึ้นดื่ม แล้วถึงพูดออกมา

“แม่เป็นคนลาว แต่พ่อเป็นคนไทย เกิดอยู่ไทย ได้สัญชาติไทย เก็ตปะ”

จับใจความได้ โอเค อันนี้เก็ต

“แล้วพ่อกับแม่กะเลิกกัน พ่อย้ายไปเฮ็ดเวียกอยู่อเมริกา แต่งงานกับใหม่กับแหม่ม เฮาถืกส่งไปเฮียนอยู่บ็องฮั่นตั้งแต่ประถม พอปิดเทอมกะแวะมาหาแม่อยู่ลาวบ่อยๆ จบมหา'ลัยแล้วก็เลยกลับมาอีกที มีหยังสงสัยอีกบ่ (แล้วพ่อกับแม่ก็เลิกกัน พ่อย้ายไปทำงานอยู่อเมริกา แต่งงานใหม่กับแหม่ม ผมถูกส่งตัวไปเรียนที่นั่นตั้งแต่ประถม แวะมาเที่ยวหาแม่ที่ลาวบ่อยๆ ตอนปิดเทอม จบมหา’ลัยแล้วก็เลยกลับมาอีกที มีอะไรสงสัยอีกไหม)”

อันนี้ผมไม่ได้ถามแต่มันเล่าเอง ผมก็พยักหน้าเออๆ ออๆ ไป ไม่ได้อยากจะรู้เรื่องของมันเลยสักนิด ขัดใจอยู่อย่างเดียวเท่านั้น...

เป็นแค่ลูกครึ่ง แต่สัญชาติไทย แถมอยู่กับคนไทยมากกว่าลาวอีก แล้วทำไมถึงไม่พูดไทยวะ ลูกค้าก็คนไทยเหอะ ให้กูแปลรัวๆ อยู่นั่น!

เอาเป็นว่าผมรู้แล้วกันว่าผมถูกคุณแอนย้อมแมวเข้าให้แล้ว

ผมบอกว่าอยากได้ไกด์คนลาวไม่ใช่เหรอ แล้วเอาไอ้กุ๊ยสัญชาติเดียวกับผมมาทำไม!

คุณแอนคงคิดว่าอะลุ่มอล่วยได้เพราะปั้นรักรู้จักถนนหนทางในลาวล่ะมั้ง แต่ผมเริ่มไม่โอเคละ เพราะผมรู้สึกว่าการให้บริการลูกค้าจะต้องมีความจริงใจแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม กะว่าวันนี้กลับไปแล้วจะไปโวยสักหน่อย ทว่าพอจะหันไปบอกปั้นรักให้กลับกันได้แล้ว มันก็ตรงไปเอารถมอเตอร์ไซค์ที่จอดไว้อย่างรู้งาน ก่อนที่จะ...

แท่ก...แท่ก...

บรื้นๆๆ...บรื้...

รถดับไปต่อหน้าต่อตา ปั้นรักสตาร์ตอีกที...อีกที...แล้วก็อีกที...

...ไม่ติด

งานงอกแล้วกู!

งอกจริงๆ เพราะปั้นรักที่รู้ชาตะและมรณะของรถตัวเองร้องเรียกผมเป็นที่เรียบร้อยตะโกนบอกผม

“ย่างกลับเอา รถสตาร์ตบ่ติดแล้ว (เดินกลับนะ รถสตาร์ตไม่ติดแล้ว)”

ใครจะเดินกลับกับมึง กูจะขึ้นสามล้อ!

แทบอยากจะทิ้งมันในตอนนี้เลย แต่ก็สงสาร ปนสมเพชและเวทนาไม่ได้ตอนเห็นมันเข็นรถเก่าๆ แถมสะพายกระเป๋าแบรนด์เนมอะไรก้าๆ ของมัน

ทุเรศทุรังฉิบ...

เอาจริงๆ นะ ถ้าไม่ติดว่ามันโกนหนวด ตัดผมแล้วหน้าตาดี ผมจะไม่มีความเมตตากับมันเลยแม้แต่น้อย แต่พอเห็นเด็กนอกต้องมาตกระกำลำบากแล้ว ผมก็อดไม่ได้ที่จะตรงเข้าไปหา แล้วแย่งรถมาเข็นเอง

“ผมเข็นให้”

“โอ๊ย บ่ต้อง” มันปัดมือผมออก

ผมแย่งมาอีก “เข็นให้ คุณสะพายกระเป๋าคุณแล้วเดินตามก็พอ”

พอผมบอกไปอย่างนั้น ปั้นรักก็ยอมหยุดต้านได้ พร้อมกับจุปากไล่หลังผมขณะที่ผมกำลังเข็นรถ

“สุภาพบุรุษแท้ เจนเทิลแมนล้ายหลาย”

มึงก็ยังจะมีหน้ามาเล่นอีก ไม่ตลกเลยนะเว้ย แล้วกูก็ไม่ได้มาทำให้มึงเพราะอยากจะเป็นสุภาพบุรุษอะไรด้วย แต่เห็นแล้วรำคาญสายตา

ทำไมผมซึ่งเป็นลูกค้าจะต้องมาเดือดร้อนทำอะไรแบบนี้ด้วยวะ ไม่เข้าใจตัวเองจริงๆ...

กว่าจะกลับมาถึงเกสต์เฮ้าส์ก็เล่นเอาผมเหงื่อท่วมตัว ดีนะที่ขากลับ ปั้นรักไปเจอคนใจดี ยอมถีบรถโดยการถีบที่พักเท้าคนซ้อนแล้วขี่มอเตอร์ไซค์ดันกลับมาให้ถึงที่ ส่วนผมก็ซ้อนท้ายคนใจดีคนนั้นแทน กลับมาถึงที่หมาย ผมก็เลยให้เงินเขาไปนิดหน่อย ปั้นรักบ่นว่าผมจะไปให้ทำไม พูดขอบคุณก็พอ บลาๆๆ

เออ ผมปวดหัวมาก ได้ยินเสียงมันแล้วปวดหัว แค่ได้ยินชื่อมันก็ยังปวดหัวเลย ความหล่อ ความหน้าตาดีของมันไม่ได้ช่วยให้ผมรู้สึกได้รับการเยียวยาเลยแม้แต่น้อย อยากจะกลับขึ้นห้องไปนอนท่าเดียว

ท่าทางอ่อนระโหยโรยแรงของผมทำเอาคุณแอนที่ตั้งท่าจะถามว่าวันนี้ไปเที่ยวมาเป็นยังไงบ้างถึงกับชะงัก ไม่กล้าถาม ยอมปล่อยให้ผมเดินสวนขึ้นไปพักบนห้องโดยไม่รั้งไว้แต่อย่างใด

ผมก็หวังว่าจะได้พักโดยสงบแหละ แต่พอนั่งพักจนหายเหนื่อย เตรียมตัวจะไปอาบน้ำแล้ว เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับปั้นรักที่ยืนทำหน้าเบื่อหน่ายอยู่หน้าประตู ดูท่าทางแล้วมันก็คงจะเหนื่อยเหมือนกัน สภาพดูเหมือนกับว่าถ้าหัวถึงหมอนปุ๊บ มันคงชัตดาวน์ตัวเองปั๊บ ผมถึงกับทำสีหน้าแบบเดียวกับมันส่งกลับคืนทันที

“มีอะไรเหรอครับ”

“แม่ให้มาถามว่าตอนแลงสิกินหยัง (แม่ให้มาถามว่าเย็นนี้จะกินอะไร)”

มื้อเย็น... แต่มื้อเย็นที่นี่ไม่ฟรีนี่

พอเห็นผมทำหน้างงๆ ปั้นรักก็พ่นลมหายใจแล้วอธิบายออกมา

“แม่อยากจะชดใช้ให้คุณที่ผมพาคุณไปรถเสียระหว่างทาง”

อ๋อ เรื่องนี้...

“ฝากบอกคุณแอนทีว่าผมไม่กิน ผมจะนอน”

ผมตัดบท ไม่อยากกิน อยากจะนอนจริงๆ จำเป็นต้องเสียมารยาทแล้วล่ะด้วยร่างกายไม่ไหวจะเยียวยา

แล้วแทนที่ปั้นรักจะหยุดแค่นั้น ดันชักสีหน้าใส่แล้วว่าเร็วๆ

“ถามกะพ้าวตอบมาเถาะ เจ้านี่เรื่องหลายอีหลี ถ้าบ่กิน เดี๋ยวแม่กะหาว่าเฮาล้อตั๋วอีก สั่งๆ มาเถาะ แล้วสิไม่กินหรือบ่กินกะค่อยว่ากันอีกเทือ แม่เพิ่นอยากชดใช้ให้ สิเอามาวางทิ้งตากแอร์ให้แมลงสาบเกาะกะตามใจ สั่งมาเถาะ (ถามก็ตอบๆ มาเถอะนะ คุณนี่เรื่องมากชะมัดเลย ถ้าไม่กิน เดี๋ยวแม่ก็หาว่าผมโกหกอีก สั่งๆ มาเถอะ แล้วจะไม่กินก็ค่อยว่ากันทีหลังก็ได้ แม่เขาอยากจะชดใช้ให้ เอามาวางทิ้งตากแอร์ให้แมลงสาบเกาะก็ตามใจ สั่งมาเถอะ)”

ว่าเร็วมาก เร็วชนิดฟังไม่ทัน อารมณ์รำคาญมาเต็มที่สุดๆ ผมที่อยู่ในสภาพร่างกายเหน็ดเหนื่อยก็นึกรำคาญขึ้นมาเหมือนกัน

มันใช่เรื่องที่กูต้องมาแปลทุกคำที่มึงพูดไหมเนี่ย!

“ลูกค้าเป็นคนไทยเนี่ย พูดไทยสิ”

บ่นซะเลย รำคาญ นึกว่ากูฟังรู้เรื่องหรือไงวะ ถึงภาษาจะเป็นตระกูลเดียวกัน คล้ายกัน แต่มาพ่นรัวๆ ไม่หยุด แถมเร็วไป Fast & Furious ก็ฟังไม่ทันเหมือนกันว่ามึงพูดอะไร

ทว่าการที่ผมพูดไปอย่างนั้น แทนที่ปั้นรักจะตอบอะไรกลับมา กลับมีเพียงสายตาหงุดหงิดเท่านั้นที่ส่งให้ผม ผมเลยกลอกตา พูดกับมันไปอีกครั้ง

“เว้าไทยได้บ่ ภาษาไทยเนี่ย เฮาฟังลาวบ่ค่อยฮู้เรื่อง ฟังไม่ทัน**”** พูดไทยๆ ลาวๆ ปนกันไป ประชดมันแม่ง

ปั้นรักชำเลืองมองผม ก่อนจะถอนหายใจออกมาเต็มแรง

“โง่แท้ โง่ล้ายหลาย”

มึงนี่มันกวนตีน อันนี้กูฟังออกทุกคำเลยนะเว้ย!

ผมสงบจิตสงบใจไม่ให้พุ่งไปต่อยมันอย่างสุดความสามารถ ก่อนจะถามมันออกไปอีกครั้ง

“ถ้าไม่อยากพูดไทย งั้นก็พูดภาษาอังกฤษแล้วกัน โอเคไหม”

“...”

ยัง มันยังเงียบอยู่ เหลือบมองผมด้วยสายตาเหยียดๆ อีกต่างหาก ก็คงจะรู้แหละว่าภาษาอังกฤษผมไม่ค่อยแข็งแรง ผมไม่ค่อยได้ใช้นี่หว่า เรียนจบมาแล้วก็ไม่ได้แตะเลยเถอะ พอพูดได้ก็บุญแล้ว

แต่ถึงจะไม่สันทัด ผมก็ยังพูด ดีกว่าให้มันมาพูดลาวใส่แหละวะ ไม่ใช่เพราะว่าฟังภาษาลาวตอนมันพูดเร็วๆ ไม่ทันนะ แต่หมั่นไส้มันมากกว่า อารมณ์แบบว่าอยากเอาชนะน่ะ ก็ผมเป็นคนจ้างมัน แล้วดูมันทำตัวสิ อย่างกับผมง้อมันให้มันมาเป็นไกด์ให้นักแหละ

“แคนยูสปีคอิงลิช? อีฟยูแคนสปีคอิงลิช พลีสเล็ทสปีค (พูดภาษาอังกฤษได้ไหม ถ้าพูดได้ก็พูด)”

เท่านั้น ผมก็พ่นภาษาอังกฤษสำเนียงไท้ไทยออกมาเลย ตะกุกตะกักนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะดูจากท่าทางแล้ว ไอ้ปั้นรักมันก็ไม่น่าจะพูดได้ดีไปกว่าผมสักเท่าไหร่ ไอ้ที่พูดกับฝรั่งไปตอนนั้นที่ผมเห็นก็คงจะมั่วไปงั้น

ก็ดูสภาพมัน หน้าตาดีก็จริง แต่ดูเหมือนไม่มีการศึกษา แว้นขนาดนี้ คงได้งูๆ ปลาๆ แหละ

ทว่าผมคิดผิดอย่างแรงเมื่อมันยกยิ้มใส่ผม ก่อนจะพ่นภาษาอังกฤษออกมาเป็นประโยคยาวเหยียด

“What would you like to eat for dinner? Just tell me, I’ll tell a receptionist to prepare for you.(มื้อเย็นจะกินอะไร บอกมา จะได้บอกให้พนักงานให้เตรียมให้)”

ไม่ใช่ภาษาอังกฤษธรรมดา แต่เป็นภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันชัดเป๊ะประหนึ่งเจ้าของภาษามาพูดเอง

ผมอ้าปากค้างไปเลย แล้วถามว่าฟังออกไหม... ไม่

มึงพูดเร็วขนาดนี้ ใครจะไปฟังมึงออกวะ แล้วทำไมมึงไม่เคยบอกว่าพูดภาษาอังกฤษได้เหมือนฝรั่งขนาดนี้!

เห็นหน้าอึ้งๆ ของผมแล้ว ปั้นรักก็แสยะยิ้มเย้ยขึ้นมา ก่อนพึมพำ

“You idiot (ไอ้โง่)”

ส่วนอันนี้กูฟังออกเว้ย!

กระทืบแม่งสักทีดีมั้งไอ้เวรนี่...

หงุดหงิดขั้นสุด มาหงุดหงิดตัวเองด้วยที่จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่ามันก็บอกไปแล้วว่าไปเรียนที่อเมริกาตั้งแต่ประถม พูดได้คล่องปรื๋ออย่างนี้ก็ไม่แปลก

โง่อย่างที่ถูกมันตราหน้าไว้จริงๆ ด้วย...

ต้องเงียบเพื่อยอมมันแล้ว แต่พอเห็นผมเงียบหน่อย มันก็ได้ใจ แสยะยิ้มขึ้นมา

“ตกลงคุณจะกินอะไร ผมจะได้ไปบอกพนักงานให้”

เนี่ย พูดไทยก็ได้ ชัดแจ๋วเลยเถอะ แกล้งทำเป็นไม่พูดไปงั้นเองอะ

“อะไรก็ได้ครับ เลือกให้ผมที คุณกินอะไร ผมก็กินอันนั้นแหละ” สุดท้ายแล้วผมก็ต้องยอมมันไปอีกครั้ง

ปั้นรักพยักหน้า ทำหน้าระอาใส่ผมก่อนจะเดินจากไป ปล่อยให้ผมมองตามหลังมันอย่างเหนื่อยอ่อน

ถ้าเจอมันทุกวันแล้วต้องมาปวดหัวแบบนี้ ผมว่าผมย้ายที่พักจะดีไหมนะ...

หล่อ แถมน่ารักทั้งชื่อทั้งหน้าตา แต่นิสัยนี่น่ากระทืบ อยู่ด้วยกันนานๆ มีหวังประสาทกินแน่ๆ

-------------------------------------

สิ่งที่ทำให้อัปนิยายช้าก็คือ การแปลภาษาจากไทยเป็นลาวค่ะ 555 

บอกไว้ก่อนว่าหนูแดงให้รุ่นพี่ที่พอจะรู้ภาษาลาวช่วยแปลให้นะคะ ดังนั้นอันที่เอาลงให้อ่านอาจจะมีทั้งไทยทั้งลาวปนๆ กัน เดี๋ยวไว้ตอนส่งต้นฉบับไปจัดรูปเล่มจะให้เจ้าของภาษามาตรวจเช็กให้อีกทีค่ะ อันนี้ก็อ่านๆ ไปก่อน

ฝากกำลังใจเอาไว้ด้วย เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาอัปตัวอย่างให้นะ ^^

ความคิดเห็น