-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 27

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 30.6k

ความคิดเห็น : 105

ปรับปรุงล่าสุด : 06 พ.ค. 2560 01:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 27
แบบอักษร

27

ปีนี้กำลังย่างใกล้ฤดูหนาวแล้ว ในตอนกลางคืนจึงเย็นสบายสบายมากกว่าเก่าเป็นเท่าตัวหนัก หากแต่สองบุรุษที่อยู่ภายในห้องเดียวกันกลับมีความรู้สึกแตกต่าง หนิงลี่ถูกจับให้มาอยู่ในอ้อมกอดของซ่งจินเหลียงบนเตียงคับแคบได้เกือบครึ่งชั่วยามแล้ว หัวใจของหนิงลี่ยังคงไม่หยุดเต้น สัมผัสได้ถึงลมหายใจแผ่วเบา ซ่งจินเหลียงนอกจากทำเพียงแค่กอดแล้วแต่กลับม้วนเล่นปลายผมทำราวกับเป็นเด็ก

มันเป็นอีกครั้งที่ได้แนบชิดสนิทสนม

เหตุการณ์ในถ้ำหวนย้อมกลับ หนิงลี่คิดถึงร่างกายกำยำที่ซ่นซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์สะอาด ดวงหน้าแดงระเรื่อดั่งลูกตำลึงยิ่งกว่าเก่า

“เจ้าอาย?”

ซ่งจินเหลียงขบขันให้ท่าทีดั่งสาวน้อย

นี่เขาแค่กอดยังเป็นขนาดนี้ หากทำเหมือนในถ้ำจะเป็นขนาดไหน

พระสนมก้มหน้าหงุด ก่อนผินหน้ามองคนสูงกว่า มันเป็นครั้งแรกที่หนิงลี่ได้เห็นสีตาของซ่งจินเหลียงอย่างชัดเจน ถึงจะเคยสัมผัสลึกซึ้งกันขนาดไหนแต่ก็ไม่เคยสักเกต จนกระทั่งวันนี้....หนิงลี่มองด้วยความเคลิบเคลิ้ม นับว่าสวรรค์สรรค์สร้างให้เกิดมาโดยแท้ รูปงาม ฉลาดล้ำลึก ปรีชาสามารถ ความเก่งกล้าเป็นเลิศ แค่เพียงซ่งจินเหลียงเอ่ยปาก ไม่ว่าบุรุษในใต้หล้าหรือหญิงงามล่มเมืองก็ต้องยอมสยบอยู่แทบเท้า

แต่เขากลับมาเลือกข้า...

เลือกข้าที่เคยอัปลักษณ์...

ความปลื้มปิติเกิดขึ้นภายในจิตใจอีกครั้ง

“ฝ่าบาท ท่านบอกข้าได้หรือไม่ ใยท่านถึงได้ปล่อยให้ข้ากลับมาที่จี้หนานอย่างง่ายดายนัก” หนิงลี่ยังคงแคลงใจในข้อนี้...เมื่อครั้งตอนงานเลี้ยง เห็นได้ว่าซ่งจินเหลียงไม่มีการห้ามปรามแม้แต่คำเดียว

“นั่นเป็นเพราะเจ้ากำลังโกรธข้า เมื่อเจ้าเอ่ยปาก ข้าไม่อาจห้ามได้”

ฝ่ามือใหญ่เปลี่ยนเป็นลูบไล้ใบหน้า

“อาลี่ หายโกรธข้าเถิด เจ้ายกโทษให้ข้าได้หรือไม่ ข้ามีแค่เพียงเจ้า”

สิ่งนั้นคือสิ่งที่ซ่งจินเหลียงคิดแต่แรก หนิงลี่ที่ขอกลับแคว้นฉีกะทันหันหากไม่ใช่เรื่องโกรธเคืองที่ไปหลอกจะเป็นเรื่องอื่นอันใดอีกเล่า

“ท่านไม่กลัวข้าหนี?”

“ถึงเจ้าคิดหนี ข้าก็ไม่มีวันปล่อย ต่อให้เจ้าหนีข้าไปสุดใต้หล้า ข้าจะตามเจ้ากลับมาอยู่ข้างกาย อาลี่...ข้าหลงใหลเจ้ามากขนาดนี้ ใยข้าจะต้องปล่อยเจ้าเล่า”

คนฟังซุกอกคนนอนกอดแน่น

เหตุผลที่ซ่งจินเหลียงโป้ปดเล่นปาหี่นั้นหนิงลี่เข้าใจอย่างถ่องแท้แต่แรก เพียงแค่ว่านึกอยากสั่งสอนให้รู้เท่านั้น ความห่วงใยที่มีต่อซ่งจินเหลียงไม่ได้น้อยไปกว่าใครอื่น...ครั้งเมื่อตอนที่ซ่งจินเหลียงลงมือกระทำอย่างโหดเหี้ยมกับโจวอี้หาน ทีแรกก็นึกกลัว...กลัวในน้ำมือที่ฆ่าผู้คน แต่บัดนี้ความกลัวนั้นได้มลายหายไปเป็นเถ้าถ่านจนหมดสิ้น

ซ่งจินเหลียงที่ว่าวิปลาส อาจเป็นหนิงลี่ที่วิปลาสมากกว่า

ยอมอยู่เคียงข้างองค์จักรพรรดิผู้ถูกขนานนาม

ในคืนนั้นหนิงลี่กับซ่งจินเหลียงได้พูดคุยเรื่องสัพเพเหระเรื่อยเปื่อย ซ่งจินเหลียงได้กล่าวว่าตั้งใจที่จะตามหนิงลี่มาตั้งแต่วันแรก แต่ด้วยภารกิจบ้านเมืองที่ยังมีอยู่มากโข จนเวลาผ่านล่วงเลยมาสิบวัน ซ่งจินเหลียงผู้เป็นองค์ฮ่องเต้แคว้นยิ่งใหญ่จึงไม่อาจละมือหนีหายได้ ได้แต่รอเวลาสะสางให้เรียบร้อยก่อนขี่ม้าเร็วตามหลัง คิดไม่ถึงว่าจะมาถึงแคว้นฉินตอนมืดค่ำ

“ฝ่าบาท แล้วคนอื่นเล่า?”

คนอื่นที่พูดถึงหมายถึงหวางมู่และราชองครักษ์ ซ่งจินเหลียงเป็นจักรพรรดิแต่กลับบ้าบิ่นอย่างหาได้ยากยิ่ง

“เหตุใดต้องสนผู้อื่น ข้าคิดถึงเจ้าข้าก็มาหา อาลี่...เจ้ารู้หรือไม่ ข้าในเวลานี้อยากกอดเจ้าให้หายคิดถึง แต่ติดตรงที่ว่า...”

ซ่งจินเหลียงหยุดคำพลางมองไปรอบด้าน

บ้านหลังนี้ถึงจะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ห้องนอนที่เป็นของพระสนม มันไม่แข็งแรงเท่ากับวังหลวง ซ่งจินเหลียงเกรงว่าหากตนทำอะไรลงไปมันปากปกปิดไม่อยู่

“ท่านแกล้งข้า” พระสนมเข้าใจในความหมายนั้น

“ข้ามิได้แกล้งเจ้า เมื่อใดที่เจ้ากลับวังหลวง ข้าจะกอดเจ้าทั้งวันทั้งคืน” ซ่งจินเหลียงไม่พูดเปล่าแต่กลับโอบกระชับหนิงลี่มากกว่าเดิม พยายามสกัดกลั้นเพลิงอารมณ์ที่โหมกระหน่ำราวกับพายุ

หนิงลี่เจ้าจะรู้หรือไม่ว่าข้าทรมานขนาดไหน...ซ่งจินเหลียงคิดเช่นนั้น

กว่าที่ทั้งคู่จะได้เข้านอนก็ปาไปเกือบยามเหม่า**[15]** หนิงลี่หลับได้แค่ไม่กี่ชั่วยามก็ตื่นมาทำกิจวัตรประจำวัน ปล่อยให้ซ่งจินเหลียงที่เดินมาเหนื่อยให้นอนพักผ่อน

พอคล้อยบ่ายก็เป็นดั่งว่า ซ่งจินเหลียงตื่นในเวลานั้น สร้างความแปลกใจให้กับน้องสาวและน้องชายทั้งสอง ด้วยไม่เคยเห็นบุรุษที่สวมอาภรณ์หรูหรา มีใบหน้างดงาม เด็กทั้งสองจึงต่างสลับกันตั้งคำถามไม่น้อย ชิงเถาและก้านลู่จึงต้องเข้าไปห้ามด้วยกลัวว่าจะขัดพระทัยซ่งจินเหลียงจนต้องถูกประหารชีวิต

ซ่งจินเหลียงมองครอบครัวหนิงลี่พลางนึกอดขำเสียมิได้ นานมากแล้วที่เขาไม่ได้เห็นบรรยากาศเช่นนี้ มันทำให้เขาหวนนึกถึงเมื่อครั้งที่ยังคงอยู่กับมารดาในคราบของอาม่าน หนิงลี่ที่เกิดในตระกูลต่ำต้อย แต่กลับโชคดีที่มีครอบครัวอบอุ่น

ซ่งจินเหลียงใช้เวลาเกือบทั้งวันกับการเป็นเพื่อนเล่นเด็ก หนิงเอ๋อกับลูกชิงต่างพากันออดอ้อนด้วยรอยยิ้มบริสุทธิ์เฉดเช่นนางฟ้าตัวน้อย องค์จักรพรรดิผู้ไม่เคยยอมใครกลับต้องมาพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ สร้างความขบขันให้หนิงลี่ไม่น้อยเช่นกัน...คิดไม่ถึงว่าองค์จักรพรรดิจะมีมุมที่ไม่เคยเห็น

“ฝ่าบาท ท่านมีเรื่องอันใดหรือ ใยถึงจ้องมองข้า”

หนิงลี่รับรู้ถึงสายตาของซ่งจินเหลียงที่มองมาแต่ต้น ใบหน้าเอียงเล็กน้อยด้วยความฉงน พลันต้องเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงกะทันหันยามที่ซ่งจินเหลียงกล่าววาจาไม่คิด

“น่าเสียดายที่เจ้ามีลูกให้ข้าไม่ได้ ไม่เช่นนั้นแล้วข้างคงทำให้เจ้ามีลูกให้ข้าสักสิบคน”

“ฝ่าบาท!”

หนิงลี่หน้าบูดบึ้ง ดวงตาทั้งสองข้างแสดงอาการกร้าว ทั้งเขินทั้งอาย แต่ความอายที่มีใยเล่าจะเท่ากับการที่หนิงเอ๋อพูดด้วยท่าทีไร้เดียงสา

“ท่านพี่ ข้าเองก็อยากให้ท่านพี่มีลูก ข้าจะได้มีน้อง”


จับหัวไหล่น้องสาวคนเล็กทั้งสองข้าง

“อาเอ๋อ ข้าเป็นผู้ชาย...ผู้ชายจะท้องได้อย่างไรเล่า”

“แต่หนิงเอ๋ออยากมีน้องนี่นา”

ซ่งจินเหลียงที่เห็นดังนั้นจึงตรงเข้ามายังหนิงเอ๋อ พลางอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมา หนิงเอ๋อหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจ ลู่ชิงที่เห็นหนิงเอ๋อถูกอุ้มบ้างจึงได้แต่มองตามตาปริบๆ ดวงตาสะท้อนความรู้สึกหลากหลาย มีหรือซ่งจินเหลียงจะไม่คิดว่าลู่ชิงต้องการอะไรเช่นกัน

ลู่ชิงเกิดเป็นบุตรชายคนรองของบ้าน ย่อมต้องถูกสั่งสอนให้กลายเป็นคนเข้มแข็ง คอยปกป้องน้องๆ ทีที่เกิดทีหลัง แม้อยากจะเรียกร้องสักเท่าไหร่ก็ไม่อาจทำได้ ซ่งจินเหลียงรับรู้ในความคิดเหล่านี้จึงได้วางหนิงเอ๋อลงและเปลี่ยนเป็นอุ้มลู่ชิงแทน เด็กชายตัวน้อยนัยน์ตาเบิกกว้าง ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสาดูน่ารัก

“เจ้าเล่า อยากให้พี่ชายของเจ้าตั้งท้องได้หรือไม่”

“ท่านพี่ข้าเป็นชาย จะตั้งท้องได้เช่นไร” ลู่ชิงตอบตามที่เห็น ถึงจะยังเป็นเด็กแต่ลู่ชิงก็รู้ดีว่าหนิงลี่ไม่สามารถมีบุตรได้เหมือนสตรีเพศ “แต่หากข้าโตขึ้น ข้าจะมีลูกเยอะๆ คอยเลี้ยงดูพี่ข้าไปจนแก่”

ลู่ชิงตั้งหมั่นในคำพูดนั้น

ซ่งจินเหลียงหัวเราะขบขันให้กับความคิดของเด็กๆ นับว่าลู่ชิงมีไหวพริบไม่แพ้พี่ชายสักนิด หากเด็กคนนี้ได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดีไม่แน่ว่าภายในอนาคตอาจได้เป็นใหญ่เป็นโตคอยเชิดชูวงศ์ตระกูล

ในคืนวันที่สองของการนอนห้องเดียวกับซ่งจินเหลียง ในคืนนั้นหนิงลี่ฝันว่าตัวเองกำลังตั้งท้องและกำลังร้องโหยหวนด้วยความทรมานเพราะเจ็บท้องอย่างหนัก ความฝันนั้นทำให้หนิงลี่สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึงพลางมองหน้าท้องที่แบนราบ

นึกโชคดีที่นั่นเป็นเพียงแค่ความฝัน

ผินมองคนกำลังหลับอย่างสบายอารมณ์ เรื่องทั้งหมดนั่นเป็นเพราะซ่งจินเหลียงเอาแต่พูดเรื่องไม่เป็นเรื่องกับน้องชายน้องสาวโดยแท้

ในวันถัดมาหวางมู่และทหารองครักษ์จากแคว้นฉินก็เดินทางมาถึงบ้าน สร้างความตื่นตระหนกให้ชาวบ้านไม่น้อย เพราะทหารที่มาจากต่างแดนน้อยเสียเมื่อไหร่ ไหนจะยังจักรพรรดิที่มานอนข้างอ้างแรมที่เรือนหลังน้อย ไม่ใช่ราชวังที่หรูหรา แต่เหล่าทหารก็ถูกให้แยกย้ายโดยคำสั่งเด็ดขาดของซ่งจินเหลียง

เรื่องของหนิงลี่ถูกโจษจันเสียยกใหญ่ ถึงชาวบ้านจะพอรู้มาบ้างลูกชายของตระกูลกลายเป็นพระสนมที่เลื่องชื่อเพราะศึกของแคว้นโจว จนบางครั้งหนิงลี่ก็ถูกมองด้วยแววตาประหลาด

ความสงบสุขที่เคยคาดคิดกลับถูกทำลายลงเพราะคนเพียงคนเดียวอีกเช่นเคย

หรือการเลือกที่จะอยู่ข้างซ่งจินเหลียงจะไม่มีวันสงบสุขกันนะ

หนิงลี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปล่อยความคิดฟุ้งซ่านให้ลอยไปในอากาศ ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้วก็ยากที่จะแก้ไข

ความวุ่ยวายยังคงไม่หยุดหย่อน ด้วยฐานะของซ่งจินเหลียงแล้วไม่มีทางที่หวางมู่จะปล่อยให้อยู่ตามลำพัง ถึงจะถูกห้ามปรามไม่ให้เข้าไปยุ่งวุ่นวายแต่หวางมู่กับองครักษ์คนอื่นๆ ก็ต่างคอยอารักขาอยู่ห่างๆ จนมารดาและบิดาถูกรบกวนจากเพื่อนบ้านหลายต่อหลายครั้ง ความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ย่อมมีมากเสมอ ทั้งคู่จึงต้องคอยเลี่ยงตอบทุกครั้งที่ถูกตั้งคำถาม

หนิงลี่เห็นใจในส่วนนั้น นึกโทษตัวเองนักที่สร้างความเดือนร้อนให้ท่านพ่อท่านแม่ จึงต้องเป็นฝ่ายอำลากลับแคว้นฉิน แม้อยากจะพาครอบครัวไปอยู่กับตัวเองเท่าใดนัก แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรท่านพ่อท่านแม่ต่างก็เป็นคนหัวแข็ง ไม่ยอมที่จะไปอยู่ด้วยง่ายๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าตนเองนั้นอยู่จี้หนานมานานไม่อยากย้ายไปอยู่ที่อื่น และหนิงลี่ก็เป็นบุตรชาย ถึงจะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสนมก็ใช่ว่าจะไม่ถูกรังแกจากพระสนมอื่น ด้วยฐานะที่เป็นเพียงลูกชาวบ้าน ทั้งคู่จึงไม่อยากสร้างความลำบากให้

หนิงลี่จึงจำเป็นต้องห่างจากบุรพารีทั้งสองด้วยความจำใจ

ก่อนเดินทางกลับสู่เสียนหยาง หนิงลี่ได้บอกลาน้องๆ และครอบครัวด้วยหัวใจที่โหยหาไม่ได้ต่างจากครั้งก่อน หนิงเอ๋อร้องไห้กระจองอแงไม่อยากจากผู้เป็นพี่ชาย ผิดกับลู่ชิงที่สกัดกลั้นน้ำตาไม่ร้องไห้แต่พอถูกหนิงลี่กอดกลับปล่อยน้ำหูน้ำตาพรั่งพรูออกมาไม่ได้ต่างจากหนิงเอ๋อสักนิด

“ฝ่าบาท ปล่อยข้าเถิด”

หนิงลี่ร้องขอคนเอาแต่ใจ ต่อหน้าคนมากมายแต่กลับเลือกที่จะโอบกอดเขาไว้ในอกภายใต้ม้าตัวเดียวกัน ซ่งจินเหลียงไม่สะทกสะท้านต่อสายตานั้น ไม่จะอายคนบ้างหรือไรกันนะ...

“เจ้าอย่าเอาแต่ใจสิอาลี่ อยู่ในอ้อมแขนข้าจะได้ไม่ตกม้า”

คนถูกต่อว่าผินหน้ามองอย่างไม่ชอบใจนัก แค่เพียงบอกให้ปล่อยใยต้องมาว่าว่าเอาแต่ใจด้วยเล่า! หนิงลี่แทบอยากเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด เขาเป็นทหารแต่กลับถูกปฏิบัติเหมือนอิสตรี ซ่งจนเหลียงไม่มีทางรับรู้ถึงความขมขื่นนี่หรอก

อีกด้านหนึ่ง...

คันธนูถูกง้างเป็นวงกว้าง ดวงตาทั้งสองต่างจดจ้องผู้เป็นเป้าหมาย เจ้ากลางตัวใหญ่กำลังไม่รู้ว่าอยู่ในอันตราย มันกำลังก้มหน้ากินหญ้าพลางเดินวนไปมา เมื่อสัญชาติญาณสัตว์ป่าถูกปลุกขึ้น มันรีบเงยหน้ามองไปยังทิศที่เป็นอันตรายก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าหนี

อนิจจา...มันหนีไม่พ้น

ลูกธนูปักลงบนตัวของมัน ร่างเจ้ากวางน้อยร่วงหล่นพื้นดังตุบ มันชักดิ้นชักงออยู่ครู่ด้วยความเจ็บปวดแล้วสิ้นใจในเวลาต่อมา

เป็นฉู่หนันเฟยองค์ชายลำดับที่สองเป็นผู้กระทำ...

ฉู่หนันเฟยยิ้มให้กับตัวเอง ตัวนี้เป็นกวางตัวที่ห้าที่เขาล่าได้ นับว่าวันนี้โชคดีไม่เลวทีเดียว กายใหญ่ลงมาจากหลังอาชาสีน้ำตาลตัวสูงสง่า ผินหน้าหันมองรอบทิศจนกระทังหันไปมองยังทิศที่เป็นที่ตั้งของแคว้นฉิน...เมื่อครั้งที่เดินทางไปยังเมืองหลวงเสียนหยางเพื่อยลโฉมพระสนม ฉู่หนันเฟยได้เห็นพระสนมลี่เต็มตา นับว่าพระสนมลี่ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่เหมือนอย่างที่ปากชาวบ้านพูด แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นชายงามล่มเมือง ถ้าเทียบกับซ่งจินเหลียงแล้วซ่งจินเหลียงที่อยู่ในอาภรณ์สีทองกลับงามยิ่งกว่า

“องค์ชาย นี่ก็ได้เวลาแล้วกลับที่พำนักเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

‘เว่ยชาง’ คนสนิทยกมือประสาน

ฉู่หนัยเฟยยังคงนิ่งเงียบ

“เว่ยชาง”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้าว่าพระสนมลี่เป็นเช่นไร”

ในคืนงานเลี้ยง เว่ยชางก็เป็นอีกคนหนึ่งที่อยู่ในนั้น และแน่นอนว่าย่อมต้องเห็นพระสนมลี่เต็มสองตา

เว่ยชางครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “องค์ชาย พระสนมมีความฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก”

“งั้นรึ”

ฉู่หนันเฟยกล่าวเพียงแค่นั้นก่อนจะกระโดดขึ้นหลังอาชาคู่ใจอีกครั้ง...อาชาใหญ่เคลื่อนกายไปยังทางเดิม ฉู่หนันเฟยเผยยิ้มแผ่วบนใบหน้า



------------

TAKE

มีข่าวดีมาบอกกกก นิยาย จักรพรรดิวิปลาส ได้ทำเล่มกับ สนพ. รักคุณนะเออ คริๆ มีอีบุ๊คด้วยนะเออ ได้ทั้งหนังสือ ได้ทั้งอีบุ๊ค มันช่างดีจริมๆ

และ...หลังจากวันนี้ เทคจะเปลี่ยนนามปากกา จากหมากนาว เป็น คุณนายไผ่ อันด้วยเนื่องเหตุผลส่วนตัวกับอีกคนหนึ่ง ขอไม่เอ่ยนามก็แล้วกัน แต่หมากนาว เขาเป็นคนตั้งให้เพื่อเสริมดวง แต่มีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เทคหมดความไว้ใจในตัวเขา เลยกะตีตัวห่างออกมา และจะเริ่มต้นใหม่กับ สนพ ใหม่ เรื่องที่พลาดไป เรื่องที่เคยโง่...ก็ได้แต่หัวเราะและบอกว่าช่างมันเถอะ ฮ่าๆ

หลายคนอาจสงสัยน่อ ว่าทำไมเรียกแทนตัวเองว่า เทค แต่ใช้อีกนามปากกา เดิมทีนามปากกาแต่แรกเลยคือ เทค นี่แหละ ใช้มาตลอด 4 ปี แต่อยากเปลี่ยนหงิ ส่วนนาม เทค นั้น ไว้เป็นชื่อในวงการ เรียกมาเถอะ พี่เทค คุณเทค ไรเตอร์ รับรองขานรับตลอดๆ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น