by.. ฟาง

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

1/ ผมชื่อปอรัก (แก้คำผิด)

ชื่อตอน : 1/ ผมชื่อปอรัก (แก้คำผิด)

คำค้น : ตอนที่ 1

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 72.7k

ความคิดเห็น : 201

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2560 06:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 800
× 0
× 0
แชร์ :
1/ ผมชื่อปอรัก (แก้คำผิด)
แบบอักษร

​ปอรักP...

ผมชื่อปอรัก นามสกุล สุรดิษ เป็นเด็กชายที่ถูกอุปถัมภ์โดยหลวงพ่อ นานมาแล้วตอนผมป.สามมั้ง จำได้วันนั้นผมถูกเพื่อนที่ห้องล้อว่าเป็นเด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่เป็นเด็กที่ถูกทิ้งไว้ข้างถนนแล้วหลวงพ่อเก็บมาเลี้ยง วันนั้นผมร้องไห้โฮวิ่งกลับไปถามหลวงพ่ออย่างเอาเป็นเอาตายว่าผมเป็นเด็กที่พ่อแม่ไม่รักจริงๆเหรอ หลวงพ่อท่านถามว่าผมอายไหมที่เป็นเด็กวัดและอายไหมที่ถูกอุปถัมภ์เลี้ยงดูโดยท่าน ผมน้อยใจไหมที่ท่านไม่อาจมอบวัตถุสวยงามทันสมัยเหมือนที่เพื่อนในโรงเรียนหลายๆคนมี สายตาท่านทอดมองมายามเอ่ยถามประโยคเหล่านั้น ถึงผมจะยังเด็กนักแต่ผมก็รับรู้ได้ว่าท่านคงจะคิดมาก ด้วยกลัวว่าผมจะน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่มีอะไรเหมือนหลายๆคนเขา ตั้งแต่วันนั้นผมก็ได้แต่บอกกับตัวเองไม่ว่าผมจะมาจากที่ไหนจะถือกำเนิดมาจากใคร ตั้งแต่จำความได้ผมก็เห็นชายผ้าเหลืองอยู่ในความทรงจำมาตลอด​ ผมจะจำไว้ว่าสิ่งที่ทำให้ผมดำรงอยู่และคนที่เป็นผู้ให้กับผมก็คือหลวงพ่อเพียงผู้เดียว 

หลวงพ่อบอกว่าชื่อปอรัก นามสกุล สุรดิษนั้น เป็นชื่อที่หลวงพ่อตั้งให้ ปอรัก แปลว่าเชือกปอที่ถูกถักทอมาจากความรักอย่างเหนียวแน่น สุรดิษ แปลว่าผู้ที่มีความโชคดีเหมือนเทวดา ชีวิตของผมจะได้มีแต่ความรักและโชคดีไปตลอด ผมภาคภูมิใจกับชื่อและนามสกุลของตัวเองที่สุดมันเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าชีวิตของผมถึงแม้จะไม่มีใครต้องการ แต่ผมก็มีหลวงพ่อผู้เปรียบเสมือนพ่อกับแม่ที่ทั้งรักทั้งเป็นห่วงผมอยู่เสมอ 

ผมอาศัยอยู่ที่วัดกับหลวงพ่อตั้งแต่จำความได้จนมาถึงช่วงปิดเทอมก่อนจะขึ้นชั้นม.ห้า ผมก็เจอกับเหตุการณ์ที่วิปโยคมากที่สุดในชีวิต ผมต้องเผชิญคำว่าสูญเสียอย่างใหญ่หลวง เมื่อหลวงพ่อผู้เปรียบเสมือนไม้หลักสุดท้ายท่านมรณภาพด้วยโรคหัวใจล้มเหลวอย่างฉับพลัน ไม่มีอะไรจะใช้กล่าวขานคำว่าเสียใจได้เลย ผมไม่มีโอกาสแม้กระทั่งจะบอกลาหลวงพ่อเป็นครั้งสุดท้าย เพราะตอนที่ท่านจากไปผมกำลังทำงานพิเศษคือเป็นเด็กล้างจานให้ร้านลาบอยู่ข้างๆโรงเรียนไม่ห่างจากวัดสักเท่าไหร่ โรงเรียนที่ผมเรียนก็เป็นโรงเรียนวัดที่ผมอาศัยอยู่นั่นแหละ

วันนั้นผมเพิ่งรู้จักคำว่าล้มทั้งยืนเป็นครั้งแรก เมื่อลุงเลิศเจ้าของร้านลาบวิ่งหน้าตื่นมาบอกผมที่กำลังนั่งล้างจานอยู่หลังร้านว่าหลวงพ่อถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล ตอนนั้นลุงเลิศคงจะเป็นห่วงสภาพจิตหลุดของผม ลุงเขาเลยรีบพาผมซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปโรงพยาบาลทันที แต่ผมคงไม่โชคดีเหมือนความหมายของนามสกุลหรอก เพราะแค่คำอำลาผมยังไม่มีโอกาสได้กล่าวกับคนที่มีพระคุณผู้ที่เปรียบเสมือนพ่อ แม่ ของผมเลย

หลังจากเสร็จสิ้นงานฌาปนกิจของหลวงพ่อ ผมก็ย้ายออกจากวัดมาเช่าห้องแถวเล็กๆอยู่ในซอยร้านลาบที่ตัวเองล้างจานอยู่ ป้าลัยเจ้าของห้องแถวซึ่งเห็นผมมาตั้งแต่เด็กๆท่านจะให้ผมพักฟรีๆ แต่ผมไม่ยอมรับในความเมตตาของป้าลัยหรอก ผมรู้ว่าป้าเขาสงสารและเห็นใจผมจริงๆ แต่หลวงพ่อท่านสอนผมเสมอว่าอย่าเอาเปรียบใครยิ่งคนที่ดีกับเรา เรายิ่งไม่สมควรเอาเปรียบเขาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ถ้าผมอาศัยอยู่ฟรีๆนั่นเท่ากับว่าป้าลัยต้องเสียรายได้จากการเช่าห้องพักไปตั้งเดือนละสองพันเชียวนะ 

ถกกันไปถกกันมาสรุปได้ว่า ป้าลัยให้ผมเช่าเดือนละหนึ่งพันห้าร้อยบาทรวมค่าน้ำกับค่าไฟแค่นี้ผมก็ดีใจมากแล้ว เพราะลุงเลิศบอกจะให้ผมทั้งเสิร์ฟทั้งล้างจาน เงินค่าแรงจะจ่ายให้ทุกวันที่15กับวันที่30ครั้งละสี่พันบาท นั่นเท่ากับว่าเดือนหนึ่งผมจะได้ค่าแรงจากการเสิร์ฟและล้างจานถึงเดือนละแปดพันบาทแหนะ สำหรับผมมันเป็นเงินจำนวนเยอะมาก มันคงพอจะให้ผมเลี้ยงตัวเองและเรียนได้จนจบม.หกสิน่า


ปี๊นๆ ผมหันไปตามเสียงแตรรถก็เห็นพี่เปารุ่นพี่ม.หกยืนยิ้มน่ารักจนผมถึงกับมองตาลอย พี่เปาเป็นรุ่นพี่ผู้ชายตัวเล็กๆคือผมเองก็ไม่ได้สูงไปกว่าพี่เปาหรอก แต่ผมจะมีเนื้อมีหนังมากกว่าพูดง่ายๆคืออ้วนกว่าพี่เปา ก็นะเด็กวัดทุกคนล้วนสมบูรณ์ทั้งนั้น

พี่เปาหน้าหวานๆสวยกว่าผู้หญิงบางคนและฮอตมากที่สุดในโรงเรียน คนทั้งนอกทั้งในโรงเรียนต่างก็ชอบพี่เปาเยอะแยะ ผมไม่แปลกใจหรอกที่มีคนมารุมรัก เพราะนอกจากจะน่ารักแล้วพี่เปายังนิสัยดีมากด้วย ผมยังเก็บผ้าเช็ดหน้าที่พี่เปายื่นให้วันที่ผมเปียกฝนไว้อยู่เลย คนนี้แหละเทวดาตัวน้อยๆของผม 

แต่เฮ้อ เทวดาของผมกำลังมีความรักสินะผู้โชคดีที่ได้รับความรักของพี่เปาก็คงเป็นคนที่อยู่ในรถยนต์คันหรูนั่นเอง ถ้าผมมีแบบนี้ซักคันไว้รับ ส่งพี่เปาพี่เขาจะยิ้มให้ผมแบบนี้ไหมวะ พอๆเลิกฝันสักทีไอ้ปอ ละเมอตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดินซะนี่ ผมรีบตัดความคิดเพ้อเจ้อของตัวเองออกไปทันที แค่ที่ผมได้เป็นอยู่และมีอยู่ทุกวันนี้ก็ดีมากเท่าไหร่แล้ว 

แต่ถึงยังไงก็ต้องขอบคุณราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทุกวันนะครับ ทำให้คนที่ขับรถคันโก้ต้องควักเงินจ่ายค่าน้ำมันกันเดือนละหลายๆบาท สู้คนเดินดินหรือมีรถสองประตูยี่สิบหน้าต่างแถมมีพลขับให้พร้อมอย่างผมไม่ได้ ไปไหนมาไหนทั่วกรุงเทพยังควักเงินไม่ถึงสามสิบบาท เห็นไหมล่ะว่าการรู้จักขอบคุณสิ่งต่างๆรอบตัวไม่ว่าจะมีน้อยหรือมีมาก มันจะทำให้เราเข้าใจว่าที่แท้จริงแล้ว ชีวิตเราก็มีความสุขมากพอเหมือนกัน

​"ปอ เสาร์นี้มึงทำงานพิเศษอีกมั้ยวะ" ผมหันไปตามแรงสะกิดควายๆของไอ้คิท 

ไอ้คิทเป็นเพื่อนในห้องรู้จักกันมาตั้งแต่ม.สี่ ถามหาความสนิทสนมเท่ากับห้าสิบเต็มร้อย จะว่าไปแล้วผมก็ไม่มีเพื่อนสนิทจริงๆสักคนนะ อาจเพราะผมเป็นเด็กวัดเลยพยายามปลีกตัวออกห่างจากเพื่อนๆ ไม่ใช่ว่าอายหรืออะไรแต่เพราะนิสัยขี้ระแวงของตัวเองมากกว่า

คือตอนป.หกผมมีเพื่อนสนิทมากๆคนหนึ่ง คนที่ผมไว้ใจเล่าทุกอย่างให้ฟังมีขนมอะไรอร่อยๆที่วัดผมจะเก็บไว้แล้วเอามาฝากเพื่อนคนนี้เป็นประจำ แต่วันหนึ่งที่ห้องน้ำผมก็ได้ยินเพื่อนคนนี้บอกกับเพื่อนคนอื่นๆว่า ไม่ได้คิดจะอยากสนิทสนมอะไรกับเด็กวัดอย่างผมหรอก เขาแค่หลอกใช้ให้เด็กวัดอย่างผมทำการบ้านและหลอกใช้ให้ผมเป็นเบ๊เท่านั้นเอง ใครกันจะอยากมีเพื่อนเป็นเด็กวัดไม่มีพ่อแม่อย่างผม พอได้ฟังประโยคนั้นมันก็นำพาซึ่งประสบการณ์การชกต่อยเป็นครั้งแรก และผมก็โดนหวายจากหลวงพ่อเป็นครั้งแรกเช่นกัน จากนั้นผมกับมันก็ไม่เคยพูดกันเลยสักคำแม้ว่าตั้งแต่ม.หนึ่งถึงม.ห้าเราจะเรียนห้องเดียวกันก็ตาม

ผัวะ! "ไอ้ปอกูถามมึงอยู่เนี่ย มัวแต่ยืนหลับรึไง อย่าเอาแต่ทำงานจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนล่ะมึง"

"เออโทษๆ กูก็ทำทุกวันอ่ะนอกจากลุงเลิศเขาจะปิดร้าน มึงมีอะไรเหรอ"

"กูจะชวนมึงไปงานวันเกิดไอ้เบียร์น่ะสิงานนี้มันจัดที่ผับดังนะเว้ย เลยโรงเรียนเรากับมหาลัยxxxไปนิดเดียวเอง ว่าไงมึงสนใจไปด้วยกันมั้ย" เท้าที่กำลังเดินหยุดชะงัก เมื่อได้ยินชื่อคนที่พยายามหลีกเลี่ยงมาตั้งแต่ป.หก

"อายุ17เข้าผับได้แล้วเหรอวะ กูเพิ่งรู้?" ผมขมวดคิ้วถามมันงงๆไม่ได้คิดจะไปร่วมด้วยหรอกแต่แค่สงสัยเฉยๆ เพราะผมไม่เคยเที่ยวแบบนี้เลยเห็นแต่เขาบอกว่าต่ำกว่า20ปีห้ามเข้านี่นา หรือว่าตอนนี้เขาเปลี่ยนกฎหมายใหม่เป็นอายุ17ปีเข้าสถานที่แบบนี้ได้แล้ว ไม่ยักกะรู้ข่าวเลยแฮะ

"ไอ้ป๊ออ นี่มึงซื่อหรือมึงโง่หรือมึงไม่รู้จริงๆกันแน่วะ โอ้ยกูมึนกับความอึนของมึง" ผมหันไปมองไอ้คิทที่นั่งยองๆยกมือกุมหัวตัวเอง ดูท่าทางแล้วเหมือนอยากจะซัดผมอีกสักผัวะหนักๆเลยมั้งนั่น

"เอ้าก็กูไม่รู้จริงๆ โอ๋ๆน้องคิทไม่เอาไม่วีนสิเดี๋ยวกูไปซื้อผ้าอนามัยมาให้ กูรู้ว่าถ้าเมนมึงมาแล้วมึงจะวีน" ผมนั่งยองๆลูบหัวคนที่ตัวไม่ได้โตกว่ากันไปสักเท่าไหร่อย่างขำๆกับท่าทางของมัน

"ไอ้สัสกูไม่ใช่ผู้หญิง แต่หน้าตาน่ารักอย่างมึงถ้าจับใส่กระโปรงนี่ไม่แน่อาจจะมีคนทักว่าเป็นสาวก็ได้"

"กูเป็นสาวเสียบนะ มึงจะลองมั้ยน้องคิทฮ่าๆๆ" ผมยื่นหน้าเข้าไปจนชิดกับหน้าไอ้คิท โอ๊ะ มันหน้าแดงด้วยแฮะเสร็จผมล่ะ

ซ่าาา!! กำลังจะแกล้งไอ้คิทขั้นต่อไป เสื้อผมมันก็เปียกจากน้ำที่สาดมาจากด้านหลังจนชุ่ม

"โทษทีไม่เห็นว่ะ นึกว่าไม่มีคนอยู่" ผมหันขวับไปตามเสียงขอโทษแบบกวนเบื้องล่างอย่างจะเอาเรื่องเต็มที่ 

ทั้งที่ไม่ได้คุยกันมาตั้งนานแต่ผมก็จำเสียงมันได้อยู่ดี จะใครอีกล่ะก็ไอ้เบียร์เพื่อนเคยรักตอนป.หก และเป็นผู้เปิดซิงประสบการณ์การชกต่อยครั้งแรกของผม แถมมันยังทำให้ผมถูกหวายลงน้ำเกลือของหลวงพ่อฟาดอีกตั้งห้าที ทุกวันนี้ยังจำได้แม่นเลยครับ ถึงสมองอีกซีกจะเตือนว่ามันเป็นเพราะความใจร้อนของผมด้วยก็เถอะ แต่ผมก็จะโทษว่าเป็นความผิดของมันอยู่ดี

"ไอ้เบียร์มึงทำอะไรของมึงเนี่ย!" ไอ้คิทรีบเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดหลัง เช็ดเสื้อให้ผมใหญ่

"อะไร? ก็ขอโทษแล้วไง กูไม่เห็นว่ะไอ้เด็กวัดเกาะพระกิน" ผมกำหมัดแน่นพยายามนึกถึงคำที่หลวงพ่อเคยสอนไว้ แล้วข่มความโกรธของตัวเองลง

"จะบอกให้นะ คนที่ชอบพูดจาดูถูกคนอื่นน่ะมันไม่ได้ทำให้ตัวเองดูสูงขึ้นหรอก แต่มันจะทำให้ตัวเองดูต่ำลง ต่ำเพราะความคิดต่ำๆคำพูดต่ำๆตามจิตใจของมึงไง ไปเถอะคิทอยู่ที่นี่นานๆเดี๋ยวเชื้อต่ำอ่อนด้อยทางความคิดมันจะติดเอา" ประโยคแรกในรอบหลายปีที่ผมพูดกับมันทำให้มันยืนอึ้งอยู่เหมือนกัน แล้วเรื่องอะไรผมจะยอมเสียโอกาสตอกมันอีกล่ะ 

ขอโทษนะครับหลวงพ่อวันนี้ปอขอทำนิสัยไม่ดี ขอละเลยคำสอนของหลวงพ่อที่บอกว่า อย่าเหยียบซ้ำคนกำลังล้ม ตอนนี้ปออดไม่ได้จริงๆ

"อ้อ กูลืมพูด ​เห็นเสือหมอบอย่าหลงว่าเสือกลัว เห็นคนถ่อมตัว อย่าหลงคิดว่าหมอนี่ไม่มีน้ำยา ​บางทีเขาอาจจะมีน้ำยามากกว่าที่มึงคิดก็ได้อดีตเพื่อนรัก" ผมยักคิ้วให้ไอ้เบียร์แล้วกอดคอไอ้คิทเดินผ่านหน้ามันไป โดยไม่ใส่ใจว่าแว่บหนึ่งผมจะเห็นสายตารู้สึกผิดและสายตาขอโทษจากมัน ช่วยไม่ได้ใครใช้ให้มันมาสร้างแผลให้จนผมหวาดกลัวจะไว้ใจใครได้อีก ช่วยไม่ได้จริงๆที่ผมเลือกมองผ่านสายตาวิงวอนนั้นไปอย่างเลือดเย็น


ปี๊นๆ ผมยืนมองรถหรูที่มาจอดรับพี่เปาเป็นรอบที่สามตั้งแต่เปิดเทอมสอง เปิดเทอมไม่ถึงเดือนผมก็เห็นรถคันนี้มาสามครั้งแล้ว สงสัยจะเป็นตัวจริงของพี่เปาเขาแฮะ 

อื้อหือโคตรหล่อ นี่คือคำอุทานแรกในใจที่ผมเห็นคนในรถเปิดกระจกมาสูบบุหรี่ ว่าผมเว่อร์ก็ได้นะถ้าผมจะบอกว่าเจ้าของนิ้วเรียวยาวที่สวมแหวนเงินอยู่ที่นิ้วก้อยอ่ะโคตรจะหล่อเลย ไม่ได้หล่อใสๆ หล่อแบบคุณชาย หล่อแบบไอดอลเกาหลีหลายๆคน หรือหล่อแบบเพลย์บอยนะ แต่พี่คนนี้หล่อแบบร้ายกาจ หล่อแบบชั่วๆมองแล้วมีเสน่ห์ดึงดูดให้เข้าหา เห็นแล้วเดาได้เลยว่าเจ้าของนิ้วเรียวนี้โคตรจะร้ายและโคตรจะแรง

เอ๊ะ! ผมอดขมวดคิ้วไม่ได้เมื่ออยู่ๆผู้ชายคนนั้นยกนิ้วกลางส่งให้ผม อะไรที่ชมเมื่อกี้ลบๆไปให้หมดนะครับ มันก็แค่มนุษย์หน้าตาดีคนหนึ่งเห็นได้ตามท้องถนนทั่วๆไป แถมนิสัยเสียระรานชาวบ้านด้วยการมายกนิ้วต้องห้ามให้คนไม่เคยรู้จักกันด้วย อีกอย่างที่ผมเคยเรียกว่าพี่น่ะเพราะพี่แกหน้าแก่ไง เหอะหล่อตายล่ะไอ้แก่!


ซ่าาา!! "โอ๊ะ! อะไรเว้ยพี่ครับ เอาไงวะเนี่ย" ผมอดโวยวายขึ้นมาท่ามกลางเพื่อนร่วมสถาบันไม่ได้ ก็ไอ้พี่แก่ขับรถคันหรูเด็กของพี่เปานั่นแหละ วันนี้มันตั้งใจขับรถปาดน้ำขังจากฝนที่ตกเมื่อคืนมาใส่ผมอย่างจัง เลือดขึ้นหน้าแล้วครับตอนนี้ไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนแล้ว ไม่สนใจด้วยว่าจะเป็นแฟน เป็นเด็ก เป็นเสี่ย เป็นกิ๊ก ของพี่เปาเทวดาของผม

ก๊อกๆๆ "เฮ้ย เปิดประตูมาคุยกันเลยดีกว่า พี่จะเอายังไงวะคดีก่อนยกนิ้วกลางให้ผม ผมยังไม่ได้เคลียร์กับพี่เลยนะนี่อะไรอีกอยู่ๆมาขับรถสาดน้ำโคลนใส่ผมอย่างนี้ แล้ววันนี้ผมจะไปเรียนยังไงครับพี่!" ผมวิ่งไปเคาะกระจกฝั่งคนขับอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่สนใจด้วยว่าใครจะมอง หรือไม่สนใจว่าเทวดาที่ผมเชิดชูก้าวลงจากอีกฝั่งของประตู

"เอ่อน้องครับเป็นอะไรมากมั้ย พี่ขอโทษแทนพี่โปรดด้วยจริงๆนะครับ" พี่เปารีบเดินอ้อมรถเอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดตามเสื้อนักเรียนให้ผมใหญ่ 

จะเช็ดยังไงมันก็ไม่หายหรอกพี่ เสื้อขาวๆของผมตอนนี้มันแปรสภาพเป็นสีโอวัลตินหมดแล้ว! ได้แต่คิดแต่พูดไม่ออกเพราะเห็นสีหน้าสำนึกผิดของพี่เปาแล้วมันพูดไม่ออกจริงๆ ทำไมเทวดาของผมต้องมาเป็นอะไรกับไอ้คนหน้าแก่มีดีแต่ความรวยแบบนี้วะ

ปัง! "ทำไมไอ้เด็กเวร มีปัญหาอะไร?" ดูๆครับพี่น้องไอ้แก่มันเรียกผมว่าไอ้เด็กเวร นั่นยังไม่เท่ากับที่มันออกมายืนเต๊ะท่าสูบบุหรี่พ่นควันใส่หน้าผมหรอก คนอะไรวะหาความรู้สึกผิดไม่มีเลยสักนิด

"จะอะไรอีกล่ะไอ้แก่ อุ๊บ โทษๆล่ะพี่ ก็พี่อ่ะขับรถสาดน้ำใส่ผม พี่ดูสภาพผมดิถามจริงเถอะใบขับขี่พี่ซื้อมารึเปล่า ขับรถแบบนี้อันตรายต่อตัวเองและคนรอบข้างนะพี่" พอตั้งสติหายเมาควันบุหรี่ได้ผมก็จัดชุดใหญ่ให้ไอ้แก่มันไปเลยสิ ชิช๊ะ เล่นกับใครไม่เล่นมาเล่นกับไอ้ปอศิษย์เอกของหลวงพ่อเดี๋ยวจะสวดให้สำนึกไม่ทันกันเลย

"จะเอาเท่าไหร่ว่ามา" ผมมองผู้ชายที่ใส่เสื้อช็อปวิศวะของมหาลัยไม่ไกลจากโรงเรียนผมอย่างงงๆ เท่าไหร่อะไรของไอ้แก่มันอีกวะ ตอนนี้ผมขอตัดคำว่าพี่ออกไปเถอะนะ ดูแล้วสามัญสำนึกของเขาคงไม่มีมากพอที่จะให้ผมเรียกเขาอย่างเคารพว่าพี่หรอก

"กูถามว่ามึงจะเรียกเงินเท่าไหร่ก็ว่ามา จิ๊ เสียเวลากูชะมัดเอาไปพันนึงกูว่าคงพอสำหรับเสื้อกระจอกๆของมึงนะ เปาพี่ไปก่อนล่ะอยู่นานๆเดี๋ยวได้ซัดปากไอ้เด็กเวรนี่แตกอีก" ยังไม่ทันได้ตั้งตัวจากพฤติกรรมเลวทรามของไอ้แก่ที่มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาดูแคลน แล้วยัดแบงค์พันใส่เสื้อให้ผม พอจะอ้าปากสวนไอ้แก่มันก็บึ่งรถไปไกลละ โอ้ย! ไอ้ปออยากเจาะลมยางมันสักทีคนแบบนี้ก็มีในโลกเหรอวะ สาธุชาตินี้เจอะเจอกันแค่ครั้งเดียวเถอะครับ


เคร้ง!! "เฮ้ยเบาๆหน่อยเว้ยไอ้ปอ ใครเหยียบหางมึงอีกถึงได้หน้างอจะกัดเขาไปทั่วเนี่ย" ลุงเลิศทั้งหัวเราะทั้งส่งเสียงแซวถามผม ผมก็ยิ่งหน้าบึ้งเข้าไปอีก จะเป็นเพราะใครอีกล่ะก็ไอ้แก่ขี้เก๊กโชว์รวยเมื่อเช้านั่นแหละ มันคนเดียวต้องทำให้ผมกลับไปเปลี่ยนเสื้อแล้วมาเรียนสายไปตั้งคาบหนึ่ง พี่เปาก็หน้าตานิสัยดีนะทำไมไม่เลือกแฟนดีๆหน่อยวะ ได้ไอ้แก่เป็นแฟนเดี๋ยวก็โดนมันทารุณกรรมหรอกดูท่าทางมันจะขี้โมโหซะด้วย 

"เอาๆ กูถามไม่ตอบเป็นอะไรของมึง แล้วถ้วยจานมันไปทำอะไรให้ถึงขัดมันยังกับศัตรูคู่แค้นขนาดนั้น"

"ไม่มีอะไรมากหรอกลุง เฮ้อ! มีก็ได้เรื่องมันเป็นแบบนี้นะลุง เมื่อเช้าปอเดินไปโรงเรียนใช่ป่ะ แล้วมีไอ้แก่ขี้เก๊กมันขับรถสาดน้ำโคลนข้างถนนหน้าโรงเรียนมาใส่ปอเต็มๆ ยังไม่พอแค่นั้นนะมันลงมาเอาเงินฟาดหัวปอพันนึงบอกว่าให้เอาไปซื้อเสื้อใหม่ได้อีกหลายชุด สายตามันมองปอตั้งแต่หัวยันเท้า มองแบบดูถูกดูแคลนว่าปอกระจอกงอกง่อยแถมมีเบะปากใส่ปอด้วย หนักไปกว่านั้นคือมันทำให้ปอเข้าเรียนสายผลออกมาเป็นไง ปอโดนอาจารย์ดุว่าไม่มีความรับผิดชอบไม่รักษาเวลาหน้าชั้นเรียนเลยเถอะ ฮึ่ย เป็นเพราะไอ้แก่ขี้อวดคนเดียวจริงๆทำให้ปอซวยตั้งแต่เช้า" 

ผมวางสก๊อตไบร์ทในกะละมังแล้วหันมาเล่าให้ลุงเลิศฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ นี่คือการเล่าให้ฟังเฉยๆไม่ใช่การฟ้องแต่อาจมีตีไข่ใส่สีลงไปนิดๆหน่อยๆ ถือว่าเพื่ออรรถรสในการเล่าและการฟังแล้วกัน

"แล้วมึงทำยังไง" ลุงเลิศนั่งยองๆช่วยผมกวาดเศษอาหารลงถังขยะ

ลุงเลิศเป็นชายโสดวัย50กว่าๆที่มีพุงเยอะจนล้นพอๆกับรอยยิ้มที่มีให้ทุกคนแม้กระทั่งหมาแมวแถวนี้ ผมจำได้ว่าตอนป.ห้า ผมเดินตามหลวงพ่อบิณฑบาต มันเป็นวันที่ลุงเลิศมาเปิดร้านเป็นวันแรก ลุงเขาใส่บาตรแล้วเอ่ยขอหลวงพ่อโต้งๆว่าขอคาถาอะไรก็ได้ที่ทำให้ขายของเฮงๆ รวยไม่มีวันจน หลวงพ่อท่านเลยบอกไปว่า ขยันและอดทน สองคำนี้จะทำให้ชีวิตดีขึ้น จากนั้นตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้านจนถึงวันนี้น้อยครั้งมาก ผมจะเห็นลุงเลิศปิดร้าน นอกจากจะไม่สบายหรือมีธุระจริงๆนั่นแหละ

พอผมเข้าม.หนึ่ง ลุงเลิศถามว่ามาล้างจานที่ร้านไหมจะได้มีเงินไปซื้อของโดยไม่รบกวนหลวงพ่อ ผมรีบตอบตกลงจนลืมขออนุญาตหลวงพ่อ ถึงเวลาไปทำงานจริงๆนั่นแหละผมถึงเดินตัวลีบไปเอ่ยขอ ตอนแรกหลวงพ่อก็ไม่อนุญาตหรอกเพราะผมเพิ่งอายุ13ปีเอง ถึงร้านลาบจะไม่ห่างจากวัดมากนัก แต่ก็เป็นร้านที่ขายเครื่องดื่มน้ำเปลี่ยนนิสัยขี้เมาก็เยอะอีกอย่างเลิกตั้งเที่ยงคืน จนลุงเลิศต้องมาช่วยพูดและสัญญาว่าจะให้ผมล้างจานอยู่แต่หลังร้านให้มาทำงานหกโมงเย็นกลับไม่เกินสี่ทุ่ม พูดขออยู่นานหลวงพ่อถึงจะยอมใจอ่อน

ตอนนั้นผมได้ค่าแรงวันละหกสิบบาท เงินหกสิบบาทแรกที่ได้รับมาผมเอาไปซื้อนมกล่องให้หลวงพ่อครึ่งโหล รอยยิ้มภูมิใจตอนที่หลวงพ่อรับนมจากผมมันทำให้ผมหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

"ปอ ไอ้ปอ!"

"เฮ้ยลุง ปอตกใจหมดอยู่ๆมาตะโกนใส่หูเนี่ย"

"เอ้าไอ้นี่ ก็กูนั่งรอฟังเรื่องมึงจนจะรากงอกละ มึงก็ยังนั่งตาลอยอยู่ได้"

"ขอโทษๆ ปอมัวแต่คิดถึงหลวงพ่ออยู่อ่ะ" ผมเอ่ยกลับเสียงแผ่วเบา

"มึงจะคิดถึงอะไรกันนักกันหนา กูก็เห็นหลวงพ่อท่านเดินนำหน้ามึงทุกวันแหละ แล้วตกลงเรื่องไอ้รวยนั่นมึงทำยังไง"

"จะทำยังไงล่ะลุง มันเล่นเอาเงินใส่กระเป๋าเสื้อปอแล้วเดินวางมาดขึ้นรถไปเลย"

"เอ้า เงินก็ได้ละแล้วมึงจะมาทำหน้าแค้นเคืองอะไรอีกล่ะ" ลุงเลิศคว่ำจานที่ผมล้างใส่ตะกร้า เอ่ยปากถามอย่างสงสัย

"โห่ลุง เงินมันซื้อทุกอย่างไม่ได้หรอกนะ ศักดิ์ศรีของไอ้ปอก็ซื้อด้วยเงินไม่ได้เหมือนกัน" ผมตบไปที่อกตัวเองพูดเสียงดังฟังชัดทุกถ้อยคำ

"แล้วตกลงมึงจะไม่เอา?"

"เอาสิลุง เงินตั้งพันนึงปอใช้ได้อีกตั้งครึ่งเดือน" ลุงเลิศมองผมอย่างเหยียดหยามเต็มที่ประดุจว่าผมขี้เหนียวงกเงินซะมากมาย ก่อนจะลุกสะบัดพุงย้วยๆจากไปทิ้งไว้แต่ความแปลกใจจากผม อ่าวก็ทำไมอ่ะ ไอ้แก่มันอยากโชว์รวยเองอีกอย่างมันอ่ะผิดเต็มๆ ผมเปล่างกสักหน่อยนะครับ


"หลวงพ่อครับอยู่บนโน้นสบายดีมั้ย ปออยู่ตรงนี้สบายดีครับ วันนี้ปอมีเรื่องมาเล่าให้หลวงพ่อฟังด้วย..."

เป็นกิจวัตรประจำวันหลังจากที่ภารกิจทุกอย่างเสร็จสิ้นลงแล้ว ก่อนนอนผมต้องรายงานตัวเล่าเรื่องราววันนี้ให้หลวงพ่อฟังทุกเรื่องตั้งแต่ตอนเป็นเด็กแล้วมั้ง ถึงวันนี้หลวงพ่อจะไม่อยู่กับตรงนี้แต่ผมก็ยังทำทุกอย่างเหมือนเคย ไม่มีเรื่องไหนสำหรับหลวงพ่อที่ผมจะปฏิบัติต่างออกไป ร่างกายไม่ใช่ของเราแต่จิตวิญญาณต่างหากที่เป็นของเรา เพราะฉะนั้นถึงร่างกายของหลวงพ่อจะไม่อยู่แต่จิตวิญญาณของท่านยังคงอยู่กับผมเสมอ ถ้างั้นวันนี้ผมคงต้องโดนทำโทษที่ไปเรียกไอ้แก่ว่าไอ้แก่สินะ เฮ้อ

"ปอไม่ได้ตั้งใจจริงๆครับหลวงพ่อ ก็ไอ้แก่มันกวนปอก่อนอ่ะ" ผมอดพึมพำออกตัวท้วงด้วยความเคยชินไม่ได้

"หลวงพ่อครับถ้าจะลงโทษปอนะ หลวงพ่อต้องไปอบรมสั่งสอนไอ้แก่นั่นก่อนแล้วปอจะไม่วิ่งหนีหวายของหลวงพ่อจริงๆ อันนี้ปอสัญญาเลย ปอนอนแล้วนะครับพรุ่งนี้ต้องไปเรียนแต่เช้า นอนดึกตื่นสายเดี๋ยวโดนหลวงพ่อทำโทษอีก" ผมบ่นงุ้งงิ้งคนเดียวในห้องเช่าเล็กๆที่มีเพียงฟูกบางๆ ผ้าห่มกับหมอน พัดลมที่ป้าลัยให้ยืมมาใช้ กระติกน้ำ แก้วน้ำ ถ้วยชามช้อนวางอยู่อีกมุมของห้อง ถัดจากฟูกที่ผมนอนก็เป็นราวแขวนเสื้อผ้าส่วนมากจะเป็นชุดนักเรียนกับตะกร้าผ้า

ผมว่านี่มันก็ดีพอสำหรับเด็กไม่รู้ที่มาที่ไปแต่บังเอิญโชคดีได้พบกับหลวงพ่อ และได้รับการเลี้ยงดูมาจากบุคคลที่ผมเคารพนับถือที่สุดอย่างท่าน ถ้าความรู้สึกบอกเราว่าพอมันก็จะพอ ถ้าความรู้สึกบอกเราว่าอย่าดิ้นรนเราก็จะไม่เหนื่อย ผมเองก็ไม่อยากเหนื่อยเหมือนกันเก็บแรงไว้สู้วันพรุ่งนี้ดีกว่า สู้เว้ยไอ้ปอรัก!...



***"ชอบดูถูก เยาะเย้ย ถากถาง คนอื่นมันไม่ได้ทำให้คุณสูงขึ้นหรอก แต่มันจะทำให้คุณต่ำลง ต่ำเพราะความคิดของคุณเอง"

เอาตอนแรกมาให้อ่านจ้าว ฟางขอทำความเข้าใจกันนิดนะคะ บางท่านอาจตามมาจากเรื่อง ก็แค่ตัวแทน คือเรื่องนั้นตอนปอรักเป็นหลงมันจะเป็นช่วงประมาณตอนที่30 โดยคร่าวๆ เรื่องนี้ฟางจะทำ60ตอนจบค่ะ เพราะงั้นฟางขอปูเรื่องให้คนอ่านได้ทำความรู้จักกับตัวละครก่อน ได้รู้ที่มาที่ไปว่าเขาเป็นใคร ทำอะไร ยังไงกัน กว่าจะถึงหลงลืมรักอ่ะ มันอาจจะต้องใช้เวลาบ้างฟางขอให้ใจเย็นอีกนิดหนึ่งเผื่อคนที่ยังไม่ไปอ่านเรื่องของพี่หมอเขาจะไม่รู้เรื่อง 

นิสัยตัวละคร ที่มาที่ไป เหตุการณ์และสภาพแวดล้อมของเรื่องนี้ต่างจากตัวเอกเรื่องตุลย์มินโดยสิ้นเชิงเน้อ สำหรับฟางฟางคิดว่าน้องปอจะเป็นคนเข้มแข็ง อึด ถึก ทน กับทุกสถานการณ์มากกว่าน้องมิน เพราะน้องเจออะไรมาเยอะเส้นทางไม่ได้โรยไปด้วยดอกไม้และน้องไม่มีมิตรสหายหรือสภาพผู้คนที่พอจะเป็นกำลังใจหรือพึ่งพาได้แบบมิน ทุกสิ่งทุกอย่างน้องถึงต้องตัดสินใจเองหมดเลย ซึ่งบางอย่างต่อไปภายหน้ามันอาจจะผิดพลาดก็ได้ 

และต้องกราบขออภัยที่ในเรื่องมีพระสงฆ์มาเกี่ยวข้องด้วย จะพยายามระมัดระวังในการเขียนถึงให้มากเป็นพิเศษค่ะ

อีกนิดนึง ฟางไม่ค่อยได้เข้ากรุงเทพบ่อย ถ้าไปก็คือคุณแฟนหรือคุณพี่คุณเพื่อนต้องไปด้วยซึ่งนานๆๆครั้งมาก แบบเลยบางนาเข้าเขตอ่อนนุชฟางก็หลงละ ฉะนั้นสถานที่บางอย่างเช่นมหาลัย โรงเรียน วัด ที่อยู่ปอรัก คอนโดในตอนต่อๆไป ฟางจะมโนเอาเน้อจ้าวแต่จะพยายามทำให้ลื่นที่สุด

ขอบคุณทุกการรอคอยเรื่องนี้ ฟางอาจจะทำออกมาไม่ดีเท่าการรอคอยก็ขออภัยล่วงหน้านะคะ แต่สิ่งเดียวที่รับปากคือ จะไม่มีการดองและจะพยายามลงวันเว้นวันถ้าไม่ติดธุระอะไร ถ้าติดหลายๆวันจะแจ้งจ้าว ถามมาว่าจะจบดีไหม จบดีซี๊ รับปากว่าแฮปๆ ถึงมันไม่น่าจะจบดีก็เถอะแต่ฟางจะพยายามหาเหตุและผลทั้งที่เอาจริงๆเลยเรื่องนี้พระเอกไม่มีเหตุผล นายเอกก็อึดอ่ะ แต่ความอึดไม่ใช่ความโง่อันนี้ย้ำมาเสมอ พบกันพรุ่งนี้จ้าวว ไปละหนา จุ๊บเหม่งถ้วนหน้า 

ปล. ที่จริงอยากใช้ชื่อตอนว่า ไอ้หนูจอมเกรียนกับไอ้เซียนจอมแก่ แต่เดี๋ยวมันไม่เข้ากับแนวดราม่าอย่างเรา555


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น