สามกันยา

ขอบคุณที่รักกัน ❤

ตอนที่ ๕๔ เรื่องที่เคยขอ [ ดำเกิง & ขมิ้น ]

ชื่อตอน : ตอนที่ ๕๔ เรื่องที่เคยขอ [ ดำเกิง & ขมิ้น ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.6k

ความคิดเห็น : 66

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ค. 2560 12:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ ๕๔ เรื่องที่เคยขอ [ ดำเกิง & ขมิ้น ]
แบบอักษร



​สิ้นคำกล่าวเปิดงาน พลุไฟสีสวยลูกแล้วลูกเล่าก็ปรากฏบนท้องฟ้าอันมืดมิด เป็นสัญญาณว่างานเทศกาลกินผลไม้ประจำฤดูเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เสียงปรบมือของผู้มาร่วมงานดังเซ็งแซ่ จากนั้นเสียงดนตรีรื่นเริงก็บรรเลง

ทิพย์ที่นั่งใช้มือปิดหูให้ลูกชายในระหว่างดูพลุขอตัวกลับไปหาสามีหลังจากที่การแสดงพลุจบลง เธอไม่ลืมที่จะบอกให้ลูกชายไหว้ลาน้า ๆ ทั้งห้าคนก่อนที่สามหนุ่มจะขอตัวไปเที่ยวชมงาน

“ไหน หอมแก้มน้าซิ” ดำเกิงหันแก้มให้เด็กชาย ซึ่งแน่นอนว่าเด็กน้อยผู้ชอบออดอ้อนย่อมทำตามความต้องการ

จุ๊บ !

“น้าหมิ้น...” เด็กชายงอแงจะหอมแก้มหญิงสาวที่ยืนข้างกายดำเกิง ทว่าคนขี้หวงกลับไม่ยอมให้ภรรยาเข้าไปใกล้ ซ้ำยังบอกด้วยว่าเดี๋ยวน้าตั้มจะหอมแทนเอง เล่นเอาเจ้าของแก้มอายม้วน...ตาบ้าเอ๊ย !

ทิพย์เอ่ยลาอีกครั้ง เธอจูงลูกชายเดินฝ่าฝูงชนเพื่อไปพบสามีที่จุดนัด แว่วเสียงซุบซิบของคนรอบกายดังตามหลังไปว่าจูงลูกเหมือนจูงหมา ทำให้คุณแม่สายโหดหันกลับไปท้าวเอวตอบโต้ตามแบบฉบับของเธอ...

‘แล้วถ้าลูกชายฉันหายไป พวกหล่อนจะมาช่วยตามไหม?’ พูดเพียงเท่านี้ก็เดินต่อไปอย่างมั่นคง เล่นเอาคนปากบอนเม้มปากแน่น ไม่กล้าพูดอะไรอีก

ดำเกิงที่มองตามหลังอดีตคนรักแค่นหัวเราะออกมา ยัยนี่ไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเลยสักนิด เมื่อหันมองขมิ้นพบว่าเธอก็ตกใจกับความห้าวเป้งของทิพย์อยู่ไม่น้อย ชายหนุ่มถือโอกาสนี้เล่าเรื่องของหญิงสาวให้ภรรยาตัวน้อยฟังว่า ทิพย์เป็นลูกคนที่ ๔ ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด ๘ คน ด้วยความที่ไม่ได้เกิดต้นแถวหรือปลายแถวเหมือนอย่างพี่ชายคนโตหรือน้อยชายคนเล็ก หญิงสาวจึงไม่ค่อยเป็นคนสำคัญในสายตาบิดา แต่ถึงกระนั้น ท่านก็ยังอยากให้ทิพย์เรียนสายสามัญเพื่อที่จะสอบเรียนต่อในสายการแพทย์ได้ แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องเลือก ทิพย์กลับเลือกเรียนสายอาชีพซึ่งขัดใจพ่ออย่างที่สุด

ดำเกิงจำได้ว่าวันแรกที่เขาพบกับเธอ หญิงสาวถูกบิดาฟาดพับเงินใส่เต็มแรง เพื่อนร่วมสถาบันมุงดูพร้อมกับป้องปากซุบซิบนินทาที่หน้าประตูทางเข้า ซึ่งทิพย์เองก็ไม่ยี่หระ ในเมื่อพ่อให้เงินแบบนี้ เธอก็แค่ก้มเก็บแล้วเดินเข้าไปในรั้วโรงเรียน นั่นทำให้ดำเกิงรู้สึกสนใจเธอตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา คอยตามคอยตื๊อจนรู้ว่าเธอเรียนบัญชีอยู่ในรั้วเดียวกัน กระทั่งสารภาพรักแล้วได้คบหากันมาระยะหนึ่ง จนถึงวันเลิกรา...

“ได้ข่าวว่าตอนนั้นเมาเหมือนหมา” ขมิ้นที่นั่งฟังเรื่องราวอยู่นานเอ่ยแซวขึ้นมา

หญิงสาวแปลกใจที่ตัวเองไม่ได้น้อยใจเหมือนตอนที่ครุ่นคิดเพียงลำพัง อาจเพราะท่าทีของคนทั้งสองที่ดูบริสุทธิ์ใจด้วยกระมังที่ทำให้เธอคลายกังวลลงได้บ้าง

“ไม่เหมือนหรอก เพราะหมามันไม่กินเหล้า” คนหนุ่มยียวนก่อนจะเล่าความนึกคิดในครั้งนั้นว่าเป็นอย่างไร “ก็ตอนนั้นยังเด็กอยู่ เวลาทำอะไรก็คิดในแง่ดีไว้ก่อน คิดว่าถ้าได้เป็นแฟนกับเขาแล้วจะได้เป็นผู้ครอบครองเขาเพียงคนเดียว ที่ไหนได้พอถูกบอกเลิก ทุกอย่างก็จบ ที่หวังที่ว่าเขาเป็นของเราก็หายวับไปเลย”

“เป็นรักแรก...?”

“ไม่ใช่...ที่รักเป็นคนแรกคือคำแพง แต่ไอ้โทนมันตื๊อทนกว่าก็เลยชวดไป” พูดกลั้วหัวเราะ ทำให้ขมิ้นไม่อาจคาดเดาได้ว่าเขาพูดจริงหรือเล่น แต่กระนั้นเธอก็ยังตั้งคำถามเชื่อมไปยังคำตอบที่เธอใคร่รู้​

“...ทีพี่คำแพงตื๊อไม่ทน แต่กับพี่ทิพย์กลับตื๊อจนได้เป็นแฟน...แปลว่ารักมากเลยล่ะสิ” คำว่ารักมากยังคงรบกวนจิตใจของเธออยู่ และเธอคงนอนไม่กลับ หากไม่กำจัดมันออกไปในคืนนี้

“ก็คงใช่ ตอนนั้นก็รักมากจริง ๆ รักชนิดที่ไม่ได้สนใจใครเลย แต่ก็นั่นแหละพอเลิกกันแล้วมันก็คือจบ ที่สำคัญคือ เขาบอกว่าไม่ได้ชอบผู้ชาย” ความลับอีกอย่างถูกเฉลยออกมา

ทิพย์ไม่ได้ชอบผู้ชาย เธอสนใจเพื่อนเพศเดียวกันเสียมากกว่า แต่ที่ยอมคบกับดำเกิงก็เพราะเธออยากช่วยให้คนที่มีความรู้สึกดี ๆ ต่อตัวเธอเองได้หลุดออกมาจากวงจรนรกแล้วหันมาตั้งใจเรียนเพื่อตอบแทนพ่อแม่ที่อุตส่าห์สนับสนุนส่งเรียน เธอมองว่าเขามีโอกาสมากกว่าเธอที่แม้จะมีความสามารถและเงินทอง แต่กลับขาดการส่งเสริมจากครอบครัว

...อย่างไรก็ตาม แม้ทิพย์จะมีเพื่อนหญิงที่เป็นคนรู้ใจซึ่งคบหามานาน แต่เธอก็ไม่อาจขัดใจทางบ้านได้ จำต้องแต่งงานกับลูกชายนักการเมืองท้องถิ่นเพื่อความมั่งคงของกิจการครอบครัว จนตอนนี้มีลูกเกือบครึ่งโหลไปเสียแล้ว

ขมิ้นยังคงรับฟังเรื่องราวด้วยความสงบ เธอไม่พบความผิดปกติใดในสายตาและท่าทางของสามี เขาเล่าอย่างไม่ปิดบัง พูดเรื่องแฟนเก่าได้อย่างเรียบเฉยราวกับกำลังสั่งก๋วยเตี๋ยวก็ไม่ปาน

“แล้วยังไง มาทำเป็นหลอกถาม ตอนนี้กำลังหึงสามีสุดหล่ออยู่ใช่ไหมล่ะ?” คนตัวโตทำหน้าทะเล้นพร้อมใช้นิ้วชี้เกาคางภรรยาราวกับกำลังหยอกลูกแมว

“บ...บ้า หึงอะไรล่ะ ไม่ใช่สักหน่อย” ขมิ้นปัดมือซุกซนออกห่างตัว

“หึงแน่เลย ดูสิ สายตามันฟ้องว่ากลัวสามีจะรักคนอื่นมากกว่า ว้าย ๆ คนหัวล้านขี้ใจน้อย” เปลี่ยนจากเกาคางไปก่อกวนที่หน้าผากมน เล่นเอาเจ้าตัวแทบคลั่ง

“คนบ้า อย่ามาจิ้มหน้าผากเค้าสิ!”

“บอกมาก่อนสิว่าหึงใช่ไหม?”

“ไม่ ไม่ได้หึง”

“พูดเองนะว่าไม่หึง ถ้าอย่างนั้นก็จบตรงนี้เลยนะ อย่าเก็บไปคิดคนเดียวนะ” เขาเปลี่ยนมาทำหน้าตาจริงจัง ทำให้คนที่เคยคิดมากเกิดความลังเลว่าควรพูดสิ่งใดออกไปหรือไม่

“เอ่อ...จริง ๆ ก็มีอยู่นิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร พอจะมองข้ามไปได้ เรื่องแค่นี้เอง” ขมิ้นบอกกับคนตรงหน้าและ...ตัวเอง

หากจะต้องมานั่งคิดทุกการกระทำในอดีตของเขา ชีวิตคู่ในฝันของเธอคงมีแต่ปัญหา เพราะพ่อคุณเล่นสร้างวีรกรรมไว้มากมาย หรือแม้แต่ในปัจจุบัน ดำเกิงก็ยังมีนิสัยที่กวนประสาทที่รักษาไม่หาย ซึ่งตัวเธอเองก็ไม่ต่างกัน

ทุกวันนี้ก็อยู่ด้วยกันโดยอาศัยความเชื่อใจเป็นหลัก แม้การกระทำจะไม่ชอบมาพากลแต่เมื่อคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้ตั้งใจให้ออกมาเป็นแบบนี้ ปัญหาทุกอย่างก็จะจางหายไปได้โดยง่าย...

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็ไปเดินซื้อของไปฝากย่ากับพ่อแม่กันเถอะ นี่ก็ดึกแล้ว จะได้กลับไปนอนสักที” ชายหนุ่มพูดพร้อมเก็บรวบรวมขยะแล้วลุกจากโต๊ะญี่ปุ่น ไม่ลืมที่จะส่งมือให้ภรรยาจับลุกตามมา

“ด...ดำ ยังมีอีกเรื่อง...” ขมิ้นตัดสินใจพูดขึ้นก่อนที่บรรยากาศแห่งความจริงจังจะมอดดับ

“ว่าไงครับ?”

“เรื่องที่เคยขอ...ตอนนี้ยังอยากมีอยู่ไหม?” เธอถามอย่างเคอะเขิน ทว่าคนตรงหน้ากลับทำหน้างุนงงแล้วตอบกลับมาว่า...

“เรื่องอะไร?”

โค้งคิ้วสวยขมวดมุ่นอย่างขัดใจเมื่อได้ยินคำตอบ หญิงสาวทำหน้าย่นประท้วงสามีที่ลืมเรื่องสำคัญนี้ไป ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจำไม่ได้

“เรื่องเลี้ยงหมาเพิ่มเหรอ?” ชายหนุ่มยังคงตีหน้าซื่อ “หรือว่าเรื่องเพิ่มค่าแรง?” ดำเกิงกลั้นหัวเราะเมื่อนึกถึงเรื่องหลัง เป็นเรื่องที่ควรจะพูดจริง ๆ เพราะขมิ้นจ่ายค่าแรงลูกน้องรวมทั้งตัวเขาเองเพียงวันละหนึ่งร้อยบาท...หนึ่งร้อยบาทจริง ๆ

“ดำ อย่าทำเป็นเล่นสิ” คนตัวเล็กตีหน้านิ่งแล้วทำท่าทางขึงขังให้เขารู้ว่าเธอจริงจัง นี่ถือเป็นไม้ตายที่ใช้ปรามคนอารมณ์ดีไม่ให้ลามปามจนเกินควร ไม่อย่างนั้นคงเสียการปกครองกันหมดแน่

“โอเค โอเค ไม่เล่นแล้วก็ได้” ถามพร้อมจ้องเข้าไปในดวงตาคู่งามของภรรยาอย่างสื่อความหมาย “จะพูดเรื่องนั้นใช่ไหม...”

“ช...ใช่ ก็ตอนนี้เราพอมีเงินเก็บบ้างแล้ว กิจการก็ไปได้สวย บางที...” ขมิ้นกำลังอธิบายถึงเหตุผลจากมุมมองของเธอ ทว่าพ่อตัวดีกลับจับข้อมือเล็กให้เดินตามไป ปากก็บอกว่าไปคุยเรื่องนี้กันที่บ้าน


ที่บ้านกระท่อมในยามนี้ไร้ผู้คนอยู่อาศัย หนุ่มสาวไปเที่ยวงานที่ตัวจังหวัด ส่วนย่านวลก็ไปค้างที่บ้านกำนันตุ้ย เนื่องจากขมิ้นไม่วางใจให้ย่าอยู่บ้านเพียงลำพังในช่วงกลางคืน

รถยนตร์กระบะคันเก่าที่ใช้เป็นยานพาหนะในการขนส่งวัสดุก่อสร้าง รวมทั้งใช้ในการเดินทางไปทำธุระอื่น ๆ แล่นเข้าเทียบที่ข้างรั้วบ้านซึ่งตอนนี้เปลี่ยนจากรั้วลวดหนามมาเป็นรั้วปูนอันมั่งคง ดูสวยงามสมศักดิ์ศรีที่เป็นรั้วของร้านขายวัสดุก่อสร้างอย่างที่สุด

ดำเกิงเปิดประตูลงจากรถ ก้าวฉับ ๆ ไปเปิดประตูรั้วแล้วจึงกลับมานำรถเข้าไปจอด เขาผิวปากเป็นครั้งคราวจนขมิ้นสังเกตได้ว่าคนตัวโตดูจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

เมื่อเครื่องยนต์ดับสนิท ขมิ้นก็หิ้วถุงอาหารลงจากรถแล้วเดินเข้าตัวบ้านเพื่อจะได้อาบน้ำอีกรอบ ส่วนดำเกิงนั้นบอกว่าจะไปเดินดูรอบบริเวณเพื่อตรวจตราความเรียบร้อยอีกครั้งจึงจะตามเข้าไป

ชายหนุ่มสำรวจตามจุดสำคัญของบ้านและโรงเก็บของ เมื่อไม่พบความผิดปกติจึงถือโอกาสนี้พิจารณาโรงเรือนที่อยู่อาศัยมาเกือบปี บ้านกระท่อมที่ได้รับการซ่อมแซมในคราวนั้นยังแข็งแรงสมบูรณ์ แม้จะมีน้ำรั่วในยามฝนตกก็ยังพอรับไหว แต่มันดีแล้วหรือที่เขาจะพอใจเพียงเท่านี้แล้วพาเมียมุดอยู่ในรังหนูไปจนแก่ ?

คำปฏิญาณที่ลั่นว่าจะเอาชนะคำสบประมาทของยายคำศรียังคงดังชัดเจนในหัว เขาจะทำให้ขมิ้นได้สุขสบายจนใคร ๆ ก็ต้องอิจฉา ไม่มีวันที่เขาจะหยุดอยู่แค่นี้แน่ !

คนหนุ่มนึกถึงตัวเลขเงินเก็บในบัญชีธนาคาร หากตัดเงินที่เก็บไว้ใช้หนี้รายปีออกไปก็จะเหลือเงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งหากจะสร้างบ้านใหม่ก็ต้องเก็บเงินกันอีกพักใหญ่พอ แล้วถ้าจะมีลูก...เขาก็จำเป็นต้องมีเงินเก็บที่มากพอจะดูแลเจ้าตัวเล็กได้ดีเช่นกัน

...ลูกกับบ้าน เขาจะทำอย่างไรดี ?


ขมิ้นนั่งแปรงผมอยู่หน้ากระจกเหมือนเช่นทุกคืน ระหว่างนั้นดำเกิงก็กำลังเช็ดตัวหลังจากที่อาบน้ำรอบดึกเสร็จไป ชายหนุ่มเดินโทง ๆ ไปมาทั่วห้อง ไม่มีความละอายใดหลงเหลือระหว่างเขาและเธอ เมื่อตัวแห้งพอหมาด ผีชีเปลือยก็มาเอนกายนอนที่ฟูกแล้วตั้งนาฬิกาปลุกเผื่อว่าพรุ่งนี้เช้าตนเองอาจต้องตื่นเร็วกว่าเดิมเพราะลูกน้องไปเที่ยวงานโต้รุ่งกันทั้งคืน

ดำเกิงถอนหายใจพลางวางนาฬิกาลงข้างที่นอน คนหนุ่มหลับตาทว่าคิ้วยังคงขมวดมุ่นคล้ายกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ไม่นานสัมผัสแผ่วเบาก็มีขึ้นบริเวณแผงอก

เป็นขมิ้นที่มานอนซบโดยเลื้อยมือนุ่มไปมาตามหน้าท้องแข็งแรงจากนั้นคนซุกซนก็เลื่อนมือต่ำลงไปทักทายตัวตนของคนผู้เคร่งเครียดให้ตื่นขึ้นมาทำงาน

ดวงตาคู่งามทอดมองมือของตนเองจับประคองท่อนกายอุ่นแล้วขยับรูดขึ้นลงเป็นจังหวะ ยิ่งนานเท่าใด เจ้าวายร้ายก็ยิ่งแข็งขันและรุ่มร้อนปานท่อนเหล็กเผาไฟ หญิงสาวนึกครึ้มใจที่ได้แกล้งและเธอไม่อยากหยุดอยู่เพียงเท่านั้น ปากน้อยที่เกยอยู่บนอกของสามีเริ่มคุกคามป้านนมที่ขนลุกชัน ปลายลิ้นน้อยตวัดเลียไปมาเหมือนอย่างที่เขาชอบทำกับเธอ

เสียงหายใจหอบแรงของชายหนุ่มเริ่มชัดเจน หน้าอกที่กระเพื่อมไหวก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งชี้ว่าเขาเริ่มคล้อยตามการปลุกเร้า แขนแกร่งโอบกอดร่างบอบบางพลางใช้มือสากลูบไล้ต้นแขนของคนที่นอนหนุนอก จมูกโด่งซุกไซ้ดอมดมเรือนผมหอมอย่างหื่นกระหาย...ขมิ้นร้ายขึ้นทุกวัน !

มือหนาเปลี่ยนจากการลูบไล้เรียวแขนไปก่อกวนที่สะโพกอวบของคนตัวเล็ก บีบนวดก้นกลมกลึงอยู่ครู่หนึ่งก็ส่งนิ้วไปสะกิดดอกไม้งามที่ซ่อนเร้นอยู่ในบริเวณนั้น ทำให้คนที่กำลังเมามันกับการลิ้มชิมรสแผงอกหนุ่มถึงกับสะดุ้งโหยง

"ม...ไม่ให้เอาอย่างอื่นเข้าไปนะ" เธอท้วงพร้อมเปลี่ยนขึ้นไปนั่งคร่อมเหนือท่อนกายที่แข็งชันของบุรุษเพศ มือข้างหนึ่งค้ำยันที่แผงอกแกร่ง ส่วนอีกข้างนั้นจับประคองอาวุธร้ายให้ตรงกับร่องกายก่อนจะกดสะโพกลงไปอย่างเชื่องช้า "อนุญาตแค่นี้...เท่านั้น"


เสียงหริ่ง ๆ ของแมลงกลางคืนดังระงมรอบบริเวณบ้านกระท่อม ความต่อเนื่องทำให้ฟังกลมกลืนกับความเงียบสงัดของยามราตรี แสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างซึ่งเปิดทิ้งไว้ทางหัวที่นอนเผยให้เห็นร่างของหนุ่มสาวที่ก่ายกกกันอยู่ใต้ผ้านวม

หลังจากที่ปลดปล่อยอารมณ์ปรารถนาร่วมกัน ขมิ้นที่ถูกจับพลิกคว่ำพลิกหงายหลายตลบก็หมดแรงจนต้องนอนซบอยู่บนแผงอกกำยำที่ตอนนี้เจ้าตัวกำลังกอดประคองร่างบอบบางของเธอไว้แนบกาย มือหนาจับมือของเธอไปกุม เขาไล้นิ้วหัวแม่มือไปตามข้อนิ้วเล็ก จากนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง ไปจนนิ้วก้อย จากนั้นก็ย้อนกลับ จากนิ้วก้อยไปจนถึงนิ้วชี้ อย่างนี้อยู่นาน โดยตาก็เพ่งสำรวจเล็บสีชมพูระเรื่อของคนตัวเล็กอย่างยากจะเดาความคิด

ขมิ้นเองก็ทอดสายตามองมือซนที่เล่นอยู่กับมือของเธอเช่นกัน หญิงสาวนึกสนุก ใช้นิ้วหัวแม่มือกดนิ้วของเขาไว้เป็นการตอบโต้...

แต่มีหรือที่ดำเกิงจะยอมง่าย ๆ เขาขืนนิ้วออกจากการถูกหนีบแล้วจึงใช้มันกดนิ้วของเธอบ้าง ซึ่งหญิงสาวก็ใช้วิธีเดียวกับเขาคือถอนนิ้วออกแล้วหนีบเขาอีกครั้ง

นิ้วโป้งของคนทั้งสองสู้กันอยู่นาน จนในที่สุดนิ้วเล็กที่สู้ไม่ได้ก็ไม่ยอมโน้มลงมาให้เขากดได้อีก แต่ถึงอย่างนั้นพ่อตัวดีก็ยังหลอกล่อด้วยการยอมลดนิ้วตัวเองลงมาเพื่อให้เธอหลงกล และแน่นอนว่าคนที่รอจังหวะอยู่นานย่อมต้องคว้าไว้

ชึ้บ !

ขมิ้นร้องงอแงลั่นบ้าน เมื่อดำเกิงไหวตัวทัน เขาหนีบนิ้วของเธอไว้แน่น เขาแกล้งเธออีกแล้ว

ชายหนุ่มหัวเราะร่วนก่อนจะหอมเรือนผมสลวยที่ซบอยู่บนอกฟอดใหญ่ นึกเอ็นดูที่เธอยังอุตส่าห์มีแรงมาหยอก แม้จะแค่นิ้วมือก็ยังดี ตอนนี้เขารู้แล้วว่าจะรับมือกับปัญหาเรื่องเงินได้อย่างไร จึงทำให้คนหนุ่มคลายความกังวลลงได้บ้าง เขาเปลี่ยนมากุมมือเล็กเบา ๆ ก่อนจะบอกว่าอยากให้ลูกเล็บสวยเหมือนแม่...

"แล้วก็จมูกโด่งเหมือนพ่อ" ขมิ้นเงยหน้าขึ้นมองตาสามีพร้อมลากปลายนิ้วไปตามสันจมูกโด่งจัดของคนตัวโต "ปากก็ด้วย ขอปากแบบนี้ให้ลูกทุกคน..." เธอคลึงนิ้วที่ริมฝีปากหยักสีแดงเรื่อซึ่งตัดกับสีผิวขาวจั๊วะของชายหนุ่ม

หากจะพูดเรื่องความสมบูรณ์แบบตามแบบฉบับที่คนทั่วไปนิยมก็คงต้องพึ่งเชื้อพ่อเสียมากกว่า ดำเกิงทั้งสูงและขาว เครื่องหน้าก็เป๊ะ สมองก็มีแถมยังคิดเลขไวเป็นที่สุด แต่ถึงจะครบเครื่องขนาดนั้นชายหนุ่มก็ยังมองหาข้อดีของภรรยาตัวน้อยได้ แม้ว่าใคร ๆ จะมองว่าเธอนั้น 'ธรรมดา' ก็ตามที

"ขอให้ลูกผมดกเหมือนแม่ เวลาเขียนหนังสือก็ให้ลายมือสวยเหมือนแม่" ว่าจบก็จูบจองเส้นผมกับมือข้างนั้นนั่นเอาไว้ให้ลูก "แล้วก็...ขอให้ลูกพูดเพราะ ๆ เหมือนแม่" เขาพูดจริงจากใจ...และ "ไหน ๆ ก็จูบจองไว้หลายอย่างแล้ว ครั้งนี้ก็คงปล่อยไปไม่ได้"

ขมิ้นอายม้วนกับแผนการกะล่อน เธอคงต้องภาวนาอย่างหนักเพื่อมิให้ลูกได้เชื่อเจ้าเล่ห์จากพ่อไป...


### 








*** ว่ายังไงคะทุกคน อยากให้เบบี๋เหมือนพ่อหรือเหมือนแม่กันเอ่ยยยย 😍😍😍

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น