-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 26

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 31.6k

ความคิดเห็น : 106

ปรับปรุงล่าสุด : 03 พ.ค. 2560 00:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 500
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 26
แบบอักษร

26

ในวันงาน...เซียวถิงเย่คอยช่วยเหลือเรื่องการแต่งตัวของหนิงลี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า พระสนมที่เคยมีรอยแดงจากโรคผิวหนังบัดนี้รอยแดงเหล่านั้นได้หายไปจนไม่เหลือเค้าเดิม นับว่าเป็นความดีความชอบของหมอหลวงที่สามารถรักษาได้ หนิงลี่ไม่ใช่บุรุษที่งามล่มเมือง ใบหน้ายังคงสมชายอยู่บ้างกับผิวที่หยาบกระด้างไม่อาจเหมือนพระสนมผู้อื่นที่ดูแลตัวเองและถูกเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี

ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง

หนิงลี่อยู่ในชุดสีเหลืองอ่อน ขับกับผิวที่เป็นสีเหลืองขมขาวทำให้ดูสว่างไสวมากกว่าเดิม น้อยครั้งนักที่เซียวถิงเย่จะเห็นพระสนมแต่งองค์ทรงเครื่องเช่นนี้ มันก็นับว่าไม่เลวทีเดียว

“พระสนม วันนี้ท่านช่างงามนัก” เซียวถิงเย่กล่าวคำชมพลางสางผมที่เริ่มยาวขึ้น มันถูกเกล้าขึ้นสูงประดับด้วยเพชรพลอยชั้นดี ของเหล่านี้เป็นของรางวัลที่ซ่งจินเหลียงประทานมาให้ นางพยายามจัดแต่งให้พระสนมลี่ดูดีที่สุด เพราะนอกจากเหล่าเสนาอำมาตย์จากแคว้นฉินแล้วยังมีบรรดาแขกต่างบ้านต่างเมืองอีกด้วย

“ถิงเย่ ข้าเป็นชาย จะงามได้เช่นไรเล่า”

“พระสนมวันนี้ท่านงดงามจริงนี่นา” เซียวถิงเย่ยังคงกล่าวต่อ ใบหน้านางเอียงไปตามเส้นผม

หนิงลี่มองตัวเองผ่านกระจกที่อยู่ด้านหน้า บอกดูตัวเองที่แปลกไปอย่างไม่คุ้นตานัก ดวงตาหม่นหลุบตามองลงพื้นอย่างใช้ความคิด

เมื่อถึงเวลางานเลี้ยงเซียวถิงเย่จึงได้พาไปยังท้องพระโรงที่บัดนี้มีผู้คนต่างดื่มฉลองรอกันอยู่แล้ว งานเลี้ยงที่ถูกจัดขึ้นส่วนหนึ่งเพื่อเฉลิมฉลองให้กับชัยชนะของแคว้น มีเหล่าบรรดาองค์ชายและองค์รัชทายาทจากหลายแคว้นต่างก็มาเพื่อยลโฉมพระสนมผู้เลื่องชื่อสักครา

หนึ่งในนั้นคือองค์ชายสี่แห่งแคว้นฉู่ มีนามว่า ‘ฉู่หนันเฟย’

ฉู่หนันเฟยเดินทางนับพันลี้เพื่อมาให้เห็นกับตา บ้างกล่าวว่าอัปลักษณ์ บ้างกล่าวว่ามีความสามารถจนสามารถชนะข้าศึกมาได้ พระสนมผู้นี้น่าสนใจยิ่งนัก แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือองค์ฮ่องเต้แห่งเสียนหยาง ผู้มีใบหน้างดงามราวอิสตรี ฉู่หนันเฟยพึงพอใจให้กับรูปโฉมซ่งจินเหลียงนัก

หนิงลี่ก้าวเข้ามาในท้องพระโรงเป็นคนสุดท้าย ประจักแก่สายตาของผู้คนรอบด้าน เสียงกระซิบเซ็งแซ่ของผู้ไม่เคยพบเห็นดังแผ่ว ต่างกระซิบกระซากถึงรูปโฉมที่ไม่ได้เป็นดั่งข่าวลือ เบื้องหน้าคือซ่งจินเหลียงที่น่าองอาจอยู่บนบัลลังก์ทอง แววตาสุกสกาวประดับไปด้วยรอยยิ้ม ด้านข้างประดับไปด้วยพระสนมงดงามหน้าตาหมดจด จนกลายเป็นที่น่าอิจฉาของใครหลายคน

ซ่งจินเหลียงแทบไม่คาดคิด นี่น่ะรึพระสนมผู้เคยอัปลักษณ์ของตน พอถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่องกลับดูแปลกขึ้นผิดหูผิดตายิ่งนัก

หนิงลี่ยกมือประสานคารวะ

“ฝ่าบาท”

ยามที่ถูกมองด้วยสายตาเช่นนี้แล้ว หนิงลี่นึกทำตัวไม่ถูกนัก ไหนเลยจะสายตาของต่างแคว้น ทั่วทั้งวังหลวงในเวลาต่างจดจ้องรวมสายตาอยู่เพียงหนึ่งเดียว

“อาลี่ เจ้ามานั่งตรงข้างข้า”

หนิงลี่เดินตรงไปตังคนเอ่ยเรียก รู้สึกประหม่าให้กับสายตารอบด้านนัก

งานเลี้ยงเฉลิมฉลองยังคงถูกจัดขึ้นท่ามกลางความรื่นเริง นางรำต่างร่ายรำสะโอดสะองประสานกับเครื่องดนตรี หนิงลี่รู้สึกอึดอัดนักที่ต้องทนปั้นหน้ายิ้มต้อนรับทั้งไม่ชอบพิธีรีตองที่มากความใช่เรื่อง เขาเติบโตมากับครอบครัวชาวนาจึงไม่ได้เคร่งครัดเท่ากับวังหลวงนัก โดยเฉพาะสายตาคู่หนึ่งที่ยังคงจดจ้องมาตั้งแต่ต้น เป็นชายหนุ่มสูงสง่า ดูก็รู้ว่ามีฐานะพอสมควร ได้ความจากเซียวถิงเย่ว่าเป็นองค์ชายสอง องค์ชายผู้นี้ได้ข่าวว่าทั้งหน้าตาและฝีมือเหนือกว่าบรรดาพี่ๆ ทั้งห้า

มีครั้งหนึ่งที่หนิงลี่ได้เคยศึกษาเรื่องของแคว้นฉู่ นอกจากแคว้นฉินแล้วแคว้นฉู่ก็เป็นอีกแคว้นที่ยิ่งใหญ่ มีกำลังทหารเป็นจำนวนหลายแสน หากเปรียบเทียบกับต้าฉีแล้วนับว่ากว้างใหญ่กว่ามาก น่าเสียดายที่จิ่นสือเร่งกลับจี้หนานไปแล้ว เนื่องด้วยจากว่ามีงานที่ต้องทำอีกมากจนไม่อาจปล่อยเฉยให้ล่าช้าไปกว่านี้ มิเช่นนั้นคงได้มีเพื่อนคุยสนทนาหลายเรื่อง

ความเบื่อหน่ายที่มีมากจนเกินควร ทันทีที่สบโอกาสหนิงลี่จึงคิดออกไปสูดบรรยากาศด้านนอกโดยยังมีเซียวถิงเย่คอยติดตามเป็นเงาตามตัว แต่คาดไม่ถึงว่าจะได้เจอกับฉู่หนันเฟยในตอนขากลับ คำทักทายถูกเอื้อนเอ่ยตามประสาคนที่กำลังเดินสวนกันเพียงไม่กี่ประโยคก่อนที่ต่างคนจะต่างแยกย้าย

กว่างานเลี้ยงจะจบลงก็ใช้เวลาไปเกือบค่อนคืน หนิงลี่ที่นั่งทนอยู่หลายชั่วยามถึงกับโล่งอก ไหนจะสายตาของพระสนมคนอื่นที่มองด้วยแววตามาดร้าย ไหนจะความยากรู้อยากเห็นของเหล่าคนที่ไม่รู้จัก แต่เพื่อรักษาหน้าของซ่งจินเหลียงหนิงลี่จึงต้องทน...หนิงลี่คิดถึงที่นอนนุ่มๆ กับผ้าห่มผืนหนา นึกอยากฝังตัวเองลงไปบนกองผ้านุ่มนั้น มันคงจะดีไม่น้อย แต่ความคิดเหล่านั้นต้องหยุดลงกะทันหันเมื่อถูกเรียกตัวจากซ่งจินเหลียง กายใหญ่กว่าขวางทางไว้ไม่ให้กลับไปยังตำหนัก

“อาลี่”

หัวใจของพระสนมเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ยามที่ถูกเรียกชื่อ

“ฝ่าบาท”

“เจ้าจะกลับตำหนักงั้นรึ”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“หากเช่นนั้น ข้าไปด้วยได้หรือไม่”

แววตาคนพูดสะท้อนความต้องการอย่างเห็นได้ชัด ใจของหนิงลี่หายวูบลงไปที่ตาตุ่ม ริมฝีปากสีอ่อนเม้มปากแน่นสนิท ใบหน้าเห่อร้อนยามที่นึกถึงเรื่องในถ้ำ การเสพสมกับบุรุษเพศด้วยกันมันคือสิ่งที่ยังไม่คุ้นชิน แม้จะรอดได้คราวหนึ่งแต่ก็ใช่ว่าจะรอดได้ตลอดไป และอีกอย่าง...หนิงลี่ยังคงมีบัญชีแค้นกับซ่งจินเหลียง!

หากไม่ได้สะสาง คงนอนไม่หลับไปอีกหลายคืน!

“ฝ่าบาท ข้า...”

“หรือเจ้ายังไม่หายโกรธข้าอีกงั้นรึ”

“ใยท่านถึงคิดเช่นนี้” เอ่ยถามกลับอย่างใคร่รู้

“แค่มองตาเจ้า ข้าก็รู้”

คำหวานที่ซ่งจินเหลียงเอื้อนเอ่ย หากเป็นสนมผู้อื่นคงได้ใจละลายไปกับคำหวานนั้น ทว่าหนิงลี่ที่เป็นบุรุษจึงรู้สึกแตกต่าง...ผิดกับซ่งจินเหลียงที่มองดูปฎิกิริยาพระสนม ผิดจากที่คาดการไว้มากนัก นึกโทษความคิดของยินหย่งนักที่แนะนำอะไรไม่เข้าท่า!

“เจ้า...”

ซ่งจินเหลียงเก็บอาการเขินอายไว้ กระแอมครั้งหนึ่ง สะบัดชายเสื้อไปทางด้านหลัง

“ฝ่าบาท ข้ามีเรื่องจะถามท่าน”

ก่อนที่ซ่งจินเหลียงจะเอ่ยประโยคถัดไป หนิงลี่เป็นฝ่ายชิงพูดตัดหน้า เปลี่ยนท่าเป็นคุกเข่า ยิ่งสร้างความฉงนให้กับคนมอง ซ่งจินเหลียงไม่เข้าใจยิ่งนัก มีเรื่องอันใดถึงต้องก้มหน้าขอร้อง เพียงแค่หนิงลี่เอ่ยปาก ไม่มีสิ่งใดที่ซ่งจินเหลียงจะหามาให้พระสนมไม่ได้ ทั้งแก้วแหวน เงินทอง หรือแม้กระทั่งแคว้นทั้งแคว้น


“ฝ่าบาท ข้านำทัพชนะศึก ข้าได้สร้างความดีความชอบใช่หรือไม่”

“เจ้าต้องการรางวัลงั้นหรือ ว่ามาสิ”

เงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาสบประสาน

“หากเช่นนั้น ข้าขอกลับจี้หนานได้หรือไม่”

เป็นคำขอแค่เพียงหนึ่งเดียว แต่มันกลับสร้างความร้าวฉานกับผู้ฟังไม่น้อย ขอกลับจี้หนานก็เท่ากับว่าขอไปจากซ่งจินเหลียง

สองมือกำแน่นสั่นระริก พลันใบหน้างามแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงก่อนจะแสดงสีหน้าเรียบเฉย ผู้เป็นฮ่องเต้ตรัสคำไหนคำนั้น ในเมื่อหนิงลี่พึงปรารถนาที่อยากจะกลับแคว้น ซ่งจินเหลียงก็ไม่ได้อาจห้ามได้ กายใหญ่หมุนตัวไปอีกทางหนึ่ง เอ่ยพูดเพียงแค่หนึ่งประโยคก่อนที่จะเดินจากไป

“พรุ่งนี้ข้าจะให้เตรียมขบวนส่ง”

หนิงลี่ใจหายวาบ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงมองเบื้องหลังองค์จักรพรรดิ

มันเป็นอย่างที่ซ่งจินเหลียงได้กล่าวเอาไว้ วันต่อมาขบวนเสด็จก็ถูกจัดขึ้นอย่างเร่งรีบนำตัวพระสนมกลับสู่ดินแดนต้าฉี ไร้วี่แววของผู้เป็นองค์ฮ่องเต้มาส่ง มีแต่เพียงองครักษ์และนางกำนัลเท่านั้น ส่วนเซียวถิงเย่นางเอาแต่ร้องห่มร้องไห้ตลอดทั้งคืนเมื่อทราบถึงการตัดสินใจที่เด็ดขาด

ดวงอัสดงขึ้นอร่ามฟ้า เมื่อถึงเวลาอันควรหนิงลี่จึงออกเดินทาง เป็นเส้นทางเดิมที่เคยมาเมื่อครั้งก่อน ผ่านแคว้นเว่ยและหาน เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง เป็นจุดเดียวกันกับที่ซ่งจินเหลียงหยุดให้ชมวิวเมื่อครั้งก่อนจะเกิดศึก ในวันนั้นซ่งจินเหลียงได้เอ่ยวาจาไว้ว่า หากกลับจากต้าฉีแล้วจะพาเยี่ยมชมเมืองหลวงของแคว้นเว่ย

แต่บัดนี้คงไม่ได้ชมแล้วกระมั้ง...หนิงลี่คิดอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ

ตลอดระยะเวลาการเดินทางสภาพจิตใจของหนิงลี่ไม่ได้ดีอย่างที่คิด เขาวิตกกังวลเรื่องของซ่งจินเหลียง ผินใบหน้าหันมองไปยังด้านหลังที่ยังไร้วี่แววของผู้ที่คิดถึง บางทีบุญวาสนาของทั้งคู่อาจจะสิ้นสูญไปแล้วก็ได้ ชายงามก็ต้องคู่กับหญิงงาม ซ่งจินเหลียงเป็นถึงฮ่องเต้ผู้สูงศักดิ์ ใยเล่าจะมาสนใจเพียงพระสนมที่ต่ำต้อย

ใช้เวลาอยู่หลายวันกว่าที่หนิงลี่จะเดินทางมาถึงแคว้นฉิน ทันทีที่เห็นหน้าบิดามารดา ความคิดถึงที่มากมากจึงได้รีบเข้าไปสวมกอด ครอบครัวได้กลับมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า เมื่อถูกถามถึงซ่งจินเหลียงหนิงลี่ก็ได้แต่บ่ายเบี่ยง ไม่อยากนึกถึงทำให้เสียบรรยากาศ แม้ชิงเถากับก้านลู่จะแคลงใจ แต่ในเมื่อหนิงลี่ไม่อยากเล่าก็ไม่อยากบังคับฝืน

“ท่านพี่ ท่านจะอยู่กับข้าตลอดไปแล้วใช่ไหม ท่านจะไม่ไปออกรบแล้วใช่ไหม” หนิงเอ๋อที่ยังไร้เดียงสาโอบกอดผู้เป็นพี่ชายไว้แน่น

หนิงลี่ลูบเรือนผมสีดำยาวด้วยความเอ็นดู “อาเอ๋อ พี่จะกลับมาอยู่กับเจ้า”

“ท่านพี่ข้าใจดีที่สุด”

หนิงเอ๋อยังคงยิ้มกว้างไม่หุบ สองมือโอบกอดพี่ชายตนแน่นกว่าเดิม ลู่ชิงที่นึกอยากกอดพี่ตัวเองบ้างจึงกระโดดขึ้นหลังทำเป็นเด็กตัวเล็ก บัดนี้หนิงลี่ได้โดนจู่โจมจากร่างเล็กๆ ของน้องสาวและน้องชาย ได้สร้างเสียงหัวเราะให้กับชิงเถาและก้านลู่ไม่น้อย

พริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วสิบวัน...สิบวันกับการที่หนิงลี่ได้กลับมาอยู่แคว้น จิ่นสือที่ได้ข่าวคราจึงเร่งมาหา เมื่อมาถึงก็แปลกใจที่ไม่เห็นเงาของซ่งจินเหลียง หนิงลี่จึงคิดเลี่ยงตอบคำถามอีกเช่นเคย สองสหายที่ได้พบหน้าจึงได้พากันไปเที่ยวเล่นเหมือนตอนเด็กๆ ที่ตัวเมืองของจี้หนาน หนิงลี่จำได้ว่าก่อนที่ตัวเองจะไปเป็นทหารประจำกองได้ออกมาเดินเล่นบ่อยๆ

เรื่องเมื่อคราวศึกแคว้นโจว จิ่นสือได้ร่วมมือกันซ่งจินเหลียง ในคราวนั้นหนิงลี่ได้นึกโกรธเคืองจิ่นสืออยู่บ้าง แต่มิตรภาพที่มีมานับนสิบปีก็ไม่อาจบั่นทอนหดหายเพียงแค่เรื่องเล็กน้อย

ตกเย็นหลังจากที่จิ่นสือพาหนิงลี่เที่ยวจนเหนื่อยก็มารับประทานอาหารที่บ้านของหนิงลี่ อาหารพื้นบ้านง่ายๆ ไม่ได้หรูหราเหมือนตอนอยู่ในวังหลวง เสียงสนทนาเจือยแจ้วดังขึ้น ต่างพูดถึงเรื่องวันเก่าๆ ก่อนจะมาหยุดที่ปัจจุบัน จิ่นสือในเวลานี้กำลังสร้างความดีความชอบ หวังจะเป็นแม่ทัพผู้องอาจเกรียงไกร หนิงลี่นึกยินดีกับความฝันนั้นและคิดว่าจิ่นสือคงทำได้

ผ่านไปอีกสามชั่วยามผู้เป็นแขกก็ขอตัวกลับ หนิงลี่มารองแม่ทัพที่หน้าบ้าน ท้องฟ้าในวันนี้สุกสกาวไปด้วยดวงดาวมากมาย มันสวยงามน่าชื่นชมยิ่ง หนิงลี่นั่งอยู่บนขื่อหน้าบ้านพลางคิดถึงคนที่จากมาหลายวัน พลันน้ำตามันก็อยากร่วงหล่น หนิงลี่เก็บความขมขื่นไว้ในอกตน

“อาลี่”

สุรเสียงคุ้นหูดังขึ้นด้านหน้า หนิงลี่เปลี่ยนทิศทางการมอง เห็นซ่งจินเหลียงยืนอยู่ไม่ห่างกันนัก กายใหญ่ลงมาจากหลังอาชา

นี่ข้าถึงกับละเมออย่างนั่นรึ?

หนิงลี่หลุบตาหลับอย่างไม่เชื่อ นึกว่าตัวเองกำลังฝันไป แต่พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้งกลับพบว่าบุคคลตรงหน้ายังคงอยู่

“ฝ่าบาท”

เป็นซ่งจินเหลียง มิใช่เงามายา

กายใหญ่สาวเท้าเดินเข้าใกล้ สบดวงตาที่สะท้อนแสงดาวพราวระยับ ซ่งจินเหลียงทำการโอบกอดร่างพระสนมตรงหน้าเต็มวงแขนแก่รง ผู้ถูกกอดหยุดนิ่งอยู่กับที่ หนิงลี่รู้สึกว่าหัวใจตัวเองมันกำลังพองโตด้วยความตื้นตันใจ มือสั่นสะท้านจับไปที่แผ่นหลังกว้าง สัมผัสถึงเส้นผมนุ่มยาวเหยียด และมันก็เป็นครั้งแรกในรอบสิบวันที่หนิงลี่รู้สึกสบายใจ มันเป็นสิ่งที่ไม่คาดฝัน นึกว่าจะถูกทิ้งไว้เสียแล้ว

“ข้าคิดถึงเจ้า”

“ฝ่าบาท ข้า...ข้าก็คิดถึงท่าน”

ความจริงที่ไม่อาจโป้ปด หนิงลี่ยอมรับหัวใจตัวเองที่โหมกระหน่ำดั่งพายุ

ด้วยความสูงที่แตกต่าง หนิงลี่นับว่าตัวเล็กกว่าซ่งจินเหลียงอยู่มาก ใบหูด้านซ้ายที่แนบขนาบข้างตรงหัวใจพอดี มันก็เต้นแรงเช่นกันไม่ได้ต่างจากตน

การมาของซ่งจินเหลียงสร้างความแปลกประหลาดให้คนทั้งบ้าน ใคร่เล่าจะคิดว่าองค์จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่จะเสด็จมด้วยตนเองโดยไร้เงาขององครักษ์ ก้านลู่กับชิงเถาตัวสั่นงกๆ ให้กับการมาของผู้สูงศักดิ์ ด้วยกลัวว่าที่พักจะไม่ดีพอให้ซ่งจินเหลียงได้พักพิงในยามค่ำคืน บ้านที่ซ่งจินเหลียงสร้างให้กว้างกว่าเมื่อก่อนอยู่มากโข แต่ถ้าเทียบกับตำหนักวังหลวงก็เป็นเพียงแค่มดปลวก จนต้องปรึกษากันว่าจะทำยังไงในค่ำคืนนี้ แต่จนแล้วรอดซ่งจินเหลียงก็ได้พักห้องเดียวกับหนิงลี่ ก้านลู่กับชิงเถาที่เห็นว่าดึกมาแล้วจึงขอตัวกลับเข้าห้องตัวเอง แล้วปล่อยให้สองสามีภรรยาอยู่ร่วมกัน

หนิงลี่เพิ่งนึกขึ้นมาได้ก็นึกแทบอยากเขกหัวตัวเองนัก พอเห็นหน้าซ่งจินเหลียงก็รีบโผเข้ากอด ทำตัวราวกับหญิงสาววัยแรกแย้มที่เพิ่งแต่งงานหมาดๆ ทั้งที่ก่อนหน้าตั้งใจจะสั่งสอนให้ซ่งจินเหลียงรู้สำนึกถึงความผิด แต่กลับเป็นตัวเองเสียได้ที่ทนไม่ไหวจนต้องคิดถึงทุกครั้งไป

บานประตูไม้ถูกปิดลง...

หนิงลี่สะดุ้งเฮือกจนต้องหันไปมอง

“ทีนี้ก็เหลือแต่เจ้ากับข้า”


------------

TAKE

เอาจริงๆ ตอนนี้เทคไม่มั่นใจเลยสักนิด แต่แล้วลบหลายรอบมาก เลยทำให้มาซะดึกดื่นเลยอ่า ถ้าตอนนี้เทคแต่งบ่ดีก็ขอโทษด้วยนะค้าาา

ให้หนิงลี่ท้องได้น้านนน ในเรื่องหลังคงไม่ได้จ้าา มันไม่ใช่แนวท้องได้แต่แรก แต่ไว้ว่างๆ จะแต่งเป็นตอนพิเศษให้

ส่วนเรื่องนี้ไปทางแนวแฟนตาซีเพื่อต่อยอดไหม? มันอาจไปได้ แต่เทคกลัวลอยทะเล ฮ่าๆ แต่ที่ให้ตอนพิเศษเป็นตอนพิเศษนิดๆ เพราะเทคกำลังคิดจะเอาเรื่องนี้ไปต่อยอดกับเรื่องพันธสัญญาข้ามภพ เรื่องนั้นแนวเทพเซียน แฟนตาซีล้วนๆ


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น