ชะโดตัวโต
facebook-icon

เชิญพบกับภาคต่อของ 'พี่คิณ - ณิริณ' 'พี่ภาคย์ - ไออุ่น' ในเรื่อง 'HATE ME: บงการรัก' เรื่องราวของภัทธิรา ลูกสาวคนเดียวของพี่คิณ - ณิริณ และเป็นน้องสาวฝาแฝดของพี่ภาคย์กับการที่จะต้องจำใจแต่งงานกับ 'คิริน' เพื่อแลกกับชีวิตของภิชญ์น้องชายของเธอ ***โหวต เม้น ให้กำลังใจกันด้วยนะคะ***

HATE EFFECTS: 21 อารมณ์แปรปรวน 100% รีไรท์

ชื่อตอน : HATE EFFECTS: 21 อารมณ์แปรปรวน 100% รีไรท์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.6k

ความคิดเห็น : 25

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2560 00:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
HATE EFFECTS: 21 อารมณ์แปรปรวน 100% รีไรท์
แบบอักษร

HATE EFFECTS: 20


ในบ้านชั้นเดียวแถบชานเมืองกรุงเทพ วารี...หญิงวัยกลางคนนั่งบนรถเข็นคอยมองออกไปนอกประตูบ้านคล้ายกับรอใครบางคนให้กลับมา ตอนนี้ก็ปาเข้าไปตีสองกว่าๆแล้วก็ยังไม่เห็นวี่แววคนที่เธอกำลังรอเลยสักนิด


ไม่นานนักก็มีเสียงรถดังใกล้เข้ามาพร้อมกับเสียงเปิดประตูรั้ว แววตาที่หม่นหมองก็สดใสขึ้นมาอีกครั้งทันตาเห็น



"กลับมาแล้วหรอน้ำ!? หิวไหม? กินอะไรมาหรือยัง?" วารีเคลื่อนรถเข็นมายังหน้าประตู ชลธิชาเดินโซเซแถมมีกลิ่นแอลกอฮอล์ติดตัวมาด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย "น้ำ! กลับดึกทุกคืนเลย แม่เป็นห่วงนะ"



"โอ้ย! จะมาห่วงอะไรนักหนา ห่วงตัวเองก่อนไหม!?" น้ำเสียงที่เปล่งมาทำให้วารีรู้ว่าเธอกำลังหงุดหงิด แต่ยังทำยิ้มเผื่ออีกฝ่ายจะคลายความเครียดลงได้บ้าง "แล้วแม่ทำไมยังไม่นอนอีก บอกแล้วไงว่าไม่ต้องรอ!!"



"จ้ะๆ วันหลังแม่จะไม่ทำให้น้ำหงุดหงิดแล้ว เอ้อ...แม่จัดกระเป๋าไว้ให้แล้วนะลูก ไปห้าวันเลยใช่ไหม? คุณภากรกับคุณภาคิณนี่ดีจังเลยนะ แม่เองก็อยากไปบ้าง..."


ปึง !!



"เลิกพูดถึงคนบ้านนั้นสักทีได้ไหม? จะชื่นชมอะไรกันนักกันหนาก็ไม่รู้ ที่แม่ต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะคนบ้านนั้นไม่ใช่หรือไง!!" ชลธิชาปิดประตูเสียงดังลั่นบ้านด้วยอารมณ์จนคนเป็นแม่ใจหายวูบด้วยความตกใจ



คำพูดที่เปล่งออกมานั้นไม่น่าฟังเลยสักนิด "อย่าพูดแบบนี้อีกนะ ที่มีกินมีใช้ทุกวันนี้ก็เพราะเขาช่วยเหลืออยู่ อย่าลืมล่ะว่าคุณภาคิณเขาแต่งงานไปแล้ว เลิกหวังซะ!!"



"ช่วยเพราะสงสารแม่น่ะสิ! พอๆไม่อยากฟัง จะนอนละ" 


วารีน้ำตาหลั่งรินไม่คิดว่าลูกสาวคนเดียวจะมีความคิดเช่นนี้ ก็จริงอยู่ที่เธอต้องพิการเป็นเพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้นแต่ก็ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้น วารีคิดเสียว่าเป็นเวรกรรมที่เธอจะต้องชดใช้ในชาตินี้.. 



#####


บ่ายวันต่อมา...


โรงแรม Voruntiana สาขาภูเก็ต...



หลังจากที่นำสัมภาระขึ้นไปเก็บไว้ยังห้องพักเรียบร้อยแล้วผู้ใหญ่ของทั้งสองบ้านก็พากันไปยังร้านกาแฟเพื่อพูดคุยกัน พนักงานของบริษัทก็ออกไปเที่ยวกันเป็นกลุ่มใครกลุ่มมันเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เจ้านายของพวกเขาจัดให้มีการพักผ่อนประจำปี ส่วนวาณิชาก็ขออนุญาตไปเที่ยวหาเพื่อนๆที่ฝึกงานในโรงแรมนี้ สาวน้อยในชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกงขาสั้นนั่งอยู่ที่ล็อบบี้โรงแรมตามลำพังพร้อมกับเล่นโทรศัพท์ไปด้วย


"ณิชา!"


หญิงสาวยิ้มแล้วหันไปโบกมือทักทายสามคนที่กำลังเข้ามา "พอร์ช ปอ ยู...ทางนี้ๆ"


"แหม! ฝึกงานแค่อาทิตย์เดียวก็ได้เที่ยวเลยนะ น่าอิจฉาจริงๆ" หญิงสาวชื่อปอเอ่ยแซวคนแรก


"นั่นสิ! เป็นบริษัทที่น่าทำงานด้วยเลย" ชายหนุ่มชื่อยูพูดยิ้มๆ


"เอ้อ! แล้วณิชาเป็นยังไงบ้างล่ะ โอเคหรือเปล่า?" พอร์ชถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล 


วาณิชาเบ้ปากเล็กน้อย "เกือบมีเรื่องตั้งหลายทีแล้ว ยิ่งอยู่คนเดียวยิ่งโดนรุม...น่าเบื่อสุดๆ ที่มานี่ก็เพราะครอบครัวมาด้วยแหละเลยได้อานิสงส์" สาวน้อยถอนหายใจเบาๆ "นี่...วันอาทิตย์วันเกิดฉัน มาปาร์ตี้ด้วยกันนะ งานออฟฟิศไม่น่าจะเข้าเป็นกะใช่ไหม?"


"ก็ใช่แหละ อยู่ฝ่ายบัญชีเหมือนอยู่ในสนามรบเลย ฮ่าๆ"


"ถ้าพวกเธออยู่ในสนามรบ ฉันคงเป็นเชลยศึกนั่นแหละ!!" วาณิชาทำหน้าเบื่อหน่ายสุดๆเมื่อพูดถึงสถานที่ฝึกงาน


แก๊งเพื่อนซี้นั่งคุยกันอย่างสนุกสนานตามวัย วาณิชาเหมือนได้ปลดปล่อยที่ไม่ได้พูดคุยแบบเต็มที่มาตลอดหนึ่งสัปดาห์เต็มซึ่งเธอไม่ได้รู้ตัวเลยว่าคนที่ชอบอ้างสิทธิ์เป็นผู้ปกครองของเธอนั้นนั่งกอดอกสวมแว่นดำอยู่ห่างไปไม่กี่โต๊ะ ภากรนั่งสั่นขารัวๆคล้ายกับว่ากำลังร้อนใจอะไรบางอย่าง...ยิ่งเห็นวาณิชากับพอร์ชใกล้ชิดสนิทกันแบบนั้นก็ยิ่งทำให้ร้อนยิ่งกว่าอุณหภูมิด้านนอก


"ยัยตัวแสบเอ้ย โว้ย!!! จะใกล้กันเกินไปไหมวะ? หึ่ย!!!" พูดเบาๆกับตัวเองแต่ก็ไม่ยอมลุกไปไหน? ยิ่งคิด ยิ่งเห็นก็เริ่มยิ่งเข้าใจตัวเองว่าขึ้นว่าอาการที่เป็นอยู่นั้นมันคืออะไร


อีกด้านหนึ่งที่ริมชายหาดที่สายลมเอื่อยๆกำลังพัดผ่าน...ภาคิณเดินจับมือวาณิริณเดินเล่นไปในบริเวณโดยรอบท่ามกลางนักท่องเที่ยวมากมายบนหาดแห่งนี้ เขาพาภรรยาสาวมาจนถึงท่าเรือที่จะต้องเดินทางไปในวันจันทร์


"จริงๆแล้วน่าจะพาพนักงานไปที่บ้านหลังนั้นจะดีกว่านะคะ หมายถึง...พื้นที่กว้างดีจะได้ไม่ต้องสิ้นเปลือง"


ภาคิณยิ้มเล็กน้อย "คิดถึงวันที่โดนลักพาตัวไปหรือไง...หืม?" น้ำเสียงหยอกล้อเป็นคนละคนกันถ้าเทียบกับเวลาที่เขาอยู่กับคนอื่น 


หญิงสาวเบนสายตาอย่างรู้สึกเขินอาย "เรื่องแบบนั้นใครจะไปอยากจำล่ะคะ?"


"หึ! พี่จำเองคนเดียวก็ได้" ภาคิณพาเธอเดินขึ้นไปยังสะพานในบรรยากาศที่คลื่นลมนั้นเงียบสงบ "เป็นหุ้นส่วนก็ไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายอะไรมากหรอก พี่ว่าเราเลิกพูดเรื่องอะไรพวกนี้เถอะ" เขาหยุดตรงที่เรือสปีดโบตลำที่อยู่ริมสุดก่อนจะพาเธอขึ้นไป


วาณิริณนั่งนิ่งอยู่สักพักสามีของเธอก็พาแล่นเรือออกไปจากฝั่ง ผืนทะเลอันเวิ้งว้างและเงียบสงบนั้นเป็นบรรยากาศที่เธอต้องการมากกว่าการอยู่ในเมืองที่วุ่นวายเสียอีก น้ำใสเบื้องล่างทำให้เห็นฝูงปลาน้อยใหญ่แหวกว่ายไปมาทำเอารู้สึกดีอยู่ไม่น้อย


"ชอบไหม?" ภาคิณดับเครื่องยนต์แล้วหันมาถามคนที่กำลังมีจิตใจจดจ่อกับบรรยากาศโดยรอบ


"ค่ะ" เธอลุกขึ้นเดินไปเกาะขอบเรือเพื่อมองไปรอบๆก่อนจะหันมายิ้มให้ "คลื่นลมสงบเกินไปก็ดู...น่ากลัวอยู่นะคะ"


"พายุเข้าพรุ่งนี้พี่ก็เลยพาออกมาก่อน" ร่างสูงเข้ามาสวมกอดคนตัวเล็กจากด้านหลัง "ขออยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ แค่เราสองคนสักสองชั่วโมงได้ไหม? ฟอด!!" หอมฟัดแก้มนิ่มเบาๆโดยที่วาณิริณไม่ได้ขัดขืนอะไร หญิงสาวเอนกายซบแผงอกแกร่งทอดสายตาออกไปในธรรมชาติที่สวยงาม ทั้งสองรู้ว่าหลังจากนี้สิ่งที่กำลังทำจะส่งผลอย่างไรบ้าง...เพียงเพราะอยากสะสางให้มันจบไปและมีความสุขกับเรื่องดีๆที่จะเข้ามา ภาคิณหวังเพียงแค่เธอยอมเปิดใจให้เขาและอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปเรื่อยๆก็ถือว่าเป็นกำไรในชีวิตของเขา


ในขณะที่ท้องทะเลกำลังเต็มไปด้วยรสหวาน สองสามีภรรยาใช้เวลาอยู่ท่ามกลางท้องทะเลกว้างจนกระทั่งใกล้เวลาที่ตะวันจะลาลับขอบฟ้า ภาคิณขับเรือกลับเข้าฝั่งและในขณะเดียวกันที่ภูชิตเดินกดโรศัพท์วนไปมาที่ริมชายหาดด้วยท่าทีที่กระวนกระวายใจ


"โธ่เว้ย! ทำไมติดต่อไม่ได้สักที!!" เขาพยายามโทรหาวิวัฒน์แต่กลับไม่สามารถติดต่อได้เลย ยิ่งหลักฐานการซื้อขายของที่ใช้สับเปลี่ยนภายในก็มาหายไปพร้อมกันด้วยก็ยิ่งกังวล ชายวัยกลางคนหันไปเห็นหลานชายกับหลานสะใภ้ที่เดินออกมาจากท่าเรือไม่ไกลก็พลันนึกอะไรบางอย่างได้! "หรือว่ามันจะโดดจัดการไปแล้ว"


ใช่แล้ว!! การที่วิวัฒน์หายไปโดยไม่มีการติดต่อใดๆแบบนี้คงไม่มีทางอื่นอย่างแน่นอน ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นใจที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องถูกขัดขวางอยู่เรื่อยไป เขาจะต้องทำอะไรสักอย่าง!..บางอย่างที่จะทำให้หลานชายของเขาหายไปตลอดกาล



อีกด้านหนึ่ง...


วาณิชาที่กำลังสนุกอยู่กับการเดินเที่ยวตลาดท้องถิ่นโดยที่มีภากรคอยตามประกบจนน่ารำคาญใจ มีทั้งร้านเครื่องประดับ เสื้อผ้าและสิ่งประดิษฐ์ที่ทำมาจากเปลือกหอย 


"นี่! กระเป๋าที่ฉันซื้อให้ทำไมไม่เอามาใช้" ภากรถามทันทีเมื่อเห็นกระเป๋าสตางค์ที่เธอถือไม่ใช่อันที่เขาซื้อ


"ก็...ใบนี้มันยังไม่เก่า" วาณิชาตอบแล้วเดินเลือกดูเสื้อผ้าต่อ


ว้าย!


ตุบ !!


ชายหนุ่มปัดกระเป๋าใบเล็กหล่นจากมือของเธอ สาวน้อยตกใจจนตาโตรีบคว้าเอาไว้แต่ไม่ทันการเสียแล้ว!!


"ทำบ้าอะไรเนี่ย!!?" ตากลมตวัดมองด้วยความไม่พอใจ "เปื้อนหมดเลย!"



"ก็ดี! จะได้เอาของฉันออกมาใช้สักที"


"ดีบ้านนายสิ!" วาณิชามุ่ยหน้าลงแววตาแดงราวกับจะร้องไห้ "ใบนี้แม่อุตส่าห์ตัดเย็บให้เองเลยนะ มีใบเดียวในโลกแล้วก็ไม่ทีขายที่ไหนด้วย นายต่างหากที่เป็นอะไร!!? มาปัดของฉันตกทำไม?"


พอได้ยินดังนั้นก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที "ขอ ขอโทษ...ใครจะไปรู้ล่ะ นึกว่ามีผู้ชายที่ไหนซื้อให้ ดะ เดี๋ยวณิชา!!"


ภากรรู้สึกเหมือนพูดอะไรที่ผิดพลาดออกไป และไม่น่าให้อภัยเมื่อวาณิชาทำท่าจะเดินหนี "เห็นฉันบ้าผู้ชายขนาดนั้นหรือไง วัยทองหรอ? ไปหาหมอได้แล้วนะอารมณ์ขึ้นๆลงๆแบบนี้ ฮึก ฉันเกลียดนายไอ้คนบ้า!!"


กระเป๋าสตางค์แสนรักถูกทำให้เปื้อนไปแล้วนั้นทำให้วาณิชารู้สึกไม่พอใจ ร่างเล็กเดินแหวกฝูงชนไม่สนใจเสียงขอโทษของชายหนุ่มที่มาด้วยเลยแม้แต่น้อย จะถามไถ่ก่อนสักคำก็ไม่มี...เห็นว่าไม่มีค่ามีราคาหรือไงถึงได้ทำเช่นนี้ แม้จะไม่มีราคาอะไรแต่มีคุณค่าทางจิตใจสำหรับยัยตัวแสบมาก เพราะเป็นกระเป๋าสตางค์ที่แม่ของเธอมำขึ้นมาเองด้วยสองมือ


เห็นทีงานนี้แม้จะเปย์หนักแค่ไหนก็คงจะเป็นเรื่องยากสำหรับภากรไปเสียแล้ว



พลบค่ำ...



ริมชายหาดมีการสังสรรค์ของบริษัทรวมถึงการละเล่นมากมายดูสนุกสนาน ชลธิชามองไปที่วาณิริณด้วยความชิงชังยิ่งนัก ที่นั่งตรงนั้นมันควรจะเป็นเธอไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น แต่ก็ได้แค่คิด...เพราะถ้าภาคิณจับได้คาหนังคาเขาเมื่อไหร่ว่าเธอเองก็สมรู้ร่วมคิดกับอาแท้ๆของเขาโกงบริษัท ถึงเวลานั้นก็ไม่รู้ว่าจะมีสภาพแบบไหน! อีกอย่างก็เจ็บแค้นในใจที่เขาเห็นเธอเป็นเพียงตัวคั่นเวลาเพื่อรอผู้หญิงคนนั้น


ถ้าไม่มีวาณิริณสักคน ชลธิชาก็คงหาข้อผูกมัดภาคิณเอาไว้ได้!


วาณิริณใช่ว่าจะไม่รู้สึกถึงสายตาคู่นั้นแตาก็เลือกที่จะไม่สนใจเสียดีกว่า ครอบครัวของทั้งสองต่างพูดคุยกันอย่างสนุกนานและบรรยากาศโดยรอบก็เต็มไปด้วยความเฮฮา พนักงานทุกคนปลดปล่อยกันอย่างเต็มที่หลังจากทำงานหนักมานานคงมีเพียงแค่ภากรนี่นั่งทำหน้าถมึงทึงไม่สบอารมณ์ ก็วาณิชานั้นพาเพื่อนๆมาร่วมด้วยไม่พอยังไม่สนใจเขาเสียอีก...เพิ่งจะได้รู้ซึ้งว่าหึงนั้นมันมีอาการเช่นไร


ภาคิณลุกขึ้นแยกตัวเดินออกไปข้างนอกไม่นานก็กลับเข้ามาแล้วขึ้นไปยังเวทีที่ขนาดเล็กตรงหน้า 


"ผ่อนคลายกันให้เต็มที่ล่ะ งานนี่ฉันกับพี่กรตั้งใจจัดให้ทุกคนเพื่อขอบคุณที่ทำงานกันอย่างตั้งใจ"



เสียงเฮดังขึ้นอีกครั้ง นาตยามองขึ้นไปบนเวทีก็นึกขำเล็กน้อย เพราะปกติแล้วคนที่จะต้องขึ้นไปพูดหน้าไมค์แบบนั้นจะต้องเป็นภากรมากกว่า แต่บัดนี้ลูกชายคนโตกลับไม่มีอารมณ์ร่วมกับงานเลยแม้แต่น้อย 


"ไม่เคยเห็นคิณทำอะไรแบบนี้เลยเนอะกร กร!!...ฟังแม่อยู่หรือเปล่า?"


ภากรสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปทางแม่ของตน "ฟัง...ฟังครับ เมื่อกี้แม่ว่าอะไรนะครับ!?"



"เฮ่อ! มัวแต่มองเด็กฝึกงานอยู่ได้!" ทันทีที่นาตยาพูดจบ สุชาติที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็หูผึ่งขึ้นมาเล็กน้อย...แม้จะไม่ค่อยพูดอะไรแต่ลึกๆแล้วเขาก็หวงลูกสาวสองคนมาก ขนาดลูกสาวคนโตที่ออกเรือนไปแล้วก็ยังคงนึกหวงอยู่ทุกวันและำไมจะไม่รู้ว่าเด็กฝึกงานคนนั้นนาตยาหมายถึงใคร "หมู่นี้ไม่จิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวนะเรา ชอบเขาก็รีบๆบอกไป"


อะแฮ่ม!


สุชาติกระแอมออกมาพลันหันสายตาไปทางพี่ชายของลูกเขย ลำเพยดังนั้นก็ยิ้มบางๆ "พี่ชาติก็!! ดูสิ...คุณภากรตกใจหมดแล้ว"



"ให้โอกาสหลานชายผมอีกสักคนเถอะครับ" ภูชิตแสร้งทำสีหน้ายินดีทั้งๆที่ในหัวนั้นคิดแผนการกำจัดหลานชายทั้งสองอยู่ เมื่อไม่นานมานี้ได้ยินว่าภาคิณจะพาภรรยาของเขาเดินทางไปกับเรือสำราญลำเดียวกับที่การันต์จัดงานประมูลการกุศล ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะยืมมือการันต์จัดการหลานชายคนเล็กโดยที่ไม่เดือดร้อนมาถึงตัวเขา "สงสัยเสือจะสิ้นลายก็คราวนี้นะครับพี่ยา"


"ก็หวังไว้แบบนั้นนะ" นาตยาตอบกลับด้วยรอยยิ้ม


ภากรมองหน้าอาของเขาอย่างไม่ไว้วางใจแต่ก็ยิ้มออกไปเท่านั้น "ไม่ขนาดนั้นหรอกครับอา สิ้นลายแต่ยังไม่สิ้นเขี้ยวนะครับ" บอกเป็นนัยๆออกไปก็เพื่อจะเตือนให้ภูชิตรู้ว่าเขาเองก็ไม่ใช่คนที่ใครจะมาทำให้ล้มง่ายๆเช่นกัน



วาณิริณมองบรรยากาศโดยรอบโดยเฉพาะท่าทางของภูชิต หญิงสาวได้แต่ส่ายหัวเล็กน้อยกับคนที่พยายามเสแสร้งเพื่อหาทางทำลายคนในครอบครัวของตัวเอง "ณิริณขอไปเดินเล่นนะคะ"


เมื่อขออนุญาตผู้ใหม่แล้วก็ปลีกตัวออกมาจากพื้นที่จัดงาน ทะเลในยามค่ำคืนพร้อมคลื่นลมนั้นไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ร่างระหงยืนมองวิวทิวทัศที่มืดมิดตามลำพังริมชายหาดก็ถอนหายใจ


"แหม! ก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็พวกชอบลักกินขโมยกินนี่เอง"


วาณิริณหันไปหาเจ้าของเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ญาดา!!"


"ยังจำชื่อฉันได้อีกนะ น่าปลาบปลื้มจริงๆ" ญาดาแสยะยิ้มเล็กน้อย "ตายยากตายเย็นนักนะแก ทำบุญมาด้วยอะไรหรอ? ถึงได้ทนทานขยาดนี้"


"บุญที่คนอย่างคุณเข้าไม่ถึงมั้งคะ?"


"นังณิริณ!!" ญาดาแผดเสียงเดือดดาลพร้อมยกมือหมายจะทำร้ายอีกฝ่าย



วาณิริณคว้าข้อมือของคนที่พยายามหาเรื่องเธอได้ทันก่อนมาถึงตนแล้วบีบมันไว้แน่น ญาดาไปหาเหยเกและร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด "เห็นว่าฉันนิ่งเฉย ไม่สู้!! ก็อย่าคิดว่าฉันจะยอมให้ถูกกระทำฝ่ายเดียว" เห็นทีว่าครั้งนี้จะเลี่ยงไม่ได้จริงๆ "ฉันเองก็เพิ่งจะได้รู้ชัดเจนก็วันนี้ว่าทำไมพี่คิณเขาถึงไม่สนใจคุณ ส่วนเรื่องที่ทำไว้กับฉันคราวก่อน...อโหสิให้ก็แล้วกันนะคะ จะได้ไม่ต้องไปเจอกันที่ไหนอีก!!"


"อะ อะไรของแกหะอีบ้านนอก โอ้ย!!! มีหลักฐานอะไรว่าฉันทำ!!" ญาดารู้ว่าวาณิริณหมายถึงเหตุการณ์ครั้งไหน ร่างของเธอเซล้มลงกับพื้นทรายตามแรงเหวี่ยงคนตรงหน้า "กล้าดียังไงถึงเอามือสกปรกของแกมาถูกตัวฉัน!!"



"หน้าตาก็ดี ฐานะ ชาติตระกูลก็ดี แต่จิตใจของคุณมันต่ำตมเสียจนมืดบอดจนมองไม่เห็นข้อเสียของตัวเอง คอยดูถูกเหยียดหยามและไม่เคยให้เกียรติคนที่ด้อยฐานะกว่า การกระทำมันบ่งบอกว่าคุณไม่มีค่าอะไรเลยที่จะเรียกร้องให้ใครมาสนใจ" พูดจบวาณิริณก็หันหลังให้แล้วเดินออกมาจากบริเวณนั้นทันที หวังว่าญาดาคงจะได้เก็บไปคิดบ้าง


แต่ไม่เลย...ญาดาไม่รอช้าที่จะรีบลุกขึ้นแล้วตรงปรี่จะเข้าไปทำร้ายอีกฝ่าย เพียะ!! แต่กลับเป็นตัวเองที่ต้องพลาดท่าอีกครั้ง 


วาณิชาที่เดินตามหาพี่สาวตามคำขอของผู้เป็นพ่อเข้ามาเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น ก็ตั้งใจว่าจะรอให้ญาดาหยุดเองเพราะแค่นี้พี่สาวเธอน่าจะเอาอยู่แต่กลับฉวยโอกาสตอนวาณิริณเผลอเสียนี่ สาวคนน้องก้าวไวๆแล้วตบหน้าโจทย์เดิมจนสะบัดก่อนที่เธอคนนั้นจะถึงตัวพี่สาวของเธอ


"อีเด็กบ้า!!"


"เออฉันเอง! คิดจะหาคู่ต่อสู้ด้วยน่ะหาให้มันสูสีหน่อยสิ พี่สาวฉันน่ะนางฟ้า!! ส่วนปีศาจอย่างเธอมันต้องเจอนางมารแบบฉันนี่" ทำท่าเงื้อมืออีกทีญาดาก็ร่นถอยหลังอย่างหวาดผวา วาณิชาหันไปทางวาณิริณที่ยืนอยู่ด้านหลังก็หัวเราะเบาๆ "ไม่ต้องห่วงค่ะ...ไม่รุนแรงแน่นอน"


วาณิริณได้แต่ยิ้มเล็กน้อย "ต่อหน้าพี่...ให้แค่ครั้งนี้นะ"


"ขอบคุณค่ะ" วาณิชาหันไปทางญาดาที่ยืนหน้าซีดอยู่ข้างหลัง "อ่ะ เข้ามาสิ! พี่สาวฉันอนุญาตแล้ว"



"แก...ฉันจะบอกเรื่องนี้กับพี่คิณ" ญาดาทำใจสู้ทั้งๆที่ยังหวั่นๆอยู่ภายใจ "เตรียมตกกระป๋องได้เลยนังณิริณ ...เพียะ!! พี่คิณคะ ฮือๆ" พูดจบญาดาก็ตบหน้าตัวเองแล้วรีบวิ่งผ่านสองพี่น้องที่ยืนงุนงงกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่ "ดูเมียพี่คิณสิคะทำร้ายญาดา ช่วยด้วยนะคะ"



"หน้าด้าน! เมียเขายืนอยู่ตรงนี้ยังกล้าทำประเจิดประเจ้อ" วาณิชาเบ้ปากใส่ด้วยความหมั้นไส้ วาณิริณแตะไหล่น้องสาวเบาๆเพื่อให้ใจเย็นลง



สายตาคมกริบจ้องมองมาที่เธอทั้งสอง ท่าทีของเขานิ่งเกินไปจนไม่รู้ว่าข้างในกำลังคิดอะไรอยู่ ร่างสูงเดินเข้ามาหาพร้อมกับญาดาที่แสดงท่าทีว่าครั้งนี้เธอเป็นฝ่ายชนะ...


แต่ทว่า...



"เจ็บตรงไหนรึเปล่า?" มือหนายกขึ้นแตะที่ใบหน้าของภรรยาตนเอง วาณิริณยิ้มพร้อมกับส่ายหัวให้คำตอบ "คราวหน้าอย่าออกไปไหนมาไหนคนเดียวอีกนะ รับปากพี่สิ"



"ค่ะ! ณิริณขอโทษ แค่จะออกมาเล่นสักพักเฉยๆ" หญิงสาวมองหน้าเขาก่อนจะพูดเสียงเบาๆ "แต่มาเจอคุณญาดาซะก่อน"


"กรี๊ดดด ญาดาถูกกระทำนะคะพี่คิณ ทำไมยังจะเข้าข้างกันอีก" คนขี้ฟ้องเมื่อสักครู่แว้ดเสียงขึ้นมาด้วยความโกรธ "กลิ่นโคลนสาบควายมันคงจะแรงถึงใจพี่คิณมากสินะคะ ถึงได้หลงจนตาบอดมองไม่เห็นอะไรแบบนี้"



"หุบปาก!!" ภาคิณแค่นเสียงต่ำออกมาจนคนที่ได้ยินผวาเล็กน้อย "ฉันเคยเตือนแล้วใช่ไหม? หรือว่าจะต้องให้เอาจริงถึงจะเลิกมาราวีเมียฉันสักที" ร่างสูงหันขวับมาบีบต้นแขนของญาดาจนเส้นเลือดขึ้น แววตาจ้องมองด้วยความโกรธเกรี้ยวและขยะแขยงผู้หญิงตรงหน้าเป็นที่สุด "ถ้าฉันตาบอดแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าผู้หญิงอย่างเธอมันสกปรกแค่ไหน? นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย! ถ้าฉันรู้ว่าเธอมาวุ่นวายอะไรกับเมียฉันล่ะก็...เตรียมตัวหาที่ซุกหัวนอนใหม่ได้เลย"


"ฮึก! เจ็บ ญาดาเจ็บนะคะ ฮือ ยอม...ยอมแล้วก็ได้ โอ้ยย"



"พี่คิณคะ พอเถอะ" วาณิริณจับแขนแกร่งเอาไง้ เขาที่ค่อยๆเย็นลงก็คลายมือออก "กลับโรงแรมกันเถอะค่ะ ณิริณอยากพักแล้ว"


ภาคิณสะบัดจนร่างญาดาล้มลงไปนอนกับพื้นทรายก่อนจะโอบไหล่วาณิริณเดินออกไป ญาดามองตามหลังด้วยความคับแค้นและเจ็บปวดจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้



"สมน้ำหน้า!! แบร่!!" วาณิชาแลบลิ้นเยอะเย้ยก่อนจะเดินตามออกไปติดๆ



กรี๊ดดดดด



สุดที่จะกลั้นเอาไว้ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจ จนตอนนี้เธอเองก็ยังไม่รู้ว่าเพราะอะไร? ทำไมภาคิณถึงได้เกลียดเธอ ทำไมคนที่ต้องกลายเป็นหม้ายขันหมากก็คือเธอ แต่ที่รู้ๆอยู่ในตอนนี้...ญาดาโยนความผิดทุกอย่างลงไปที่วาณิริณหมดแล้ว "รักกันให้ดีๆก็แล้วกัน ฮึก ฉันจะทำลายครอบครัวแกให้พินาศกับมือฉันนี่แหละ นังณิริณ"



โรงแรม...



ในขณะที่บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ภาคิณกับวาณิริณขึ้นมายังห้องพักของโรงแรมได้ไม่นานผู้เป็นสามีก็ยื่นกล่องขนาดเล็กให้เธอ ภรรยาสาวรับมาก็ประหลาดใจเล็กน้อย


"อะไรหรอคะ?"



"เปิดสิ" หญิงสาวพยักก็เปิดกล่องนั้นออก ด้านในมีสเปรย์พริกไท เครื่องดักฟังขนาดเล็กที่ได้มาจากทางตำรวจและมีดเล็กหนึ่งเล่ม "ณิริณต้องพกของพวกนี้ติดตัว เผื่อมีอะไรฉุกเฉินต้องมีสติเข้าไว้และอย่าไปไหนมาไหนคนเดียวอีกเป็นอันขาด ไอ้การันต์มันเล่ห์เหลี่ยมเยอะพี่กลัวว่าเราจะพลาดเสียทีมันเข้า" น้ำเสียงอ่อนลงมองคนตรงหน้าด้วยความลำบากใจ ร่างสูงย่อตัวลงและจุมพิตเบาๆที่หน้าผากมน 



"ทำหน้าแบบนั้นเดี๋ยวจะโชคร้ายจริงๆหรอก ถ้าอยากโชคดีก็ต้องคิดในแง่ดีเข้าไว้สิคะ" เธอยิ้ม "ณิริณจะระวังตัวค่ะ จะไม่ทำอะไรเกินตัว ว่าแต่...จะไม่ให้พวกคุณเทวินทร์ตามไปด้วยจริงๆหรอคะ?"


ภาคิณลูบผมเธอไปมา "ในงานครึ่งหนึ่งเป็นตำรวจที่ปลอมตัวเข้าไป อีกอย่างตั๋วที่ได้มาก็มีแค่สองใบคงจะหิ้วไปกันไม่ได้" พูดจบก็อุ้มร่างเล็กมาวางไว้บนเตียงนุ่มก่อนจะทาบตัวลงมา "เดี๋ยวนี้ทำไมเมียพี่ทำตัวน่ารักจริงๆ"



"ไม่ดีหรอคะ?" มือเล็กยกคลึงแก้มสากเบาๆ แบบนี้ค่อยรู้สึกถึงการเป็นสามีภรรยากันขึ้นมาบ้าง



"ดีครับ! แต่จะดีกว่านี้ถ้าณิริณยอมเปิดอู่มีให้พี่สักคนก่อน"



"หืม? งั้นขอถามอะไรหน่อย ทำไมพี่คิณถึงอยากมีลูกคะ?"



น้ำเสียงจริงจังของเธอทำให้เขานิ่งและพยายามนึกคำตอบที่ดีที่สุดออกมา "ปีนี้พี่สามสิบแล้วนะ อยากมีลูกให้ทันใช้กับคนอื่นเขาบ้าง...อีกอย่างเวลาที่เราสองคนไม่อยู่แม่ก็จะได้ไม่เหงาด้วย"  สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นหม่นหทองพร้อมกับเสียงลมหายใจหนักๆ "แต่พอมาเจออะไรหลายๆอย่างในตอนนี้ก็...ดีแล้วที่ยังไม่รีบมี"


วาณิริณหัวเราะให้กับท่าทางคล้ายกับคนขี้อ้อนของภาคิณ ช่างแตกต่างกับคนที่ชายหาดเมื่อครู่เสียจริงๆ "เอาไว้ถ้าถึงเวลาที่เหมาะสม จะ...เอ่อ...จะยอมให้ก็ได้นะคะ แต่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้" พอเห็นแววตาเป็นประกายของเขาจึงต้องรีบบอกปัดไปทันที หญิงสาวไม่กล้าสบตาเขาเพราะรู้สึกอายกับสิ่งที่เพิ่งพูดออกมา "ว่าแต่พี่คิณเคยปรึกษาหมอเรื่องโรคสองบุคลิกไหมคะ?"



"ณิริณ!!!"



คิกๆ คิกๆ



ฟอด!!



แก้มเนียนถูกจู่โจมด้วยปลายจมูกของเขา ภาคิณเล่นหยอกล้อกับภรรยาคนสวยไม่นานก็เหมือนจะนึกอะไรออกมาได้ "ห้องนี้มีอ่างอาบน้ำกลางแจ้ง เรา..." รอยยิ้มกรุ้มกริ่มแบบนั้นทำให้วาณิริณรู้ว่าคืนนี่เธอไม่รอดถูกเสือร้ายกลืนกินแน่ๆ "อีกอย่างพี่อยากเห็นณิริณใส่ชุดที่พี่พาไปซื้อด้วย"



"แต่นั่นมันชุดว่ายน้ำนี่คะ? ถ้าพี่คิณอยาก...เอ่อ จะสระผมให้ก็ได้ค่ะ"



"หืม? พี่ไม่ได้ซื้อมาให้ณิริณใส่ลงสระให้คนอื่นมามองหรอกนะ เพราะจะบังคับใส่ให้พี่ดูคนเดียวต่างหากล่ะ" กระซิบแผ่วเบาข้างใบหูนิ่ม "ตามใจพี่อีกสักคืนเถอะนะ"



คนใจอ่อนสุดท้ายก็ต้องยอมสวมชุดว่ายน้ำสีชมพูหวานที่แฟวกดว้นจนแทบจะคิดว่าเป็นเศษผ้า หญิงสาวยืนมองตัวเองในกระจกก็ถอนหายใจออกมาก่อนจะหยิบชุดคลุมมาสวมปิดกายเอาไว้ ภาคิณนั่งเงยหน้ามองท้องฟ้าในอ่างจากุชชี่ที่ตั้งอยู่ริมระเบียงกลางแจ้งนี้ เขาพยายามสลัดความคิดอันไม่ดีและความกังวลออกไปจากหัวของเขา 



อาจจะจริงอย่างที่วาณิริณบอกก็เป็นได้ เพราะยิ่งกังวลมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกแย่มากขึ้นเท่านั้น...



"พี่คิณคะ" เสียงหวานคุ้นหูเรียกชื่อเขาเบาๆ


ภาคิณยกยิ้มเจ้าเล่ห์สำรวจเรือนร่างที่กำลังปลดชุดคลุมนั้นออก "ลงมาสิครับที่รัก พี่พร้อมแล้ว"

____100%____


ช่วงนี้ติดไฟนอลนะคะ อาจจะมาช้านิดนึงงง

มาต่อครบแล้วนะจ้ะ รู้สึกตัดจบได้ร้ายมากกกก555

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}